อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564

เศรษฐกิจแย่ คนแห่สูบยาเส้นแซงหน้าบุหรี่ บี้รัฐขึ้นภาษีด่วน

เศรษฐกิจแย่ คนไทยแห่สูบยาเส้นแซงหน้าบุหรี่ ราคาถูกแต่อันตรายเกินกว่าถึง 20 เท่า บี้รัฐเลิกเกรงใจการเมือง ขึ้นภาษียาเส้นด่วน หลังโครงสร้างบิดเบี้ยว จันทร์ที่ 15 มีนาคม 2564 เวลา 16.08 น.


นายอรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยได้เปลี่ยนพฤติกรรมหันมาสูบยาเส้นเพิ่มมากขึ้น จนแซงหน้าบุหรี่ไปแล้ว โดยข้อมูลจากรายงานประจำปี 63 ของการยาสูบแห่งประเทศไทย พบว่ามีอัตราการบริโภคยาเส้นมากถึง 26.19 ล้าน กก. สูงกว่าบุหรี่ที่มีเพียง 22 ล้าน กก. โดยสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด จึงทำให้คนมีรายได้ลดลง จนต้องเปลี่ยนเลิกซื้อบุหรี่ที่มีราคาแพง และหันมาสูบยาเส้นที่ราคาถูกกว่าแทน โดยปัจจุบันยาเส้นมีราคาเฉลี่ยซองละ 15 บาท ซึ่งถูกกว่าบุหรี่ที่ราคาถึงซองละ 60-145 บาท 
  
ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ยาเส้นมีราคาถูกกว่าบุหรี่ เนื่องจากรัฐบาลมีการจัดทำโครงสร้างภาษียาสูบที่ไม่เป็นธรรม โดยคิดภาษียาเส้นเพียง 0.1 บาทต่อกรัม ซึ่งถูกกว่าภาษีบุหรี่ที่เก็บภาษีทั้งด้านปริมาณมวนละ 1.2 บาท และด้านราคาอีก 20-40% ซึ่งสูงกว่ายาเส้นถึง 17 เท่าตัว ดังนั้นหากรัฐบาลจะแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขอย่างจริงจัง จะต้องมีการขึ้นภาษียาเส้นเพื่อลดช่องว่างระหว่างราคายาเส้นกับราคาบุหรี่ โดยทุก 1% ที่มีการขึ้นภาษีบุหรี่จะต้องเพิ่มภาษียาเส้นไม่ต่ำกว่า 15.3% เพื่อลดพฤติกรรมการเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ไปสูบยาเส้นแทน   

“ปัญหาการสูบยาเส้นของคนไทยถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการสูบยาเส้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าบุหรี่ถึง 20 เท่า และที่สำคัญยังพบว่าเด็กและเยาวชนเริ่มสูบยาเส้นตั้งแต่อายุ 7 ขวบด้วย ดังนั้นรัฐบาลควรเข้ามาดูแลแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง แต่เข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะการขึ้นภาษียาเส้นจะมีผลกระทบต่อชาวบ้านหลายระดับ รวมถึงผลกระทบทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”  
 
รายงานข่าวจากรายงานประจำปี 2563 ของการยาสูบฯ ระบุว่า นับตั้งแต่กรมสรรพสามิตได้ปรับโครงสร้างภาษียาสูบเมื่อปี 60 ได้ทำให้มีปริมาณการสูบยาเส้นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยปี 60 มียอดบริโภคยาเส้นเพียง 12.5 ล้าน กก. และบุหรี่ 25.5 ล้าน กก. แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้างใหม่ในปี 61 ทำให้ยาเส้นมียอดบริโภคเพิ่มเป็น 26 ล้าน กก. บุหรี่ลดเหลือ 21.7 ล้าน กก. ส่วนในปี 62 ยาเส้นมีการสูบลดลงไปเหลือ 23.4 ล้าน กก. และบุหรี่กลับมาเพิ่มขึ้นเป็น 22.4 ล้าน กก. อย่างไรก็ตามต่อมา กรมสรรพสามิตได้มีการลดภาษียาเส้นสำหรับผู้ผลิตยาเส้นรายย่อยที่หั่นและจำหน่ายยาเส้นเองเฉลี่ยไม่เกิน 12,000 กก.ต่อปี ให้เสียภาษีใน 2.5 สตางค์ต่อกรัม ซึ่งลดจากเดิมที่จัดเก็บที่ 0.10 บาทต่อกรัม หรือ 10 สตางค์ต่อกรัม ก็ส่งผลให้ปริมาณการสูบยาเส้นของคนไทยกลับมาเพิ่มอีกครั้ง   

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 15