อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2564

อาฟเตอร์ช็อก จากกรณีถ่ายทอดสดฆ่าตัวตาย

ผลจากการ “ถ่ายทอดสดฆ่าตัวตาย” ทำให้เกิดข้อปริวิตกและวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มากมาย ว่า คนไทยจำเป็นต้อง “เสพความรุนแรงแบบใกล้ชิด” ขนาดนั้นเลยหรือ? พุธที่ 25 พฤษภาคม 2559 เวลา 17.15 น.

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดเหตุสะเทือนขวัญ เกี่ยวกับความขัดแย้งของ นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มีอาจารย์ท่านหนึ่ง เกิดความคับแค้นไม่พอใจเพื่อนร่วมงาน สะสมเก็บไว้ในหลายเรื่อง จนถือปืนบุกยิงอาจารย์อีกสองท่านเสียชีวิตคาห้องสอบวิทยานิพนธ์

จากนั้น อาจารย์ผู้ก่อเหตุนั่งรถหายไป ก่อนจะปรากฏตัวอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น ที่โรงแรมย่านสะพานควาย พร้อมถืออาวุธปืนในมือ... ก่อนหน้านั้นก็มีข่าวว่า อาจารย์ผู้ก่อเหตุ มีความคิดจะปลิดชีวิตตัวเองอยู่แล้ว แต่ “ขอสานภารกิจบางอย่างให้แล้วเสร็จ” เสียก่อนจะลงมือ ตามข่าวคือมีการสั่งเสียกับคนใกล้ชิดไว้อย่างเรียบร้อย ว่า ให้ดำเนินการกับ “ร่าง” ของอาจารย์อย่างไร และมีจดหมายระบายบอกเล่าสาเหตุของการก่อเหตุครั้งนี้

เมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า อาจารย์ผู้ก่อเหตุอยู่ที่โรงแรมย่านสะพานควายดังกล่าว ก็ได้ไปรวมตัวล้อมไว้ เพื่อเกลี้ยกล่อมให้มอบตัวสู้คดี แน่นอนว่า คดีใหญ่สะเทือนขวัญขนาดนี้ มีหรือที่จะไม่ล่วงรู้ถึงสื่อมวลชน ไม่ทราบแจ้งกันอย่างไร อาจมีการฟังวิทยุสื่อสารกัน แต่เมื่อตำรวจจะปฏิบัติการ สื่อมวลชนต่างกรูกันเข้าไป “สังเกตการณ์” (ก็คือทำข่าวนั่นแหละ) ในที่เกิดเหตุอย่างแน่นขนัด

ตำรวจใช้เวลาเจรจาเกลี้ยกล่อม 5-6 ชั่วโมงไม่เป็นผล ขณะเดียวกัน สื่อโทรทัศน์หลายช่อง ก็ “ถ่ายทอดสด” ให้ประชาชนร่วม “ลุ้นนาทีชีวิต” กันแบบใกล้ชิด เรียกว่า บางช่องแทบจะยกผังรายการปกติออกไปเลย เพื่อให้ได้ “ความสมจริง” หรือ “เวลาจริง” มากที่สุด การเจรจาใช้เวลายาวนาน ทางสื่อ ทางผู้ประกาศข่าว ก็รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ...เป็นระยะ...ไปจนถึงไม่เหลืออะไรจะรายงาน ก็เล่าเรื่องเก่าๆ ซ้ำๆ... แบบว่า...เอาปืนจ่อ เอาปืนลง...วนอยู่แค่นี้

แต่ท้ายสุดแล้ว การเจรจาต่อรองก็ไม่ “ประสบผลสำเร็จ” เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับการปลิดชีวิตของตัวอาจารย์ผู้นั้นไป จากนั้นสื่อก็รายงานสรุปเหตุการณ์ทั้งหมด และตัดเข้าสู่รายการปกติ มีรายงานพิเศษวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นหลายแง่มุม เรียกว่า ข่าวเรื่องนี้แน่นเอี๊ยดตลอดทั้งวัน...แน่นจนคนลืมสนใจว่า วันนั้นนายกรัฐมนตรีไทย เดินทางเยือนรัสเซีย และได้เจรจาอะไรไปบ้าง...รวมถึงพูดอะไรเกี่ยวกับการเลือกตั้งบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญ...

