อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2564

ชำแหละค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว เก็บ 25 บาทยังมีกำไร 2.3 หมื่นล้าน

“สภาองค์กรผู้บริโภค” เปิดตัวเลขกำไรต่ออายุสัมปทานรถไฟฟ้าสีเขียว หากเก็บ 65 บาท กำไร 2.4 แสนล้าน ขณะที่ข้อมูลคมนาคม เก็บ 49 บาท กำไร 3.8 แสนล้าน ชี้หากเก็บแค่ 25 บาท ยังมีกำไรถึง 2.3 หมื่นล้าน แนะทบทวนสัมปทานหาวิธีเพิ่มรายได้ชดเชยให้ค่าโดยสารถูกลง ลั่นหากข้อสรุปราคายังไม่ชัด ไม่ควรต่อสัมปทาน พฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2564 เวลา 17.44 น.

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่สำนักงานใหญ่ พรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคภูมิใจไทย จัดการเสวนาเรื่อง “ชำแหละค่ารถไฟฟ้า ที่เหมาะสม” โดย น.ส.สารี อ่องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรผู้บริโภค เปิดเผยว่า ประชาชนล้วนมีความทุกข์จากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งมีค่าโดยสารที่แพง ยิ่งปัจจุบันมีรถไฟฟ้าหลายสี แทบทุกคนจึงไม่ได้เดินทางแค่รถไฟฟ้าสีเดียว สภาองค์กรผู้บริโภคจึงมีข้อเสนอว่า การคิดค่าโดยสารรถไฟฟ้าควรคิดในอัตราไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ จากปัจจุบันอยู่ที่ 26-28% ของค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ควรคำนวณค่าโดยสารจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพราะค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ขึ้นทุกปี แต่ในขณะที่ CPI ขยับขึ้นทุกปี นอกจากนี้ต้องทบทวนการทำสัญญาสัมปทานกับเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาจะคิดแค่เพียงว่ารัฐจะได้ผลตอบแทนจากสัมปทานเท่าไหร่ แต่ไม่ได้คิดว่าเป็นขนส่งสาธารณะที่ทุกคนควรใช้บริการได้
 

น.ส.สารี กล่าวต่อว่า รถไฟฟ้าต้องไม่ใช่ทางเลือก ต้องเป็นบริการให้ผู้ที่ได้รับเงินเดือนแค่ค่าแรงขั้นต่ำก็ใช้บริการได้ อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ยังไม่มีใครทราบข้อมูลว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่เก็บสูงสุดตลอดสายไม่เกิน 65 บาทตามที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศนั้น คิดคำนวณอย่างไร แต่จากการพิจารณาข้อมูลค่าโดยสารที่กระทรวงคมนาคมระบุว่าค่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวสูงสุดอยู่ที่ 49.83 บาท ภายใต้สัมปทาน 30 ปี กทม. จะมีกำไรสามารถส่งให้รัฐได้ 3.8 แสนล้านบาท ทางสภาองค์กรผู้บริโภคจึงมองว่า หากเก็บสูงสุดไม่เกิน 25 บาทตลอดสาย กทม. ก็ยังมีกำไรสามารถส่งให้รัฐได้ 2.3 หมื่นล้านบาท

น.ส.สารี กล่าวอีกว่า ขณะที่ข้อมูลของ กทม. ระบุว่า ค่าโดยสาร 65 บาท จะมีกำไรสามารถนำส่งให้รัฐได้ 2.4 แสนล้านบาท อยากตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีกำไร เมื่อเป็นบริการขนส่งสาธารณะ ควรนำกำไรที่ได้รับมาชดเชยเพื่อให้ประชาชนจ่ายค่ารถไฟฟ้าถูกลง และหาก กทม. ยังลดราคาลงมาไม่ได้ รัฐบาลยังไม่ควรต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้งนี้วิธีที่จะหารายได้มาชดเชย เพื่อทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าถูกลงมีหลายวิธี ซึ่งวิธีการของต่างประเทศ เช่น พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานี, เก็บภาษีที่ดินสูงขึ้นในพื้นที่ที่มีรถไฟฟ้าผ่าน, คนที่ใช้รถยนต์อาจต้องจ่ายเงินเพิ่ม และใช้ภาษีน้ำมัน  
 

