อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2561

ครม.อนุมัติพันล้านตั้งกองทุนฯลดเหลื่อมล้ำ

ประธานอนุกรรมการกองทุน เผย ครม.ไฟเขียว ร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.. พร้อมประเดิมพันล้านตั้งกองทุนฯลดเหลื่อมล้ำ หวังใช้สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยอย่างทั่วถึง พุธที่ 22 พฤศจิกายน 2560 เวลา 20.47 น.

วันนี้ (22 พ.ย.)  ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะประธานอนุกรรมการกองทุน  เปิดเผยว่า  เมื่อเร็วๆนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี( ครม.) ได้มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ..สำหรับสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา เสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู อาจารย์ และเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ   กำหนดให้กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินได้แก่ เงินที่รัฐจัดสรรให้เป็นทุนประเดิม 1,000 ล้านบาท เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของเงินงบประมาณแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา และเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ทั้งนี้ ตามอัตราที่ครม.กำหนด เป็นต้น โดยเงินและทรัพย์สินของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ผู้เสียภาษีเงินได้มีสิทธิแสดงเจตนาให้รัฐนำเงินที่ตนได้เสียภาษีไว้ไปอุดหนุนกองทุนได้ปีละไม่เกิน 5,000 บาท และผู้บริจาคเงินให้แก่กองทุนมีสิทธินำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาคตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากรได้เป็นจำนวน 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค ในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาทสำหรับบุคคลธรรมดา และไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิสำหรับนิติบุคคล และมีคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน 1 คน เป็นประธานกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน 6 คน เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลังปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี
 
 
ประธานอนุกรรมการกองทุน กล่าวต่อไปว่า  สำหรับขั้นตอนจากนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเรื่องเร่งด่วน ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ต่อไป  รวมถึงจะไปยกร่างระเบียบหลักเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.กองทุนฯ ได้แก่ ระเบียบที่จะกำหนดเป้าหมายว่าใครจะเป็นผู้ได้รับทุน และระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณที่จะต้องเสร็จสิ้นภายใน 90 วัน   โดยคาดว่าจะประกาศใช้พ.ร.บ.กองทุนฯ นี้ได้ภายในเดือนเมษายน 2561 ทั้งนี้กองทุนฯ นี้จะมีสถานะเป็นนิติบุคคล ที่มีเป้าหมายที่กองทุนฯ ต้องดำเนินการอย่างน้อง 3 เรื่องหลักคือ 1.จัดทำฐานข้อมูล สถานะความเหลื่อมล้ำ ในการเข้าสู่การศึกษาของเด็กไทย  2.เสริมพลังจากหน่วยงานต่างๆที่จะเข้าช่วยแก้ปัญหาลดความเหลื่อมล้ำ และ3.กองทุนฯ ควรจะต้องมีกลไกการประเมินผลที่ดี ให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจถึงผลการดำเนินงาน  ทั้งนี้ไม่อยากให้คาดว่าหวังว่าการมีกองทุนเกิดขึ้นจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้ เพราะโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข
 
“สำหรับการกองทุนนี้จะต้องมีหลักการบริหารจัดการกองทุนแบบมียุทธศาสตร์ไม่ใช่ทำงานแบบขี้เกียจได้เงินมาแล้วเฉลี่ยให้แก่ทุกคน ที่สำคัญอยากให้เงิน 5% จากงบประมาณแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ได้มานี้ได้เป็นส่วนผลักดันให้การใช้งบด้านการศึกษาที่เหลืออีก 95% ประสบความสำเร็จด้วย” ดร.ประสาร กล่าวและว่า นอกจากนี้นายกฯยังย้ำให้การทำงานของกองทุนฯ ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น โดยอนุกรรมการฯยกร่างหลักเกณฑ์หรือระเบียบกองทุนฯ 2 ชุดจะต้องไปกำหนดเป้าหมาย ว่า กองทุนฯนี้จะให้ความช่วยเหลือใคร กำหนดคุณสมบัติ เช่น ช่วงอายุ รายได้ครอบครัว หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา เพราะบางครั้งการดูรายได้อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และช่วยอย่างไร ทำงานประสานร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ  มีการดำเนินงานที่ชัดเจน ทั้งนี้ กองทุนฯอาจเป็นหน่วยประสาน ชี้เป้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงาน โดยไม่จำเป็นต้องทำเองทุกเรื่อง "นายประสารกล่าว 
  

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 54