อันตัวคดีความ คิดว่าคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก เสิร์ชเน็ตเอาก็เจอข่าวเยอะแยะ ข่าวในอินเทอร์เน็ตค่อนข้างเสถียร ใช้ Google เรียกย้อนดูข่าวเก่าก็ขึ้นมาเป็นหน้าๆ บางเรื่องมันเคยอื้อฉาว และจบไปเป็นปีแล้ว เปิดหาเอายังเจอ จนเคยมีกรณี “ผู้ได้รับผลกระทบจากข่าว” บางคนต้องโทรมาขอร้องที่สำนักข่าวแต่ละแห่ง เพื่อให้ปลดข่าวออกจากเว็บไซด์ (ภาษาข่าว เขาเรียกว่าเป่าออก) จะได้ไม่ต้องเสิร์ชเจออีก และไม่ต้องได้รับผลกระทบอีก

โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุฆาตกรรม เคยมีคนรู้จักรายนึงที่ทำกิจการอยู่อพาร์ทเมนท์ (ซึ่งขอสงวนชื่อ) ที่เคย “เกิดเรื่อง” บอกว่า หลังเหตุการณ์เกิดแขกอ่านข่าวแทบไม่กล้ามาพัก เหตุผลพื้นๆ ไม่ต้องมหัศจรรย์พันลึกอะไรหรอก...กลัวผี...แค่นั้นแหละ ยิ่งคนไทยเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” แห่งอาเซียนอยู่แล้ว เรื่องผี เรื่องเหนือธรรมชาตินี่ชอบกันนัก

สุดท้าย คนรู้จักท่านนั้นทนไม่ได้ เมื่อหลังเหตุการณ์ผ่านไปสักปี ยังมีคนโทรมาถามว่า...ที่นี่เคยมีคนตายไหม...พอย้อนถามว่ารู้ได้อย่างไร คำตอบคืออ่านจากเน็ต ประมาณว่า ตอนเสิร์ชหาสถานที่ ข่าวมันก็ขึ้นตามมา...เจ้าของที่ก็เลยต้องทำอะไรสักอย่าง โดยการโทรไปขอความร่วมมือจากสำนักข่าวบางแห่งให้ช่วยเป่าๆ ให้พ้นไปจากอินเทอร์เน็ตเสียที ไม่งั้นเจ๊งแน่จ้า...ทำบุญอะไรไปเรียบร้อยแล้ว อย่าให้ “ความทรงจำ” มาหลอกหลอนอีกเลย

เวลาที่ไหนเกิดเหตุที่ไม่ค่อยจะดีนัก เขาถึงต้องพยายามปิดสถานที่ พยายามระวังให้กัน สื่อก็ต้องระวังกลัวเจ้าของสถานที่ได้รับผลกระทบ (และระวังเจ้าของสถานที่ฟ้องเอาด้วย) อ่ะไม่เชื่อลองฟังพวกรายการเดอะช็อคที่เล่าเรื่องผีๆ ดู เวลาสถานที่เกิดเหตุเป็นโรงแรม หอพัก รีสอร์ท หรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่บ้านส่วนบุคคล พิธีกรจะเบรกคนเล่าห้ามพูดชื่อ เพราะมันกระทบมากนี่แหละ การเล่าปากต่อปากน่ะห้ามยาก แต่เล่าออกสื่อมวลชน นี่..มันพอจะคุยกันได้

น่าสงสารโรงแรมที่เกิดเหตุครั้งนี้ เพราะ “พลังแห่งเทคโนโลยี” ได้ทำการถ่ายทอดสดภาพแบบเรียลไทม์ ผู้ประกาศทบทวนชื่อซ้ำไปซ้ำมา ทำให้รู้กันทั้งประเทศ ไม่ต้องบอกสื่อที่ไหนให้ “สงวนนาม”ให้แล้ว

