อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

1 ก.พ.นี้ เปิดใช้ท่าเรือหวั่งหลี (ล้ง 1919) จุดเชื่อมต่อท่าเรือข้ามฟาก

1 ก.พ.นี้ เปิดใช้ท่าเรือหวั่งหลี (ล้ง 1919) จุดเชื่อมต่อท่าเรือข้ามฟาก เป็นของขวัญให้ประชาชนช่วงเทศกาลตรุษจีน พร้อมสนับสนุนท่องเที่ยวทางน้ำย่านฝั่งธนฯ กับชุมชนย่านตลาดน้อย พุธที่ 20 มกราคม 2564 เวลา 19.23 น.

  
นายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ท่าเรือหวั่งหลี (ล้ง 1919) พร้อมคณะผู้เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 19 ม.ค.64  เพื่อหารือกับ คุณเอื้ออารี ตรีโสภา รองประธานบริหารบริษัท ซิโนพอร์ท จำกัด ในการเปิดใช้เป็นท่าเรือสำหรับให้บริการเรือโดยสารข้ามฟาก เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนย่านฝั่งธนฯ กับชุมชนย่านตลาดน้อยฝั่งพระนคร โดยใช้ท่าเรือกรมเจ้าท่า เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ ระหว่างท่าเรือกรมเจ้าท่า-ท่าเรือหวั่งหลี (ล้ง 1919)-ท่าเรือกรมเจ้าท่า-ท่าเรือปากคลองสาน ประกอบกับในอนาคตจะเพิ่มจุดเชื่อมต่อ ท่าเรือกรมเจ้าท่า-ท่าเรือภาณุรังษี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้บริการสัญจรทางน้ำ และนักท่องเที่ยว คาดว่าพร้อมเปิดให้บริการวันที่ 1 ก.พ. นี้ นับเป็นอีกหนึ่งของขวัญปีใหม่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่กรมเจ้าท่าทำให้กับประชาชน 



ทั้งนี้ชื่อ “ล้ง” มาจากชื่อเดิมของสถานที่แห่งนี้ ที่มาชื่อว่า “ฮวย จุ่ง ล้ง” เป็นภาษาจีน เขียนว่า  火 船 廊  หมายถึง “ท่าเรือกลไฟ” ซึ่งทุกวันนี้รู้จักในนามโกดังบ้าน “หวั่งหลี”  ตั้งอยู่ ณ สุดถนนเชียงใหม่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับย่านตลาดน้อย - เยาวราช สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2393 (ค.ศ.1850) โดยพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) ต้นตระกูลพิศาลบุตร ซึ่งเป็นคนจีนที่เกิดบนแผ่นดินสยาม โดยบรรพบุรุษของท่านได้เดินทางจากเมืองจีนมาค้าขายและตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ โดยท่าเรือนี้ มีพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ พร้อมพื้นที่อาคาร 6,800 ตารางเมตร ท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” คือ ท่าเรือกลไฟ ซึ่งเป็นเรือโดยสารหรือบรรทุกสินค้าที่ใช้ฟืนเป็นต้นเชื้อเพลิง มีขนาดใหญ่กว่าเรือไฟ นิยมใช้แล่นในทะเลหรือมหาสมุทร โดยชาวจีนในอดีตนิยมใช้เดินทางทางทะเลเพื่อเข้ามาค้าขายหรือย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่ประเทศไทย และได้มาเทียบท่าเรือขึ้นฝั่งที่ท่าแห่งนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งการค้าธุรกิจ โดยตัวอาคารท่าเรือเป็นร้านค้าและโกดังเก็บสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ และฮ่องกง  ต่อมาเมื่อการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เข้ามามีบทบาทการค้ากับต่างชาติมากขึ้น ท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” ค่อย ๆ ลดบทบาทลง ในปี พ.ศ. 2462 (ค.ศ.1919) ตระกูล “หวั่งหลี” โดยนาย ตัน ลิบ บ๊วย จึงได้เข้ารับช่วงเป็นเจ้าของต่อจากตระกูลพิศาลบุตร และได้ปรับท่าเรือฯ ดังกล่าวให้กลายเป็นอาคารสำนักงาน และโกดังเก็บสินค้าสำหรับกิจการการค้าด้านการเกษตรของตระกูลหวั่งหลี ที่ขนส่งมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นที่อยู่อาศัยให้เช่าราคากันเองสำหรับพนักงานของตระกูลหวั่งหลี รวมถึงเก็บรักษาศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (คลองสาน) ที่ประดิษฐานอยู่คู่กับท่าเรือ ฮวย จุ่ง ล้ง มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน 
 
สำหรับท่าเรือล้ง 1919 ฝั่งธนฯ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามกับตลาดน้อย เป็นที่เที่ยวแนว Heritage อีกแห่งที่น่าสนใจมาก ๆ ด้วยการพลิกฟื้นอดีตท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” ท่าเรือกลไฟริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีบทบาทสำคัญของสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 4 ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทย-จีน ที่มีการค้าขายสินค้าผ่านการขนส่งทางน้ำกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 



นอกจากนี้ ได้มีการหารือเพื่อจัดหาสถานที่จอดรถบริเวณท่าเรือหวั่งหลี "ล้ง 1919" จำนวน 30 คัน เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า ที่พักอาศัยอยู่บริเวณฝั่งธนฯ เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แก้ไขปัญหาการจราจรฝั่งธนฯ และเพิ่มจุดลดความแออัดในเขตตัวเมืองกรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมต่อระบบรถ ราง เรือ อีกทั้งเป็นการเชิญชวนให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ได้มาใช้บริการท่าเรือหวั่งหลี "ล้ง 1919" สถานที่ที่สวยงาม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ ทั้งนี้ในวันที่ 14 ก.พ.64 กรมเจ้าท่าจะจัดงานครบรอบ 1 ปี ของการประดิษฐาน "พระพุทธโลกุตรธรรมประชานาถ" พระพุทธรูปประจำกรมเจ้าท่า โดยมีกิจกรรมทำบุญเลี้ยงพระ มอบเครื่องหมายนำร่องแก่ผู้บริหาร พิธีเปิดอาคารเรือนพระยาวิสูตรสาคร จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เชิญชวนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ แขกผู้ร่วมงาน และสื่อมวลชน นั่งเรือข้ามฟากมาเที่ยวชมความงามของท่าเรือหวั่งหลี "ล้ง 1919" แห่งนี้ด้วย 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น