อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563

ล็อคเป้าลงทุนหุ้นรับเหมาขานรับรัฐเดินหน้าเมกะโปรเจค

ต่างชาติทิ้งหุ้นไทยมันมือต้นปี-ปัจจุบัน2.2แสนล้าน โบรกหวั่นโควิดระบาดรอบ 2 ปิดเมือง-เทรดวอร์ระอุกดหุ้นโลกร่วงต่อ เกาะติดตัวเลขภาคการผลิตนานาชาติ ชูหุ้นอานิสงส์ลงทุนภาครัฐหลังเร่งประมูลเมกะโปรเจค จันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2563 เวลา 11.00 น.


นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล. เอเชียพลัส เปิดเผยว่า  ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบันจะเห็นว่านักลงทุนที่ขับเคลื่อนตลาดหลัก 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกรายย่อยซื้อสุทธิ 1.45 แสนล้านบาท  ขณะที่สถาบันซื้อสุทธิ  6.6  หมื่นล้านบาท   และถ้าดูนักลงทุนต่างชาติมีการขายสุทธิ  2.2 แสนล้านบาท เฉพาะมิ.ย.ต่างชาติขายสุทธิ 1.86 หมื่นล้านบาท  

สำหรับตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวลง 2% โดยหากพิจารณาเป็นรายกลุ่มส่วนใหญ่ติดลบหมด ทั้งท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ 5-7%   เป็นผลมาจาก 4 ประเด็นหลักคือ1. ไวรัสโควิดรอบ 2 กดดันตลาดหุ้นโลกและหุ้นไทย ทั้งในสหรัฐฯ  เยอรมัน บราซิล และอินเดียที่ผู้ติดเชื้อเพิ่ม  2.ความกังวลเทรดวอร์ระหว่างสหรัฐฯและยุโรป กลับมาอีกครั้งหลังสหรัฐฯขู่เก็บขึ้นภาษีนำเข้ายุโรป 3.1 พันล้านยูโร ทั้งเยอรมันและอังกฤษ  



3. กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้ติดลบ 4.9%  ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะถดถอยที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หรือ “เกรทดีเปรสชั่น” ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง 

 4. การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน( กนง.) แม้ว่าประชุมเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมาคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5%  แต่ปรับลดเป้าจีดีพีติดลบ 8.1% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งที่จีดีพีติดลบ 5.9% 

นอกจากนี้หุ้นในกลุ่มแบงก์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับฐานลง หลังจากธปท.ออกเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายปันผลระหว่างกาล  และห้ามซื้อหุ้นคืน กดดันหุ้นกลุ่มแบงก์ปรับฐานลงทันที   โดยแนะหลีกเลี่ยงลงทุนชั่วคราว เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงความน่าสนใจด้าน  Dividend Yield ในปีนี้เริ่มลดลง  

สำหรับกรณีที่ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว  เช่น  Travel Bubble มองว่ากลุ่มที่จะมาได้ประโยชน์  คือ กลุ่มนิคม AMATA, WHA , FPTคาดว่านักลงทุนจะเข้ามาในประเทศก่อนนักท่องเที่ยว และไทยมีจุดเด่นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่หุ้นกลุ่มที่ขึ้นมีเพียงกลุ่มวัสดุก่อสร้างหรือ Conmat และ กลุ่มชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์หรือ Etron  โดยมีปัจจัยหนุนเฉพาะ  เช่น KCE บริษัทรายงานผู้บริการซื้อหุ้นคืน   และประเทศในกลุ่ม EU  เช่น  เยอรมัน เตรียมออกมาตรการกระตุ้นการซื้อรถไฟฟ้า

ด้านปัจจัยที่ต้องติดตามสัปดาห์หน้าให้น้ำหนักการรายงานดัชนีเศรษฐกิจต่างๆของทั่วโลก ได้แก่ จีดีพีไตรมาส 1/63  (ประมาณการครั้งที่ 2) ของสเปน และอังกฤษ, ดัชนี PMI ภาคการผลิตของญี่ปุ่น, ยุโรป, อังกฤษ, สหรัฐ  เดือน มิ.ย. 63  โดยส่วนใหญ่คาดออกมาฟื้นตัว, รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด เดือน มิ.ย. และรายงานภาวะตลาดแรงงานสหรัฐ 

นอกจากนี้ติดตามผู้ติดเชื้อในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ   หลังพบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 45,255 รายเมื่อในวันศุกร์ ซึ่งมีถึง 34 รัฐที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 5%หรือมากกว่าค่าเฉลี่ย 7 วัน  สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐเท็กซัสออกคำสั่งจำกัดการดำเนินธุรกิจและการให้บริการบางอย่าง เช่น ปิดผับ  ขณะที่รัฐวอชิงตันระงับ แผนการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ระยะที่ 4 และรัฐซานฟรานซิสโกเลื่อนการเปิดธุรกิจออกไปเพื่อรับมือกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งขึ้นสร้างความวิตกว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะยิ่งช้าลง  รวมถึงยุโรป เกาหลีใต้หากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มและระบาดรอบ 2 ปิดเมืองจะเป็นปัจจัยกดตลาดหุ้นโลก ส่วนไทยเป็นเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงตลาดผันผวน และปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศหลายปัจจัยที่จะทำให้เกิดการ take Profit ดังนั้นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ ธปท. คาดขยายตัวได้ในปีนี้  คือ การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และการลงทุนภาครัฐ  เชื่อว่า Theme การลงทุนหุ้นจะยังอยู่กับกระแสการลงทุนภาครัฐ เห็นได้จากรัฐบาลเดินหน้าเร่งแผนโครงการลงทุนขนาดใหญ่

โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า  เช่น  รถไฟฟ้าสายสีส้ม(ตะวันตก) ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้เตาปูน-ราษบูรณะ - เปิดให้เอกชนยื่นประมูล ต.ค.  ซึ่งเป็น Sentiment  เชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมา   แนะลงทุน SEAFCO Fair value 8.20 บาท 

ทั้งนี้เนื่องจาก งานเสาเข็มใหม่3 โครงการ มูลค่า 800 ล้านบาท ได้แก่ รพ.จุฬาภรณ์ แจ้งวัฒนะ  โครงการปรับปรุงห้างเซ็นทรัล พลาซ่า พระราม 2   และ ห้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี(ส่วนต่อขยาย) ทำให้ Backlog ขึ้นทำจุดสูงสุดรอบ 7 ไตรมาส  นอกจากนี้ จากนี้ไปกำไรเติบโตทุกไตรมาส ปัจจุบัน Backlog ของ SEAFCO สามารถรองรับรายได้ไปจนถึงปี 64 ระยะสั้น 2Q63 กำไรน่าจะเติบโตสูง QoQ  คาดปันผลสูง 4.85%  

ขณะเดียวกันเน้นหุ้นที่ได้รับผลดีจากการทำ Window dressing  ของนักลงทุนสถาบัน และเป็นหุ้นปลอดภัย  โดยมอง INTUCH  Fair value    70 บาท  จ่ายปันผลประมาณ 4% ส่วนการลงทุนตลาดหุ้นเดือน ก.ค. แกว่ง Side way Down  กรอบเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,270- 1,430 จุด

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 29