อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562

ชี้อนาคตทีแคสเปลี่ยนหรือไม่อยู่ที่มหา"ลัย -มีปัญหาในการปฎิบัติ

เวทีเสวนาจุฬาฯ “ทีแคส- ทีใคร มองอนาคตการศึกษาไทย" เผยหลักการดี แต่มีปัญหาทางปฎิบัติ เด็กโวยเป็นหนูทดลองสื่อสารไม่ชัด เครียด ขณะที่มหา’ลัยบางแห่ง ไม่ทำตามกติกา ส่วนเด็กก็กั๊กที่นั่ง จันทร์ที่ 11 มิถุนายน 2561 เวลา 18.38 น.

วันนี้(11มิ.ย.)ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 13 "ทีแคส- ทีใคร มองอนาคตการศึกษาไทย" โดยผศ.ดร.ประเสริฐ คันธมานนท์ เลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดศึกษาหรือทีแคส เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการวิ่งรอกสอบ ลดความเหลื่อมล้ำ และเด็กไม่อยู่ในชั้นเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่วนกระแสทีแคสมี 2 ด้านคือมีการกั๊กที่นั่ง และเด็กยังไม่มีที่เรียน ซึ่งปัญหาเกิดในทีแคสรอบ 3 คือการรับตรงร่วมกัน  ขอยืนยันว่าทีแคสช่วยทำให้การกั๊กที่นั่งลดน้อยลง แต่การจัดลำดับคงไม่สามารถทำได้ เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีหลักเกณฑ์ไม่เหมือนกัน  และเมื่อเกิดปัญหาทุกครั้งทปอ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น

 
"ระบบทีแคส เป็นการจัดระเบียบในสิ่งที่มหาวิทยาลัยเคยรับและซ่อนไว้มาเป็นข้อมูลสาธารณะ จึงทำให้เป็นที่มาของปัญหามากมาย เพราะทุกคนไม่เคยรู้มาก่อน ส่วนอนาคตทีแคสจะเปลี่ยนหรือไม่ต้องถามมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง เพราะระเบียบต่างๆ เป็นไปตามมหาวิทยาลัยกำหนด  ส่วนการแก้ปัญหาทีแคสรอบ 3 นั้น ในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน เช่น เด็กกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย( กสพท)มีการกั๊กที่นั่ง  ปีหน้าทปอ.จะจัดการปัญหานี้แน่นอน รวมถึงจัดการเรื่องระยะเวลาให้ดีขึ้น  เพราะการรับ 5 รอบใช้เวลานานเกินไป ฝากเด็กทุกคนการเรียนสาขาไหน มหาวิทยาลัยไหนไม่เท่ากับการเรียนรู้ด้วยตนเอง  มีทักษะ มีความเข้มแข็งในด้านจิตใจว่าจะทำอะไรในอนาคต โดยใช้องค์ประกอบในอุดมศึกษา มาทำให้ความฝันเป็นจริง" ผศ.ดร.ประเสริฐ กล่าว
 
นายมนัส อ่อนสังข์ บรรณาธิการข่าวการศึกษาและแอดมิชชั่น เว็บไซต์เด็กดีดอทคอม กล่าวว่า มีการบอกล่วงหน้าระบบทีแคสเพียง 4 เดือนแล้วใช้ทันที ทำให้เด็ก ปี61 หรือเด็กรุ่นนี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นหนูทดลอง เพราะไม่มีการนำไปทดลองแบบวิจัย แต่นำมาใช้ทางปฎิบัติจริงเลย และหลายคนมองว่าทีแคสทฤษฎีสวยแต่จัดการไม่ดี  เช่น  เด็กม. 6 ต้องอยู่ในชั้นเรียนจนจบการศึกษา ทำให้เด็กกดดันมาก เพราะ 4 สัปดาห์หลังจากการศึกษาเด็กจะเข้าสู่การสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยทั้งหมด  และสอบหลายวิชา อาทิ เด็กต้องการสอบเข้าแพทย์ต้องสอบ  15 วิชา  ต้องการเข้าเภสัชศาสตร์ต้องสอบ 18 วิชา   และค่าใช้จ่ายเพิ่มมากกว่าเดิม  เช่น  แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนดแฟ้มสะสมงานต่างกัน เด็กยื่นหลายที่ก็ต้องทำแฟ้มสะสมงานหลายเล่ม ทำให้เกิดธุรกิจจัดทำแฟ้มสะสมงาน หรือการห้ามมหาวิทยาลัยจัดสอบทำให้ต้องไปใช้คะแนนของหน่วยงานเอกชน  เช่น  การสอบ BMAT เพื่อมาใช้เข้าแพทย์ ซึ่งค่าสมัครประมาณ 7,100 บาท เป็นต้น

