อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 ธันวาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 ธันวาคม 2564

นายกฯเผย'ร.10'สถาปนา 'พระมหามุนีวงศ์'เป็น'สังฆราช'

นายกฯ เผย "ในหลวง ร.10" ทรงสถาปนาแต่งตั้ง "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์" เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยจะมีพระราชพิธีสถาปนาในวันที่ 12 ก.พ.นี้ อังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14.33 น.


เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ว่า หลังจากมีการดำเนินการตามขั้นตอนพิจารณารายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยพิจารณาเสนอรายชื่อไป 5 องค์ ซึ่งหลังจากมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้วนั้น ขณะนี้ได้รับแจ้งว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประกอบพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในวันที่ 12 ก.พ. เวลา 17.00 น. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

"ขออย่าขัดแย้ง ไม่ใช่ว่าองค์อื่นดีหรือไม่ดี ซึ่งผมเคยบอกไปว่า ต้องดูเรื่องงานและเรื่องต่าง ๆ และเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ที่พระองค์ท่านทรงพิจารณาเอง"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

สำหรับสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ มีนามเดิมว่า "อัมพร ประสัตถพงศ์" เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2470 ณ ตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โยมบิดา-มารดา ชื่อนายนับ-นางตาล ประสัตถพงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย โดยในวัยเด็กได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 ตำบลโคกกระเทียม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ในปี 2480 ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อครั้งเป็นสามเณรอัมพร ประสัตถพงศ์ เคยไปอยู่จำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ในปี 2483 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี จากนั้นในปี 2484 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และปี 2486 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค กระทั่งในปี 2488 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค

ในปี 2490 สามเณรอัมพร ได้ย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี นำมาฝากกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) โดยได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 ณ พัทธสีมาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชวาสน์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระจินดากรมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์

หลังจากที่อุปสมบทแล้ว ก็ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดราชบพิธฯ ในปีเดียวกันก็สามารถสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค และ ในปี 2493 สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค พระอัมพร เป็นพระที่ใผ่ในการศึกษา จึงได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร.) เป็นนักศึกษารุ่นที่ 5 และได้จบการศกึษาศาสนศาสตรบัณฑิต ในปี 2500 และได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras Hindu University) ประเทศอินเดีย กระทั่งจบการศึกษา ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ในปี 2512 จึงได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดราชบพิธฯ

ในช่วงปี 2516 ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยมีพระขันติมาโล ชาวอังกฤษ เป็นสหธรรมิก พร้อมไวยาวัจกร ตามคำนิมนต์ของประธานพุทธสมาคมแห่งรัฐนิวเซาธ์เวลส์ ได้วางรากฐานพระพุทธศาสนา ตลอดถึงเป็นเนติให้สหธรรมิกที่มาภายหลังได้เผยแผ่อย่างเป็นรูปแบบ ทำให้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมีความมั่นคง มีวัดและพระสงฆ์อยู่ประจำรัฐแห่งนี้ ก่อนขยายไปยังเมืองใหญ่อีกหลายเมือง อาทิ กรุงแคนเบอร์รา นครเมลเบิร์น และเมืองดาร์วิน เป็นต้น

กระทั่งในปี 2552 เมื่อ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้มรณภาพลง ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ครั้งนั้น สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็น พระสาสนโสภณ ในฐานะผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่มีลำดับอาวุโสสูงสุดในวัด ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ศาสนกิจดูแลความเรียบร้อยภายในพระอารามหลวงชั้นเอกแห่งนี้ให้เป็นไปด้วยดี ต่อมาที่ประชุมมหาเถรสมาคม ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ หลังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัด ราชบพิธฯ มาด้วยความเรียบร้อย และมีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการ



งานด้านการศึกษา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นอาจารย์สอนธรรมวินัยแก่พระภิกษุ-สามเณร เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรมและแผนกบาลี และเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) เป็นต้น โดยในปี 2552สภามมร. ถวายปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์ ในปี 2553สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) ถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาธรรมนิเทศ

งานด้านสาธารณูปการ เป็นประธานอำนวยการฝ่ายบรรพชิต พระมหาธาตุเจดีย์และเขตพุทธาวาสเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และฉลองมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย และเป็นประธานสร้างวัดแหล่งทองแดงพรหมสราราม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เป็นต้น
 
งานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นรองแม่กองงานพระธรรมทูต รูปที่ 2 ผู้นำพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ไปเผยแผ่ในประเทศออสเตรเลีย เป็นรองประธานกรรมการที่ปรึกษาสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต)

งานด้านการศึกษาสงเคราะห์ ได้มอบทุนสงเคราะห์แก่ผู้เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นรองประธานกองทุนวัดช่วยวัดของมหาเถรสมาคม (มส.) ให้ความช่วยเหลือเมื่อมีอุบัติภัย วาตภัย อุทกภัย หรือภัยแล้ง นำเงินบริจาคเพื่อสงเคราะห์ผู้ประสบภัยนั้นๆ ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

งานปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบัน ได้รับการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต) กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) กรรมการคณะธรรมยุต นายกสภามมร. กรรมการบริหารมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แม่กองงานพระธรรมทูต ประธานมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร (นับว่าท่านเป็นศิษย์พระอาจารย์ฝั้นที่มีสมณศักดิ์สูงสุดในปัจจุบัน คือเป็นถึงสมเด็จพระราชาคณะ) และเป็นพระอุปัชฌาย์

ลำดับสมณศักดิ์

ในปี 2514 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระปริยัติกวี

ในปี 2524 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชสารสุธี 

ปี 2533 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพเมธาภรณ์

ปี 2538 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่พระธรรมเมธาภรณ์ 

ปี 2543ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏหรือรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ พระสาสนโสภณ ในราชทินนามเด็มว่า พระสาสนโสภณ วิมลญาณอดุลสุนทรนายก ตรีปิฎกธรรมาลังการภูษิต ธรรมนิตยสาทร ศาสนกิจจานุกร ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

ในวันที่ 5 ธันวาคม 2552 เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ที่ “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ในราชทินนามเด็มว่า สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ พิพัฒนพงศ์วิสุต พุทธปาพจนานุศาสน์วาสนวรางกูร วิบูลศีลสมาจารวัตรสุนทร ตรีปิฎกธรรมวราลงกรณวิภูษิต ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี” สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เอาใจใส่ในกิจการงานของพระอารามหลวงด้วยดีตลอดมา ดังจะเห็นได้จากตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ พร้อมทั้งความตั้งใจจริงในการทำในฐานะนักปกครองที่ได้สร้างคุณูปการแด่คณะสงฆ์อย่างมากมาย จนกระทั่งได้รับการสถาปนา เป็น สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    40%
  • ไม่เห็นด้วย
    60%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 18.96K