อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563

หุ้นไทยไร้เสน่ห์ดึงเงินทุน ต่างชาติทิ้งเฉียด 2 แสนล้าน(คลิป)

โบรกมองหุ้นไทยธุรกิจตกยุค ไร้สเน่ห์กำไรบจ.ย่ำ 3 กลุ่มหลักไม่มีธุรกิจใหม่เหมือนตลาดหุ้นสหรัฐที่ไฮเทคโนโลยี ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติเทขาย 1.88 แสนล้าน จับตาประชุมบีโอเจ-บีโออี รวมถึงธปท.ออกมาตรการสกัดบาทแข็ง อาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2563 เวลา 20.00 น.


นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล. เอเชียพลัส เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุด 1,450 จุด   หลังจากนั้นปรับฐานลงมาเกือบ 5 % หรือหลุด 1,400 จุด โดยมาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ 1. Valuation ที่แพงมาก สะท้อนจาก  P/E ที่สูงถึง 22 เท่า(แพงสุดในภูมิภาค)  ขณะที่ในภูมิภาคเทรดบน  P/E  14.5 เท่า ด้วยความคาดหวังว่าจะมีสภาพคล่องส่วนเกินมาหนุนต่อเนื่อง

นอกจากนี้พบว่าจำนวนหุ้นเกินกว่า 30% ของหุ้นทั้งหมดในตลาด ปรับตัวขึ้นมาจนมีสัญญาณ RSI ( Relative Strength Index) อยู่ในโซน Overbought  (การซื้อมากเกินไป) ถือว่ามากสุดในรอบหลาย ๆ ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนว่าตลาดมีโอกาสปรับฐาน



2. ประเด็นความกังวลผู้ติดเชื้อรายใหม่ระลอกที่ 2 หรือ 2nd Wave  และตลาดตอบรับผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดที่ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย อัตราดอกเบี้ยต่ำ 0-0.25% และ การเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือ  QE 

ทั้งนี้หากพิจารณา Fund Flow จากต่างชาติในเดือนมิ.ย.พบว่า สอดคล้องในทิศทางเดียวกันภูมิภาคเงินไหลเข้ามาซื้อสุทธินับตั้งแต่ต้นเดือน – ปัจจุบัน  โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ซื้อสุทธิ  5.8 พันล้านบาท  ซึ่งเงินทุนต่างชาติที่ผ่านมามองว่าเป็นการซื้อช่วงสั้น 4 วัน ติดต่อกัน  หลังจากนั้นซื้อสลับขาย   อย่างไรก็ตาม หากดู (ตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน) YTD   ต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทย 1.88 แสนล้านบาท

ส่วนความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านนั้น น้อยมาก  โดยหุ้นไทยมีจุดเด่นเพียง  Dividend หรือเงินปันผล ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี Estimated Dividend Yield ประมาณ 3% สูงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ระดับ 2%  อย่างไรก็ตาม  หากพิจารณากำไรของบริษัทจดทะเบียน ส่วนใหญ่ของไทยจะอยู่ใน 3 กลุ่มหลัก  ICT,  ENERGY,  BANK 

นอกจากนี้ในอดีตจนถึงปัจจุบันพบว่า  บริษัทจดทะเบียนเข้ามาใหม่ไม่ได้มีธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามาหากเทียบกับตลาดหุ้น Nasdaq 100 (NDX)  ของสหรัฐฯ  ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำทางธุรกิจด้านเทคโนโล ยี สะท้อนได้จาก 5 หุ้นที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ MICROSOFT, APPLE, AMAZON, FACEBOOK 

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ให้น้ำหนักใน 3 ประเด็นหลักคือ 1.จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ทั่วโลก และการระบาดรอบ  2   จะทำให้ตลาดปรับตัวลงได้  2.  การประชุมธนาคารกลางในหลายประเทศทั่วโลก  เช่น  การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วันที่  16 มิ.ย.นี้ คาดว่าจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายตามเดิมหรือ yield curve control   โดยควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ที่ -0.1% และดอกเบี้ยระยะยาวด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปี ให้อยู่ที่  0% 

ส่วนวันที่ 17 มิ.ย.เป็นการประชุมธนาคารกลางบราซิล (บีซีบี)  ตลาดมองว่าในรอบนี้น่าจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% หากปรับลงครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 9  ส่งผลให้ดอกเบี้ยอยู่จุดต่ำสุดเป็นประวัติ การณ์จาก 4.5% มาอยู่ที่ 4.25%  ขณะที่การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ(BOE) วันที่ 18 มิ.ย. ตลาดคาดว่าจะเพิ่มวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตรจะทำให้สภาพคล่องส่วนเกินในระบบเพิ่มขึ้นและเป็นประเด็นหนุนตลาดหุ้น

"หลายประเทศยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อ และบางประเทศมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ย    รวมถึงจะปรับเพิ่มวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรเพิ่ม  ดังนั้นคาดว่าประเทศที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก คือ ประเทศที่ยังมีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest rate) เป็นบวก แต่ในประเทศที่ Real Interest rate เหลือน้อย หรือติดลบ คาดจะพิจารณามาตรการอัดฉีดทางการเงิน (QE) เพิ่มเติม" 

ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทย ยังมีช่องว่างในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก แม้ว่าดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ระดับ 0.5% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์  แต่กนง.สามารถลดดอกเบี้ยได้อีกครั้ง   ซึ่งมี 2 เหตุผลคือ คือ  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่อาจจะหดตัวแรงกว่าคาดการณ์ ปัจจุบัน Consensus คาด GDP ปี 2563 –5% หรือลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไป

3.ทิศทางค่าเงินบาท/ดอลาร์สหรัฐ   หลังจากต้น เม.ย.ค่าเงินบาทอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และจากนั้นแกว่งตัวในทิศทางแข็งค่าจนหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ   ส่งผล Sentiment เชิงลบต่อหุ้นในกลุ่มส่งออกและผลประกอบการของบจ.ในไตรมาส 2/63  และต้องดูว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะออกมาตรการชะลอการแข็งค่าของเงินบาทหรือไม่ เพราะหากเงินบาทแข็งค่ามากเกินไปจะกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม 

ด้านกลยุทธ์การลงทุน เน้นลงทุนหุ้นดีดี (Dividend & Defensive) อย่าง BTSGIF, EGCO, DCC ประเมินกรอบแนวรับสัปดาห์นี้ไว้ที่ 1,340 จุด แนวต้าน 1,400 จุด 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    27%
  • ไม่เห็นด้วย
    73%

บอกต่อ : 33