อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563

‘ฮาร์ตันโต้’ อินโดรักเมืองไทย

นับตั้งแต่เริ่มโครงการปี ค.ศ. 2007 เรารับเด็กเข้ามาในโครงการปีละ 1 รุ่น รุ่นละ 15-20 คน ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 9 มีเด็กเข้ามาในโครงการแล้วเกือบ 120 คน บางคนเรียนจบก็กลับบ้านไปทำงานที่บ้าน ศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2557 เวลา 03.00 น.

‘ฮาร์ตันโต้’ อินโดรักเมืองไทย ผู้ให้ชีวิตใหม่เด็กไทยด้อยโอกาส

ฮาร์ตันโต้ คุนาวัน (HARTANTO GUNAWAN) หรือที่บางครั้งก็ถูกเรียกว่า “Teacher” และบางครั้งก็เรียก “คุณพ่อ” หนุ่มใหญ่ชาวอินโดนีเชีย ผู้ทำหน้าที่ผู้ประสานงานบริหารจัดการ “ศูนย์การเรียนชุมชนศูนย์ปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญกุศลนานาชาติ วัดอรุณราชวราราม” ที่ประกาศจัดตั้งโดยศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ (ศกพ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) หรืออาจจจะเรียกว่า เขาเป็นอีกหนึ่งผู้ริเริ่มกิจกรรมจัดหาทุนการศึกษาให้แก่เด็กหญิงในชนบทห่างไกลและด้อยโอกาส ซึ่งมีความเสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ให้ได้รับการศึกษาในหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล พร้อมทั้งหางานให้ทำ ซึ่งเป็นการให้ชีวิตใหม่แก่เด็กเหล่านั้น

ฮาร์ตันโต้ บอกว่า ทำโครงการนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 โดยเงินทุนจากมูลนิธิ เจ ดับเบิลยู 60 (J W S 60 Foundation) และ มูลนิธิ เวอร์จิเนียร์ บี ทูลมิน (Virginia B Toulmin Foundation) สหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่ ครอบครัวแตกแยก และเด็กยากจน เป็นหลัก ซึ่งเด็กที่เข้าโครงการส่วนใหญ่ก็มาจากต่างจังหวัด ที่กระทรวงศึกษาธิการคัดเลือกมาจากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์เป็นหลัก เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ โดยเน้นเด็กผู้หญิง ชาวเขา ที่จบ ม.6 แล้วไม่มีที่ไป เราก็ให้เงินทุนเรียนผู้ช่วยพยาบาล หลักสูตรของมหาวิทยาลัยสยามที่ร่วมกับโรงพยาบาลธนบุรี เป็นหลักสูตร 1 ปี ซึ่งจะได้ฝึกงานด้วย โดยให้ไปฝึกงานตามโรงพยาบาลที่ทำข้อตกลงไว้ เช่น โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลสมุทรสาคร เมื่อเรียนจบหลักสูตรก็ประกันการมีงานทำ โดยให้ไปทำงานในโรงพยายาลที่เราทำข้อตกลงไว้เช่นกัน

ธีชเชอร์ฮาร์ตันโต้ บอกด้วยว่า วิธีป้องกันการค้ามนุษย์ทางหนึ่ง คือ การได้รับการศึกษาและมีงานทำ ซึ่งสิ่งที่เราทำก็เป็นหนทางหนึ่งที่สามารถช่วยได้ นั่นคือ การให้ทุน ให้เด็กได้เรียน และหางานดี ๆ ให้ทำ ซึ่งงานผู้ช่วยพยาบาลก็ถือเป็นงานที่ดีงานหนึ่ง ทั้งนี้เด็กที่มาเรียนผู้ช่วยพยาบาลเป็นเวลา 1 ปี นั้น เราจัดให้ฟรีทุกอย่าง ทั้งค่าเทอม ค่าใช้จ่ายส่วนตัว มีหอพักให้อยู่ เด็ก ๆ ไม่ต้องออกเงินเลยสักบาทและไม่ต้องใช้ทุน แต่ขอเพียงห้ามทุกคนกลับบ้านตลอดเวลา 1 ปีที่เรียน เพราะทุกคนต้องปฏิบัติธรรมทั้ง 7 วัน โดยต้องทำวัตรเช้าตอนตีสี่ครึ่งแล้วนั่งสมาธิและใส่บาตรทุกเช้า ส่วนตอนเย็นก็ต้องทำวัตรเย็นและนั่งสมาธิ นอกจากนี้ยังต้องทำกิจกรรมช่วยเหลือชุมชนด้วย ซึ่งสิ่งที่เราขอคือ เราตั้งใจจะให้ธรรมวินัยแก่เด็กซึ่งจะเป็นสิ่งที่ติดตัวเขาไป เพราะฉะนั้นต้องให้เขาฝึกปฏิบัติทุกวันจนเกิดความเคยชินและสามารถนำไปปฏิบัติได้เป็นกิจวัตร

