อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กรกฎาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กรกฎาคม 2561

ตรวจสอบครุภัณฑ์สพฐ.ส่อทุจริตอื้อ

“โกศล” เผย คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีจัดซื้อครุภัณฑ์สพฐ.ในพื้นที่อีสานคืบหน้ากว่า 90% แล้ว พบการจัดซื้อล็อคสเปกและไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของโรงเรียน การบริหารงบประมาณส่อทุจริต พุธที่ 4 กรกฎาคม 2561 เวลา 17.52 น.

 วันนี้ (4 ก.ค.) พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาทุจริตภายในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น งบประมาณ 6 แสนบาทต่อโรงเรียน วงเงิน 279 ล้านบาท ของเขตพื้นที่การศึกษาในภาคอีสาน ได้มารายงานว่าเรื่องนี้มีความคืบหน้าประมาณ 90% แล้ว อีกทั้งยังได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีประเด็นสำคัญในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อสั่งการของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. ใน 4 ประเด็น คือ 1.การจัดสรรงบค่าครุภัณฑ์เป็นไปตามความต้องการของโรงเรียนหรือไม่ 2.การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ 3.มีการล็อคสเปกรายการครุภัณฑ์ตามที่มีผู้ร้องเรียนหรือไม่ และ 4.มีความบกพร่องในการบริหารงบประมาณหรือไม่

 ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวทั้ง4 ประเด็นเข้าข่ายมีมูลความไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะข้อมูลงบประมาณการจัดสรรค่าครุภัณฑ์ฝึกทักษะของสพฐ.นั้น ซึ่ง สพฐ.ได้มีการสำรวจผ่านแอพพลิเคชั่นว่ามีโรงเรียนใดบ้างที่เปิดสอนสายอาชีพ มีเด็กนักเรียนกี่คน เพื่อให้ตรงกับความต้องการ โดยมีโรงเรียนได้รายงานข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นดังกล่าวยืนยันความต้องการทั้งหมดทั่วประเทศ จำนวน 717 โรง แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับพบ สพฐ.จัดสรรงบดังกล่าวในโรงเรียน 458 โรง และในจำนวนนี้ไม่ได้เกิดจากการร้องขอครุภัณฑ์แม้แต่โรงเรียนเดียว ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าเหตุใด สพฐ.ถึงไม่นำฐานข้อมูลจากแอพลิเคชั่นนี้มาใช้เป็นฐานในการจัดสรรงบ ขณะเดียวกันเรื่องนี้คณะกรรมการฯตรวจสอบพบมีการล็อกสเปกเกิดขึ้น เพราะเขตพื้นที่ได้มีการเรียกประชุมจัดทำแพ็คเกจครุภัณฑ์ให้โรงเรียนไว้เสร็จสรรพ โรงเรียนที่ได้รับจัดสรรไม่ตรงกับความต้องการ และโรงเรียนหลายแห่งได้รับการจัดสรรครุภัณฑ์มากกว่าสองรายการ
 
“คณะกรรมการฯได้ตั้งข้อสังเกตระบบการจัดสรรงบประมาณของ สพฐ.พบว่าไม่มีฐานข้อมูลในการจัดสรรงบต่างๆ และการจัดสรรงบก็ทำล่าช้า เช่น  การจัดสรรงบจะต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.60 เพราะในวันที่ 2 ต.ค.60 จะเป็นวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 มีผลบังคับใช้ แต่จากการตรวจสอบพบ ในวันที่ 10 ต.ค. 60 สพฐ.กลับแจ้งเฉพาะรหัสงบประมาณไปยังเขตพื้นที่เท่านั้น แต่บัญชีการจัดสรรงบประมาณกลับไปตามลงไปด้วย และเพิ่งมาแจ้งบัญชีการจัดสรรในวันที่ 26 ธ.ค.60 ทั้งๆที่มาตรการ ครม.ระบุว่าต้องก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.60  อีกทั้ง ครม.ยังมีมติขยายเวลาให้จัดสรรงบให้แล้วเสร็จอีกในไตรมาสสอง คือ 31 มี.ค.61 แต่พบ สพฐ.กลับคิดเปลี่ยนแปลงงบประมาณไปทำอย่างอื่นแล้วก็ไม่ทำ ดังนั้นการลงพื้นที่ของคณะกรรมการฯจึงไม่แปลกใจว่าทำไมงบ สพฐ.ถึงต้องตกไปจำนวนมาก เพราะมีการบริหารงบล่าช้า และเวลาการแจ้งบัญชีจัดสรรงบ กับ การทำคู่มือการบันทึกข้อมูลรหัสงบประมาณและแหล่งของเงินในระบบ e-GP เพื่อรองรับมาตรการเร่งรัดเบิกจ่าย ไม่ได้ไปพร้อมกัน และไม่ยอมทำความเข้าใจกับเขตพื้นที่ ลากเกมมาเรื่อยๆ จนเมื่อมีการแจ้งบัญชีจัดสรรกลับทำเรื่องหาย เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถตอบเรื่องนี้ได้ ซึ่งในที่สุดก็จัดสรรงบจริงในวันที่  26 ธ.ค. 60 แต่เอาข้อมูลไหนมาจัดสรร” ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวและว่า ทั้งนี้คณะกรรมการฯจะสรุปข้อมูลทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอ รมว.ศธ.พิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 66