ผลจากการ “ถ่ายทอดสดฆ่าตัวตาย” ทำให้เกิดข้อปริวิตกและวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มากมาย ว่า คนไทยจำเป็นต้อง “เสพความรุนแรงแบบใกล้ชิด” ขนาดนั้นเลยหรือ? การไปเที่ยวรุมอย่างนั้น (ทั้งสื่อ ทั้งตำรวจ) มันสร้างแรงกดดันให้เขาฆ่าตัวตายหรือเปล่า เพราะคงอับอายไปทั้งประเทศ แล้ว? แล้วองค์กรกำกับดูแลสื่อ (ที่ว่าจะดูแลกันเอง) ทำอะไรอยู่? ปล่อยให้ถ่ายทอดได้อย่างไร? องค์กรคุมเรื่องคลื่นความถี่อย่าง กสทช. ทำอะไรอยู่? เขา “ถ่ายทอดสด” กัน 6 ชั่วโมง เพิ่งมีปฏิกิริยาออกมาตอนยิงเสร็จเนี่ยนะ ว่าการถ่ายทอดแบบนั้นมัน “ผิดกฎหมาย...!!”

คำถามเยอะเวียนหัวไปหมด ไม่รู้จะทยอยตอบให้เป็นข้อๆ อย่างไร แต่ใครบางคนแถวๆ นี้เขาเหน็บมาว่า สื่อมวลชนไทยมีการทำงานที่ “ย้อนแย้ง” แปลกๆ รู้ว่าไม่เหมาะสมก็ยังจะทำ (มีไม่กี่สถานีที่ไม่ตัดเข้าถ่ายทอดสด หรือเลือกมุมที่ไม่กระทบต่อผู้เสียชีวิต) แล้วพอทำเสร็จ ก็ออกข่าวด่าตัวเอง ออกแถลงการณ์วิจารณ์ตัวเอง...ซึ่งเชื่อเถอะว่า พอเกิดเหตุลักษณะนี้อีก ก็ทำอีก แล้วก็เข้าอีหรอบเดิม ทำเสร็จมาด่ากันทีหลัง

เขาบอกให้ไปดูมาตรฐานของทางฝรั่งตาน้ำข้าว ยกตัวอย่าง งานซูเปอร์โบว์ล ปีหนึ่ง (ซึ่งเป็นงานแข่งกีฬาที่เรทติ้งสูงสุดของสหรัฐอเมริกา) เคยเกิดเหตุโชว์คั่นระหว่างแข่ง จัสติน ทิมเบอร์เลค ไปกระชากเสื้อเจเนท แจ็คสัน จนเต้าหลุดออกอากาศ กลายเป็นที่ประณามกันไปทั่ว” ต่อมาเขาเลยแก้ปัญหา ไม่ “ถ่ายทอดสด” มันซะเลย แต่ดีเลย์กี่นาทีไม่แน่ใจ เพื่อถ้าเกิดเหตุอุลามกอะไรเช่นนี้อีก จะได้ตัดภาพทัน นั่นคือการแสดงถึงการระวังความรู้สึกคนดูและความเหมาะสม

ไทยแลนด์แดนสไมล์ ก็ไม่รู้ว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาหลังจากนี้บ้าง หรือจะกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งไปอีก จริงๆ เรื่องฆ่าตัวตายออกอากาศสด ก่อนหน้านั้นมันก็เคยมีข่าว “เน วัดดาว” คนดังทางเน็ตนั่นไง ที่ออกมาตัดพ้อชีวิตผ่าน “เฟซบุ๊กไลฟ์” แล้วเอาปืนยิงหัวก่อนจะฟุบหายไป ซึ่งก็ไม่ได้เสียชีวิต แต่ก็มีผู้ออกมาแสดงความเห็นในเชิงตักเตือนให้ระวังภัยเกี่ยวกับการ “ถ่ายทอดสด” ออกอากาศ (ซึ่งใครก็ทำได้) นี้แล้วว่า วันดีคืนดีระวังจะเกิดเหตุซ้ำอีก

คนปัจจุบันยิ่ง “คะนองเยอะ” (หรือบางคนเขาก็เรียกตรงๆ เกรียนเยอะ) จะเผลอใช้ “เฟซบุ๊กไลฟ์” นี่ในทางไม่เหมาะสมได้ เบาะๆ ก็นัดตบ “ถ่ายทอดสด” กัน หนักๆ ก็อาจมีร่วมเพศโชว์ด้วยความอยากดังหวังเป็น “เน็ตไอดอล” แต่ไอ้ที่น่าห่วงมากๆ คือ การใช้ฟังก์ชั่นนี้ไปละเมิดสิทธิผู้อื่น เช่น ไปแอบถ่ายอะไรๆ มา แล้วเปิดช่องให้ “เกรียนคีย์บอร์ด” วิจารณ์กันสนุกสนาน ทั้งที่อาจไม่รู้ความจริงใดๆ ของเหตุการณ์เลยด้วยซ้ำ