 https://www.dailynews.co.th/admin/upload/20180611/news_AHjWrZPspw193023_533.jpg?v=20191216057?v=4094
สำหรับปัญหาการกั๊กที่เป็นแบบลูกโซ่ คือระบบทีแคสแต่ละรอบมีการกั๊กที่นั่งและกระทบไปสู่รอบอื่นๆ ในส่วนของกรุงเทพฯ เป็นการกั๊กคะแนน กั๊กคณะ แต่ต่างจังหวัด กั๊กเป็นมหาวิทยาลัยเด็กเก่งสอบติดมากกว่า 1ที่นั่ง แต่ไม่มีระบบตัวสำรอง  ระบบทีแคสดำเนินการกะทันหัน ทำให้เด็กและมหาวิทยาลัยเตรียมตัวไม่ทัน  บางมหาวิทยาลัยเปลี่ยนเกณฑ์ฉุกเฉิน  เปลี่ยนเกณฑ์ไม่บอก เด็กรู้สึกไม่ยุติธรรม
"ปัญหาทีแคส เกิดจากการสื่อสารไม่ชัดเจน  เด็กมีความเครียด และสิ่งที่กังวลตอนนี้ คือ เด็กหลายคนเลือกคณะจากคะแนนที่ตัวเองติด แต่ไม่ได้เรียนคณะที่ตนเองชอบนอกจากนั้น เด็กหลายคนต้องการซิ่วเพื่อไปเรียนปีนี้ ดังนั้นเข้าใจว่าระบบใดระบบหนึ่งทำให้เด็กพึงพอใจทั้งหมดได้ยาก แต่อยากให้ระบบดังกล่าวมีความยุติธรรมกับเด็ก"นายมนัส กล่าว
 
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล นักวิชาการด้านการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ทีแคส มีมิติด้านอารมณ์ค่อนข้างสูง  ทุกคนพยายามชี้นิ้วหาคนผิด  ทั้งที่ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเพียงคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัยที่ปรับไปตามโจทย์ของประเทศ และเป้าหมายของมหาวิทยาลัยที่จะพัฒนาคนเพื่ออะไร ขณะนี้มหาวิทยาลัยผลิตคนตามความต้องการตลาด หาผู้เรียนที่ดีที่สุดมาเรียน ทำให้ระบบการรับเข้าต้องปรับตาม และมหาวิทยาลัยต้องขแย่งเด็กเข้ามาเรียนให้ได้ ดังนั้นโจทย์ท้าทายที่ควรมองอนาคตการศึกษาไทยให้ไกลกว่าทีแคส  คือ มหาวิทยาลัยต้องมีเป้าประสงค์ชัดเจนว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยอย่างไร และควรทำให้เด็กรู้ว่าตนเองอยากเป็นอะไร  มหาวิทยาลัยไม่ชัด ทำให้ทปอ.ซึ่งทำงานบนเงื่อนไข ความคาดหวังของสังคม แต่มีผู้เล่นมหาวิทยาลัยบางแห่ง ไม่ทำตามกติกา และเด็กเองก็แทงกั๊ก ระบบก็ต้องปรับเปลี่ยนและเป็นปัญหาไปเรื่อยๆ


ด้านผศ.ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ กล่าวว่า ทีแคสเป็นเรื่องการแข่งขันและโอกาส เมื่อใดก็ตามจำนวนที่นั่งรับกับจำนวนคนไม่เท่ากัน ทุกคนจะเครียด โดยเฉพาะเด็กที่ผิดหวังซ้ำๆ กับการสมัครหลายรอบ เพราะเกิดวงจรที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าคุณค่าของเด็กลดลง เพราะสังคมกำหนดว่าต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะพ่อแม่คิดว่าลูกต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ โดยลืมมองว่ามีประตูอีกหลายทางให้เดิน อยากให้พ่อแม่ทุกคนคิดว่าถ้าลูกสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยจะทำอย่างไร อย่าปล่อยให้ชีวิตของพ่อแม่และลูกอยู่ประตูเดียว และพ่อแม่ควรเป็นแบลคอัพที่สำคัญของลูก พ่อแม่อย่าลงไปเล่นทีแคสเอง เพราะทีแคสเป็นเกมของเด็กที่ต้องไปด้วยตนเอง  พ่อแม่อย่าเอาความฝันของตนเองไปฝากลูกไว้ แต่พ่อแม่ควรบอกว่ารักกอด ให้ความมั่นใจแก่ลูก ที่สำคัญอย่ารักลูกแล้วเหน็บ อย่ารักลูกประชด  อย่าเปิดประตูเดียวให้ตนเอง ต้องเปิดไว้กว้างๆ และควรเปิดหลายประตูด้วย



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 82