“นับตั้งแต่เริ่มโครงการปี ค.ศ. 2007 เรารับเด็กเข้ามาในโครงการปีละ 1 รุ่น รุ่นละ 15-20 คน ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 9 มีเด็กเข้ามาในโครงการแล้วเกือบ 120 คน บางคนเรียนจบก็กลับบ้านไปทำงานที่บ้าน บางคนก็เรียนต่อ และในระหว่างที่อยู่ในโครงการ 1 ปี บางคนยังสามารถใช้เงินเดือนที่ได้รับจากโครงการส่งให้ทางบ้านหรือส่งน้องเรียนต่อได้ด้วย”

หลายคนอาจสงสงสัยว่าเขาคือใคร ฮาร์ตันโต้ คุนาวัน เขาบอกว่า เขาเป็นคนอินโดนีเซียโดยกำเนิด เคยเป็นนักธุรกิจ เป็นเจ้าของบริษัท เป็นซีอีโอ ได้มีโอกาสเข้ามาเมืองไทยครั้งแรกตอนปี ค.ศ. 1997 ก็เพื่อมาบวชที่จังหวัดสกลนคร บวชอยู่ 4 ปี ก็ได้ปฏิบัติธรรมได้เห็นสัจธรรม พบว่า ธรรมะสามารถเปลี่ยนชีวิตเขาได้ถ้านำไปใช้อย่างถูกต้อง และในขณะบวชก็ได้เห็นข่าวตามสื่อ ได้เห็นความทุกข์ของเด็กที่โดนทำร้าย ขาดโอกาส เพราะในอดีตก็อยู่ต่างประเทศมาตลอดจึงทราบดีว่า เวลาไม่มีใครจะทุกข์ขนาดไหน จึงอยากช่วยให้เด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาสเหล่านั้นมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากสอนธรรมวินัยให้ เพื่อให้เด็กนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและเพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคมเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์ จึงไปหาทุนมาให้ ให้ทุกอย่าง เรียนจบก็หางานให้ เรียกว่าให้เป็นแพ็กเกจ ขอเพียงให้ปฏิบัติธรรม เป็นการให้คุณธรรมจริยธรรมเพื่อให้เขามีเกราะป้องกันตัว เพราะเห็นแล้วว่าปัจจุบันคนที่จบปริญญาตรีมีเยอะมากที่ไม่มีงานทำ ขณะที่เด็กที่มาเข้าโครงการเราให้เขาเรียนเพียงปีเดียว แต่มีงานทำซึ่งเป็นงานที่สามารถช่วยเหลือคนอื่น ๆ ต่อไปได้ด้วย

ฮาร์ตันโต้ ยืนยันว่า จะทำโครงการนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แต่วันนี้เงินที่มาทำโครงการยังไม่มีสักบาทที่มาจากคนไทย เป็นเงินจากฝรั่งทั้งหมด แต่ก็เป็นไปได้ว่า เพราะคนไทยยังไม่รู้จักโครงการนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามีการเผยแพร่เรื่องของโครงการนี้ออกไปแล้วมีคนไทยหรือคนชาติใดก็ได้ต้องการยื่นมือมาช่วยก็จะยินดีมาก เพราะจะทำให้ช่วยเหลือเด็กได้มากขึ้น เนื่องจากแต่ละปีมีเด็กที่สนใจอยากเข้าโครงการเป็นจำนวนมาก แต่เรารับได้จำกัดเพราะมีงบจำกัด โดยค่าใช้จ่ายสำหรับเด็กแต่ละคนจะตกประมาณ 1.5 แสนบาทต่อปี

