อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564

ถอดโมเดลอะคิตะญี่ปุ่นต่อยอดเด็กไทย

สกศ.ถอดโมเดลอะคิตะ ทำวิจัยการสอนเชิงรุกของญี่ปุ่น เน้นให้เด็กเรียนเอง-คิดเป็น-สื่อสาร-ทวนวิชา เล็งประยุกต์ใช้ต่อยอดการศึกษาของเด็กไทย อังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 15.27 น.

ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงาน สกศ. ให้การต้อนรับ มร.ซูซูมุ โยเนตะ ศึกษาธิการจังหวัดอะคิตะ และคณะเจ้าหน้าที่สำนักการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาจังหวัดอะคิตะ ประเทศญี่ปุ่น โดยได้หารือความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้การสอนเชิงรุกอะคิตะโมเดล(AKITA Model) ใช้ในบริบทประเทศไทย ซึ่งการสอนเชิงรุกแบบอะคิตะ เป็นการสอนที่พัฒนามาจากการเรียนรู้บนพื้นฐานของปัญหา มีขั้นตอนของการจัดกิจกรรม 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1.รู้จักตั้งข้อสังเกตในการเรียนรู้ 2.มีความคิดเป็นของตนเอง 3.อภิปรายกันเป็นคู่ เป็นกลุ่ม เป็นชั้นเรียน และ 4.ทบทวนเนื้อหาและการเรียนรู้ โดยวิธีการดังกล่าวมุ่งให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งผ่านการคิดด้วยตนเองและการสนทนาโต้ตอบ



"กระบวนการนี้สามารถทำให้ผลคะแนนการสอบในโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ พิซา ของนักเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในจังหวัดอะคิตะสูงกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ทั้งนี้ สกศ.ได้ทำการวิจัยรูปแบบดังกล่าวมาระยะหนึ่ง พร้อมนำอะคิตะโมเดลมาทดลองในสถานศึกษาของประเทศไทย จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนราชมนตรี และโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ โรงเรียนประชาอุปถัมภ์ และโรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2560 ซึ่ง สกศ.จะสรุปสาระสำคัญงานวิจัยอะคิตะโมเดลรายงาน รมว.ศึกษาธิการ เพื่อจัดทำนโยบายการศึกษาต่อไป " ดร.ชัยยศ กล่าว.

ด้าน ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ในฐานะผู้วิจัยแนวทางอะคิตะโมเดล กล่าวว่า จากการวิจัยและศึกษาข้อค้นพบของคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดอะคิตะ พบว่า มี 5 ปัจจัยความสำเร็จที่จะทำให้การเรียนการสอนเชิงรุกแบบอะคิตะได้ผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประกอบด้วย 1.ภาวะผู้นำ ของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อนำการทำงานเป็นทีม 2.ความร่วมมือของครอบครัวและชุมชนท้องถิ่น 3.ความร่วมมือระหว่างองค์กรทางการศึกษาที่มีความเข้มแข็ง 4.บทบาทของคณะกรรมการการศึกษาที่มีแนวคิดเชิงรุกการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ และ 5.การใช้อะคิตะโมเดลเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคณะผู้วิจัยมีแนวคิดไปในแนวทางเดียวกันว่า อะคิตะโมเดล มีความน่าสนใจเพราะมีหลักการและกระบวนการดำเนินงานที่ดี ภายใต้แนวคิดการสอนเด็กได้อ่าน คิด และเขียนด้วยตนเอง รู้จักมีจิตสำนึกรับผิดชอบ และได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อน ซึ่งจะช่วยเติมเต็มในสังคมการเรียนของเด็กไทย และมองเห็นประโยชน์ในการรับแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาประเทศไทย ซึ่งความสำเร็จจะปรากฏชัดเจนในช่วง 3 ปี ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเด็กไทย และจำเป็นต้องมีการประเมินและปรับปรุงการเรียนการสอนอยู่ตลอดเวลา.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 69