อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 มิถุนายน 2562

ถึงเวลาเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ

ศธ.ระดมสมองเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ หลังตกอันดับหลายปี ใกล้รั้งท้าย พุธที่ 2 พฤษภาคม 2561 เวลา 18.18 น.

วันนี้(2 พ.ค.) ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อยกอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย ว่า จากการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดย 2 สถาบัน คือ World Economic Forum (WEF) และ Institute for Management Development (IMD) พบว่าภาพรวมช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาอันดับของประเทศไทยตกมาเรื่อย ๆ เช่น จาก 45 เป็น 46 เป็น 53 จาก 63 ประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการให้ทุกกระทรวงไปทบทวนและหาแนวทางยกอันดับความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน  

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า เรื่องการศึกษาถือเป็นดัชนีที่สำคัญ โดยมี 7 ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1.อัตราการเรียนระดับมัธยมศึกษา 2.ผลการทดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ พิซ่า 3.ระบบการศึกษาที่ตอบสนองต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ 4.การสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน 5.การตอบสนองความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอุดมศึกษา 6.อัตราการไม่รู้หนังสือของประชาอายุ 15 ปีขึ้นไป และ7.ทักษะทางภาษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการ  ซึ่ง ศธ.จะต้องมาดูว่า การศึกษาจะดำเนินการอย่างไรเพื่อตอบโจทย์ให้ได้ โดยในเร็ว ๆ นี้ ศธ.จะเชิญภาคเอกชนมาประชุมร่วมกัน เพื่อดูว่าผลักดันอะไรได้บ้าง เช่น โครงการอาชีวะพันธุ์ใหม่และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ รวมถึงการยกระดับคุณภาพการศึกษาในโครงการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาในรูปแบบ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School) เป็นต้น

ด้าน ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า จากข้อมูลในกลุ่มอาเซียนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นแรงขับให้ทุกองค์กรต้องมาทบทวนและหาทางเพิ่มจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทย รวมถึงทบทวนเรื่องของระบบการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่จะต้องมีการปรับรูปแบบการจัดการศึกษา ซึ่งการเทียบโอนจะต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 28