อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

"คมนาคม" เปิดมาตรการหนุนใช้ขนส่งสาธารณะไฟฟ้าในไทย

“ศักดิ์สยาม” สั่งขนส่งฯ เปลี่ยนการคิดอัตราภาษีรถยนต์ จูงใจให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ผุดยกเว้นภาษีประจำปี 3-5 ปีแรก ส่งเสริมลงทุนให้ผู้ประกอบการแบตเตอรี่ ผลิตชิ้นส่วน และประกอบรถโดยสารไฟฟ้าผ่าน BOI พ่วงยกเว้นภาษีนำเข้า-กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าคงที่-สนับสนุนลงทุนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า  พุธที่ 27 มกราคม 2564 เวลา 18.22 น.


ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 27 ม.ค.64 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมการพัฒนายานยนต์ด้วยพลังงานไฟฟ้า ผ่านระบบทางไกลวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดย สนข.ได้นำเสนอในที่ประชุมทราบถึงสถานการณ์ของประเทศไทยด้านพลังงานว่า ในช่วงปี 2539-2562 ประเทศไทยมีแนวโน้มในการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสาขาขนส่งและสาขาอุตสาหกรรม เมื่อพิจารณาเฉพาะภาคขนส่ง พบว่ามีสัดส่วนการใช้น้ำมันสำเร็จรูปสูงถึง 94.8% (การใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว : HSD ประมาณ 15,000 พันตัน เทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe)) รองลงมาเป็นก๊าซธรรมชาติ 5.09 และไฟฟ้า 0.059 ตามลำดับ

ส่วนสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น สาขาขนส่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นอันดับ 2 รองจากสาขาอุตสาหกรรมพลังงาน โดยการขนส่งทางถนนปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 98 รองลงมาคือ การขนส่งทางอากาศ ทางน้ำ และทางราง ตามลำดับ ส่วนเรื่องฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล พบว่า สัดส่วนฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดจากไอเสียดีเซล และการเผาชีวมวล ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนายานยนต์ด้วยพลังงานไฟฟ้า สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง ระยะ 20 ปี (2561-2580) อีกทั้งยังสอดคล้องกับหลักการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน (Sustainable Transport Development) ตามแนวคิด Sustainable Transport Development หรือ  A-S-I Approach เน้นปรับปรุงยานพาหนะสำหรับการเดินทางให้ใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยมลพิษ



สำหรับปรับเปลี่ยนเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า สนข.ได้ศึกษาและจัดลำดับความสำคัญของประเภทยานพาหนะ โดยใช้มูลค่าผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ พบว่ารถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่ มีมูลค่าผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ที่สูงที่สุด ดังนั้น เมื่อพิจารณาข้อจำกัดต่าง ๆ พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย ระยะทางเดินรถ น้ำหนักและแบตเตอรี่ รวมทั้งความเหมาะสมในการใช้งาน เบื้องต้นพบว่ารถโดยสารระหว่างเมืองระยะทางวิ่งประมาณ 200-250 กม./เที่ยว และรถโดยสารสาธารณะในเมืองมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเป็นยานยนต์ไฟฟ้าเป็นลำดับแรก และควรมีมาตรการผลักดันและช่วยเหลือจากภาครัฐตามแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า

ประกอบด้วย 1.ส่งเสริมการลงทุนให้ผู้ประกอบการแบตเตอรี่ ผลิตชิ้นส่วน และประกอบรถโดยสารไฟฟ้าผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) 2.ยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตของเซลล์แบตเตอรี่ ให้ผู้ประกอบการผลิตแบตเตอรี่ที่ได้รับการส่งเสริมผ่าน BOI 3.กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าคงที่สำหรับรถโดยสารไฟฟ้า 4.สนับสนุนการลงทุนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ผู้ประกอบการตามสัดส่วนมูลค่าการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่เหมาะสม และ 5.เตรียมความพร้อมด้านมาตรฐาน กฎ ระเบียบ



ทั้งนี้ นายศักดิ์สยาม สั่งให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เร่งปรับเปลี่ยนวิธีการคิดอัตราภาษีรถยนต์ ส่งเสริมเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า เช่น กำหนดอัตราภาษีให้เหมาะสมตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และขนาดของเครื่องยนต์ (cc) ยกเว้นภาษีประจำปี 3-5 ปีแรก สำหรับรถไฟฟ้า (BEV) 2.มอบ กรมเจ้าท่า พัฒนาและส่งเสริมใช้เรือไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมทั้งมิติขนส่งมวลชนและท่องเที่ยว ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือและขับเคลื่อนไปพร้อมกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

รวมทั้งศึกษาและรวบรวมข้อกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการเป็นไปด้วยความถูกต้อง ตามหลักธรรมาภิบาล 3.มอบกรมการขนส่งทางราง (ขร.) และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เร่งนำระบบ EV พลังงาน Battery on Train มาใช้กับรถไฟไทย รวมทั้งศึกษาและรวบรวมข้อกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทำด้วยความถูกต้อง ตามหลักธรรมาภิบาล และ 4.มอบ สนข.ประสานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า เบื้องต้นให้ประสานกระทรวงพลังงานเตรียมความพร้อมและสำรวจปริมาณความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ รองรับใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงพอต่อใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต  
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น