...เรียกว่า ใช้เป็นเครื่องมือทำลายกันก็ยังได้ แต่ในขณะเดียวกัน คนโพสต์ก็ต้องระวังเงิบด้วย เหมือนกรณี “เน็ตไอดอล” อะไรสักกลุ่มที่พาลูกหลานไปอาละวาดในร้านอาหาร กะไลฟ์โชว์ด่าร้าน กลายเป็นกระแสตีกลับชนิดอ่านแต่ละคอมเมนท์ก็สะดุ้ง

ระบบคัดกรองหรือการตรวจสอบดูแลกันเองทาง “อินเทอร์เน็ต” ของไทยนั้นก็ไม่ทราบว่า ปัจจุบันเรียกได้ว่า “เข้มแข็งพอ” หรือยัง มันขึ้นอยู่กับการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และตำรวจ ปอท. จะเคร่งครัดแค่ไหน แต่ “อินเทอร์เน็ต” เป็นพื้นที่ที่มีเนื้อหาข้อมูลมหาศาลมาก ไม่มีใครจะมาตรวจสอบดูแลได้ทั่วถึง ถ้าไม่ช่วยเป็นหูเป็นตากันเอง

การตรวจสอบควบคุมกันเองของสื่อมวลชน (ที่มีกลุ่มสื่อพยายามผลักดันให้เป็นรูปธรรม) ก็ยังไม่ค่อยจะเข้มแข็ง เห็นทำได้แค่ออกแถลงการณ์ เกิดเหตุอะไรไม่งามมากๆ เข้า ระวังผู้มีอำนาจเขา “ล้วงลูก” ออกกฎหมายมาคุมแล้วจะลำบาก แต่จะว่าไปโทษแต่สื่อมวลชนที่มีองค์กรสังกัดก็ชักไม่ค่อยจะได้ เพราะเทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ใครมีสมาร์ทโฟนก็ทำตัวเป็น “สื่อมวลชน” ได้ ถ่ายแล้วเผยแพร่ในพื้นที่ของตัวเอง แชร์ผ่านพื้นที่ของพวกเพจดังๆ...มิติการกำกับดูแลมันซับซ้อนมากขึ้นไปตามเทคโนโลยี อันนี้ก็ต้องฝากให้สังคมช่วยกันคิดด้วย ว่า “ต้องทำอย่างไร?”

ส่วนคำถามต่อมา คือ คนไทยจำเป็นต้อง “เสพความรุนแรงแบบเรียลไทม์เช่นนี้หรือไม่?” คำตอบ คือ ไม่ว่าคนชาติไหน ถ้าเป็นมนุษย์ก็ไม่จำเป็นต้องเสพความรุนแรงที่เป็นเรื่องจริง ผู้เสียหายหรือผู้ตกเป็นเหยื่อ ตลอดจนญาติก็มีสิทธิที่จะรักษาเกียรติของตัวเอง ไม่ให้ใครไปรุมทึ้งดูหมิ่นนินทา หรือวิจารณ์โดยที่ไม่รู้อะไร

และ “การเสพความรุนแรงก็มีผลต่อตัวผู้เสพเอง ให้เกิดการชินชาต่อความรุนแรง มองเป็นเรื่องปกติ เมื่อเกิดในระดับทัศนคติแล้ว ก็มีโอกาสลามไปถึงในระดับพฤติกรรมได้” ดังนั้นต้องทำให้รู้กันว่า เรื่องการ “เสพความรุนแรง” มันไม่เหมาะสม

แต่ธรรมชาติวิสัยอย่างหนึ่งของมนุษย์ (ไม่ใช่แค่ไทยแลนด์โอนลี่หรอก) คือพวก “ขามุง” อยากรู้อยากเห็น อันนี้คงแก้นิสัยกันยาก ก็ต้องรู้ถึงความเหมาะสมไม่เหมาะสมกันเอง.

 

.......................................

คอลัมน์ : ที่เห็นที่เป็นอยู่

โดย “บุหงาตันหยง”

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก กู้ภัย



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 76