ถึงตรงนี้ความสงสัยอาจจะยังมีอยู่ว่า แล้วทำไมถึงมาเลือกทำโครงการที่เมืองไทย คำตอบง่าย ๆ ที่ได้รับแบบอมยิ้มจากเขา ว่า อินโดฯรักเมืองไทย หรือในอดีตชาติเคยอยู่เมืองไทยมั้ง...ตอนที่บวชเป็นพระก็ได้คนไทยนี่แหละที่ใส่บาตรให้ ถ้าไม่มีคนไทยใส่บาตรให้ก็คงอยู่ไม่ได้ ก็เลยอยากตอบแทนคนไทยด้วยธรรมะ ซึ่งตนเคยพบมาก่อน

ส่วน พระเมธีรัตนดิลก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม เจ้าคณะภาค 6 วัดอรุณฯ ซึ่งให้ความอนุเคราะห์สถานที่บริเวณคณะ 6 สำหรับการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนชุมชนฯและสำนักวิปัสสนา เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมรวมถึงเปิดสอนธรรมะและวัฒนธรรมไทยแก่เด็กและประชาชนทั่วไปด้วย โดยท่านเจ้าคุณเมธีรัตนดิลก บอกว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ให้โอกาสเด็กด้อยโอกาส บางคนมาแบบไม่มีสัญชาติเราก็ได้สงเคราะห์เขา โดยหาทุนให้เรียนฟรี อยู่ฟรี กินฟรี มีงานทำแน่นอน ขอเพียงต้องตั้งใจเรียนและปฏิบัติดี ซึ่งอาตมาก็ให้ความช่วยเหลือเรื่องสถานที่ ส่วนเงินทุนและเงินที่ใช้ในการดูแลเด็กได้จาก 2 มูลนิธิจากสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก และเท่าที่ทราบตั้งแต่เริ่มโครงการมาถึงปัจจุบันใช้เงินไปแล้วถึง 40 ล้านบาท

สำหรับ นางคริสตี เคนนีย์ เอกอัครรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยเด็กที่ไม่มีโอกาสทั้งผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงเด็กที่อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาการค้ามนุษย์ให้รอดพ้นมาได้ ถือว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก ที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาภาคภูมิใจและยินดีให้การสนับสนุน ถ้าถามว่าโครงการนี้ควรมีต่อไปหรือไม่ ขอบอกว่าควรมีแน่นอน เพราะเป็นกิจกรรมที่ดีมาก โดยเฉพาะสำหรับเด็กผู้หญิงที่มาจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ จากที่เด็กเหล่านั้นไม่มีโอกาสโครงการนี้ก็ทำให้เเขามีโอกาส และยังได้งานทำแน่นอน ซึ่งทำให้เขาสามารถช่วยเหลือและดูแลครอบครัวได้ด้วย

ขณะที่นักเรียนที่ได้ทุนจากโครงการรุ่นที่ 5 และปัจจุบันกำลังเป็นนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ม.สยาม ที่ชื่อ “นุชนาฏ ช่อสม” ได้กล่าวถึงบุคคลที่เธอเรียกว่า คุณพ่ออย่างเต็มปากว่า คุณพ่อฮาร์ตันโต้เป็นเหมือนพ่อแท้ ๆ อีกคนหนึ่ง ที่ชุบชีวิตเธอและอีกหลาย ๆ คนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องจากที่เกือบไม่มีโอกาสเรียน หรือเกือบต้องเข้าสู่วงจรการค้ามนุษย์ทำให้มีอนาคตที่ดีขึ้น และยังได้เรียนรู้ได้ฝึกปฏิบัติเรื่องการทำบุญ นั่งสมาธิ การเป็นคนดีที่จะต้องช่วยเหลือสังคม คุณพ่อจะคอยดูแล ให้คำแนะนำ และสอนแต่สิ่งดี ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ฝึกปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอจนสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทำให้เรามีสติ ใจเย็น และคิดเป็น ซึ่งทำให้เราไม่รู้สึกเป็นทุกข์เมื่อเวลาที่มีความทุกข์

ทุกวันนี้หากมีโอกาสแวะเวียนไปที่ศูนย์การเรียนชุมชนศูนย์ปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญกุศลนานาชาติ วัดอรุณราชวราราม มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้พบชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ง่วนกับการดูแลศูนย์การเรียนด้วยท่าที่สมถะอาจจะไม่รู้เลยว่า เขานี่แหละ “ฮาร์ตันโต้ คุนาวัน”.

อรนุช วานิชทวีวัฒน์



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0