ด้านนายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับต่างประเทศ รวมถึงค่าครองชีพในประเทศแล้วถือว่าแพง ทุกวันนี้มีคนใช้บริการรถไฟฟ้าแค่ 40% ของจำนวนประชากรในไทย อีก 60% ไม่สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าได้ อยากให้ไทยยึดการคิดอัตราค่าโดยสารเหมือนประเทศอื่น อาทิ สิงคโปร์ ออกแบบให้คนใช้รถไฟฟ้าได้ถึง 80% ที่เหลือ 20% ใช้เป็นรูปแบบคูปอง หากใช้เงินสดในการเดินทาง เริ่มต้น 24 บาท และหากเดินทางมากกว่า 40 กิโลเมตร (กม.) จ่ายสูงสุดที่ 65 บาท แต่หากใช้บัตรรถไฟฟ้าค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 20 บาท และสูงสุดไม่เกิน 50 บาท ส่วนของไทยแค่เพียงสายเดียวก็ 42 บาทแล้ว และหากเดินทางจากมีนบุรีไปสยาม ประมาณ 20 กม. ต้องจ่ายค่าโดยสาร 99 บาท ซึ่งแพงกว่าสิงคโปร์เป็นเท่าตัว

นายสุเมธ กล่าวต่อว่า ควรต้องมาทบทวนสัมปทานกันยกใหญ่ ควรให้รถไฟฟ้าทุกสายเป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้ค่าโดยสารถูกลง ไม่ใช่แยกกันระหว่าง กทม. และกระทรวงคมนาคม อย่างไรก็ตามในส่วนของการต่ออายุสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว หากเร็วๆ นี้ ยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องของราคาที่ชัดเจน ก็ควรชะลอ หรือทบทวนการต่อสัมปทานไปก่อน ดีกว่ามาเร่งต่อสัมปทาน สุดท้ายจะแก้ไขอะไรก็จะทำได้ลำบาก

นายกิตติพันธ์ ปานจันทร์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า มองว่าเมื่อรถไฟฟ้าสายสีเขียวหมดอายุสัมปทานในปี 72 ควรนำกลับมาเป็นของรัฐ 100% และควรนำสัมปทานเส้นทางที่มีกำไรแล้ว มาเฉลี่ยช่วยเส้นทางอื่น ตลอดจนใช้ตั๋วร่วม ก็จะทำให้ค่าโดยสารถูกลง นอกจากนี้ควรนำเรื่องพื้นที่เชิงพาณิชย์มาชดเชยค่าโดยสาร ซึ่งปัจจุบันการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ของสถานีรถไฟฟ้าต่างๆ ในไทย อยู่แค่ 30-50 ร้านค้าต่อสถานี ขณะที่ต่างประเทศอยู่ที่หลายร้อยร้านค้า

ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ยังยืนยันว่าหากเมื่อใดที่ กทม. ประกาศเก็บค่าโดยสารในอัตรา 104 บาท ก็จะรวมตัวเดินทางไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองทันที

ด้านนายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา รฟม. ยังไม่ได้เคยรับร้องเรียนจากประชาชนว่าค่าโดยสารแพง ปัจจุบันสายสีน้ำเงินยังคงเก็บสูงสุดไม่เกิน 42 บาท แต่เมื่อใช้บริการรวมกับสีม่วงเก็บไม่เกิน 70 บาท อย่างไรก็ตามในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น เมื่อหมดสัมปทานรัฐก็จะเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเส้นทางกระดูกสันหลังของ กทม. มีผู้โดยสารก่อนเกิดโควิด 8-9 แสนคนต่อวัน ดังนั้นรัฐควรนำรายได้จากเส้นทางสายสีเขียวมาสนับสนุนเส้นทางสายอื่น ซึ่งจะทำให้ค่าโดยสารถูกลง

นายภคพงศ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ด้วยว่า ยืนยันว่าข้อมูลเกณฑ์พิจารณาด้านเทคนิค 30 คะแนน และราคา 70 คะแนน ที่นำขึ้นรับฟังความคิดเห็นบนเว็บไซต์นั้น ยังไม่ใช่เอกสารรายละเอียดการประกวดราคา (ทีโออาร์) ทั้งนี้ต้องรอฟังความคิดเห็นก่อน จากนั้นจะนำมาจัดทำเอกสารเชิญชวนคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุน (RFP) คาดว่าจะเสนอให้คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 พิจารณาประมาณสิ้นเดือน มี.ค.64 และจะได้ผู้ชนะประมูลเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 22