อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564

"อัศวิน"ยันค่าโดยสารสายสีเขียวไม่เกิน65บาทยอมรับขาดทุน

"อัศวิน” ยันค่าโดยสารสายสีเขียวเก็บสูงสุดไม่เกิน 65 บาท ยอมรับขาดทุนแน่ !! แต่ กทม.ขอรับผิดชอบเอง ยังรอ ครม.เคาะต่ออายุสัมปทาน 30 ปีให้บีทีเอส ฟาดกลับ “คมนาคม” กวาดบ้านตัวเองให้เสร็จก่อน ลั่น กทม. ไม่มีหน้าที่ตอบคำถามกระทรวงคมนาคม ถือฤกษ์ดี 16 ธ.ค. เปิดรถไฟฟ้า 2 สี “เขียว-ทอง” ให้นั่งฟรี 1 เดือนถึง 15 ม.ค.64 พุธที่ 16 ธันวาคม 2563 เวลา 16.43 น.

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่สถานีรถไฟฟ้าคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดให้บริการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายสายเหนือ ช่วงหมอชิด-สะพานใหม่-คูคต จำนวน 7 สถานี และโครงการระบบขนส่งมวลชนขนาดรอง สายสีทอง ระยะที่ 1 สถานีกรุงธนบุรี-สถานีคลองสาน ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า รถไฟฟ้าทั้ง 2 สายดังกล่าวจะเปิดให้ประชาชนได้ใช้บริการฟรีเป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.63-15 ธ.ค.64 จากนั้นในวันที่ 16 ม.ค.64 เป็นต้นไป ในส่วนของสายสีทองจะเก็บค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย ขณะที่สายสีเขียวส่วนต่อขยาย อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเก็บค่าโดยสารในอัตราเท่าใด
               
พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวต่อว่า ในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ กทม. จะหารือร่วมกับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือเคที, สำนักการจราจรและขนส่ง และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อหาข้อสรุปรายละเอียดการเก็บค่าโดยสารตามระยะทางว่าจะเก็บในอัตราเท่าใดบ้าง เบื้องต้นยืนยันว่าจะเก็บสูง
สุดไม่เกิน 65 บาท จะไม่ยอมให้เก็บถึง 158 บาท ยอมรับว่าขาดทุนแน่ แต่ กทม. จะรับผิดชอบเอง เพราะไม่อยากให้ประชาชนเดือดร้อน ส่วนเรื่องการต่ออายุสัมปทานให้แก่บีทีเอสอีก 30 ปี จากปี 2572-2602 นั้น คงต้องรอความชัดเจนจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าจะให้ต่อหรือไม่ เวลานี้ทาง กทม. ได้ตอบทุกคำถามของ ครม.ไปหมดแล้ว แต่ไม่ได้มีหน้าที่ตอบคำถามกระทรวงคมนาคม เพราะไม่เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคม ทั้งนี้ตนไม่เคยไปยุ่งเรื่องของคนอื่น อยากให้กวาดบ้านของตัวเองให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมายุ่งกับบ้านคนอื่น
               
พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวอีกว่า สำหรับค่าโดยสารสายสีเขียวจากคูคต-เคหะสมุทรปราการ รวม 59 สถานี ระยะทางกว่า 68 กิโลเมตร(กม.) คิดตามระยะทางสูงสุดไม่เกิน 65 บาทนั้น หากคำนวณโดยหารเฉลี่ยเป็นกิโลเมตร จะอยู่ที่ประมาณ 0.97 บาทต่อ กม. แม้จะเป็นราคาที่แพงกว่าลอนดอน และปารีส แต่ในไทยถือว่าเป็นราคาที่ถูกที่สุดแล้ว ทั้งนี้หาก ครม. ไม่อนุมัติให้ต่ออายุสัมปทานให้บีทีเอส คงต้องไปเจรจากับกระทรวงการคลัง เพราะ กทม. มีหนี้สินประมาณเกือบ 1 แสนล้านบาทจากการรับโอนโครงการนี้มาจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งขณะนี้ กทม. ไม่มีเงินจ่าย และในจำนวนนี้ยังไม่รวมกับค่าจ้างที่ให้บีทีเอสเดินรถในส่วนต่อขยายสายสีเขียว โดยหากรวมถึงเดือน ม.ค.64 จะอยู่ที่ประมาณ 8,500 ล้านบาท
               
พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวต่อว่า บีทีเอสเดินรถให้กับ กทม. ในส่วนต่อขยายสายสีเขียวมาตั้งแต่ปี 61 โดยได้ทำหนังสือทวงถามค่าจ้างจากกทม. มาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่ง กทม.ได้ทำหนังสือขอเงินจากรัฐบาลไปแล้ว และกำลังเจรจากับบีทีเอสให้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งฟ้องร้อง เพราะหากฟ้องร้องไปก็ยังไม่มีเงินไปจ่ายให้ อย่างไรก็ตามเวลานี้ยังไม่รู้ว่า ครม. จะพิจารณาเรื่องต่ออายุสัมปทานอีกเมื่อไหร่ แต่ได้หารือกับบีทีเอสเบื้องต้นว่าหากต่ออายุสัมปทาน ทางบีทีเอสต้องรับภาระหนี้ของกทม.ประมาณ 1 แสนล้านบาท รวมถึงต้องทยอยจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับ กทม. ตั้งแต่ปี 2572 ถึงปี 2602 ตลอดอายุสัมปทาน 2.4 แสนล้านบาท และอยากให้ตรึงราคาเก็บค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาทไปจนถึงปี 85 ซึ่งเป็นปีที่หมดสัญญาการจ้างเดินรถ

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่จะสร้างความสุขให้ประชาชน โดยสามารถเดินทางเชื่อมต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ กรุงเทพฯ และปทุมธานี เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางให้ประชาชน ช่วยลดปัญหาการจราจร และปัญหาฝุ่น PM 2.5 หวังว่าประชาชนจะมีความสุขกับการเดินทางในสายนี้ ซึ่งวันข้างหน้า นายกฯ อาจจะต้องมาใช้รถไฟฟ้าด้วย เพราะรถติดเหลือเกิน และยังช่วยลดฝุ่นพิษด้วย อย่างไรก็ตามได้เน้นย้ำไปแล้วว่า การให้บริการต้องตรงเวลา ปลอดภัย สะดวก และให้บริการอย่างนุ่มนวล ส่วนเรื่องการต่ออายุสัมปทานบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียว และอัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาทนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ซึ่งทุกอย่างต้องทำให้ถูกต้อง ในเมื่อรถไฟฟ้าสร้างมาแล้วจะให้ทุบทิ้งได้หรือไม่ ก็ต้องเปิดให้บริการ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้งาน ส่วนเรื่อที่เจรจากันก็ต้องทำ.



ขณะที่นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า รฟม. ได้เปิดทดลองให้บริการอาคารจอดแล้วจร (Park & Ride) ที่สถานีแยก คปอ. และสถานีคูคต ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.63 โดยจะยังไม่เก็บค่าบริการจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประชาชนนำรถส่วนบุคคลมาจอด และเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้าไปยังจุดหมายปลายทางได้โดยสะดวก ทั้งนี้อาคารจอดแล้วจรที่สถานีแยก คปอ. มี 3 ชั้น รองรับรถยนต์ได้ 1,042 คัน ส่วนที่สถานีคูคต มี 6 ชั้น รองรับรถยนต์ได้ 713 คัน โดย รฟม. ได้นำเทคโนโลยีระบบจอดรถอัจฉริยะ (Smart Parking) มาเริ่มทดลองให้บริการด้วย เช่น เครื่องจำหน่ายบัตรจอดรถอัตโนมัติ, ระบบแนะนำช่องจอดรถว่าง และตู้ชำระค่าบริการอัตโนมัติ.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

ความคิดเห็น