อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

"ธีระเกียรติ" ตามติดทุจริตศธ.

รมว.ศึกษาธิการ จี้ คดีทุจริตต่างๆในกระทรวงศึกษาธิการ อย่าดำเนินการล่าช้า เร่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว พฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม 2560 เวลา 11.09 น.

วันนี้ (13 ก.ค.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาทุจริตกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าเรื่องทุจริตที่เกิดขึ้นภายใน ศธ. ซึ่งพบว่า บางเรื่องก็มีความคืบหน้าไปมาก แต่บางเรื่องก็ยังมีความล่าช้าอยู่ ซึ่งในเรื่องที่มีความล่าช้านั้น ตนได้เร่งให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว  นอกจากนี้เป็นที่น่ายินที่คณะทำงานแก้ไขปัญหาทุจริตได้สร้างโปรแกรมติดตามและควบคุมกระบวนการแก้ไขปัญหาทุจริต ซึ่งมีความทันสมัยใช้เทคโนโลยีเข้ามาตรวจสอบเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ ได้ และทำให้ทราบว่าคดีไหนมีความล่าช้าหรือมีการตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยผู้บริหารสามารถติดตามได้จากโปรแกรมที่ดาวน์โหลดไว้บนมือถือ
               
ด้าน พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาทุจริต ศธ.กล่าวว่า  ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการทุจริตต่างๆ  โดยกรณีของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน มูลค่า 2,500 ล้านบาท จากบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ดกรุ๊ป จำกัด  ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กำลังรวบรวมข้อมูลและเตรียมส่งเอกสารผลการชี้มูลอย่างเป็นทางการมาให้ ศธ.ภายใน 2 สัปดาห์นี้ จากนั้นศธ.จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป  และกรณี สกสค.ร่วมทุนกับบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ในการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนบ้านป่าตอง จ.หนองคาย นั้น ตนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมกับ ดร.พิษณุ ตุลสุข ปฎิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. ทำให้เห็นภาพการดำเนินโครงการดังกล่าวชัดเจน มีการทำประชาพิจารณ์ และการทำสัญญาซื้อขายขยะที่จะผลิตเป็นไฟฟ้า ดังนั้นจึงเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีที่มาที่ไป  โดยเร็ว ๆ นี้จะเตรียมเสนอให้คณะกรรมการ สกสค.พิจารณาตัดสินใจว่า จะร่วมลงทุนกับบริษัท หนองคายน่าอยู่ ต่อไปหรือไม่ 
               
พล.ท.โกศล กล่าวต่อไปว่า  สำหรับการตรวจสอบการติดตั้งกล้องวงจรปิด(CCTV) ในโครงการ Safe Zone School 12 เขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 1,104 จุด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า บริษัท 4 แห่งที่ดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิดไม่ได้ดำเนินการตามข้อกำหนดขอบเขตการดำเนินงานหรือทีโออาร์ที่ระบุให้  1 จุดสามารถดูกล้องได้ 16 ตัว แต่บริษัทติดตั้งให้ดูได้แค่ 6 ตัวเท่านั้น ดังนั้น สพฐ.จึงได้แจ้งให้ 4 บริษัทมาติดตั้งให้ครบทั้งหมดภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะยึดเงินประกัน แต่ขณะนี้มีเพียงบริษัทเดียวที่เข้ามาดำเนินการ ส่วนอีก 3 บริษัทยังไม่มีการตอบรับ อีกทั้งยังให้ทนายความส่งหนังสือแจ้งปฎิเสธที่จะให้ยึดเงินประกัน  เพราะบริษัทเห็นว่าได้ดำเนินการตามสัญญาอย่างถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายของ สพฐ.ไปพิจารณาว่า จะสามารถยึดเงินประกันประมาณ 60  ล้านบาทได้หรือไม่ หากได้จะนำเงินดังกล่าวมาใช้ดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครบตามสัญญาต่อไป ขณะเดียวกันได้เร่งให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ฐานะประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกล้องซีซีทีวี ดำเนินการสรุปเรื่องนี้โดยเร็วที่สุดด้วย

ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า  นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ตรวจสอบโครงการห้องเรียนอิเลคทรอนิกส์สำหรับการศึกษาพิเศษ หรือ  E-class room และ โครงการระบบห้องสมุดอัตโนมัติ หรือ  E-Library  ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าถูกดองเรื่องไว้ เนื่องจากมีการร้องเรียนนี้ตั้งแต่ปี 2554 แต่ล่าสุดสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ตรวจสอบแล้วเสร็จและชี้มูลมาว่า การดำเนินการของทั้งสองโครงการมีความผิดปกติและน่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ดังนั้น สตง.จึงส่งเรื่องให้ ศธ.และ ป.ป.ช.ทำการตรวจสอบ โดยในส่วนของ ศธ.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งคงต้องให้เวลาในการดำเนินการด้วย
 

 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น