อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2564

รู้หรือไม่!สอบคัดเลือกเข้า ป.1 "แพ้คัดออก = ทารุณกรรมเด็ก"

สอบคัดเลือกเข้า ป.1 สกัดกั้นพัฒนาการเด็กจริงหรือ ... ทารุณกรรมเด็กอย่างไร ไปฟังจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น พร้อมกัน พฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2561 เวลา 17.34 น.

    ช่วงนี้มีการพูดถึงผลกระทบจากการสอบคัดเลือกเข้า ป.1 กันมาก โดยเฉพาะเรื่องการสกัดกั้นพัฒนาการของเด็ก ซึ่งเชื่อว่า พ่อแม่ บางส่วน อาจจะเห็นแย้ง  และมองว่าการแข่งขันช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี วันนี้ ทีมข่าวการศึกษาเดลินิวส์ จะไปกับ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ที่จะไขปัญหานี้กัน


ถาม : พัฒนาการของเด็กช่วงไหนสำคัญที่สุด
    ช่วงวัยที่มีความสำคัญที่สุดของชีวิต คือ ช่วงปฐมวัย ทั้งโลกเราเข้าใจช่วงชีวิตสำคัญที่สุดของเด็ก 2 ช่วง คือ ช่วงปฐมวัยตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าถึงเด็กประถม ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย นิยามตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงอายุ 8 ปี ถามว่าทำไมวัยนี้สำคัญมากที่สุด เพราะในช่วง 2 ขวบปีแรก เซลสมองยังมีการเติบโต เซลสมองยังไม่หยุดนิ่ง มีการแบ่งเซลตัว ขณะเดียวกันเกิดรากประสาทในการขยายการบูรณาการประสาทสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย การได้เรียนรู้ผ่านการเล่นต่างๆ จะทำให้เด็กเกิดวิวัฒนาการและพัฒนาการเกิดขึ้น และสมองถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดแทบจะเรียกได้เป็นซีอีโอ คือ เวลาที่เราจะก่อการ มีพฤติกรรม อารมณ์ หรือวิธีการอะไรอย่างไร ล้วนมาจากการสั่งการของสมองทั้งสิ้น ทั้งโลกจึงเข้าใจตรงกันว่า ปฐมวัย เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์

ถาม : ช่วงปฐมวัยสำคัญที่สุด แล้วผู้ปกครองพ่อแม่ควรเลี้ยงลูกอย่างไร ให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี
    สติปัญญาเด็กเล็กจะพัฒนาผ่านการเล่น ไม่ได้พัฒนาผ่านตำราเรียน แม้แต่เด็กโต พ่อแม่ลองสังเกตดู แค่ยัดเยียดวิชาความรู้ไม่มีแบบฝึกหัดชีวิต หรือพื้นที่ปฎิบัติการให้เด็ก เด็กจะท่องจำแบบได้หน้าลืมหลัง เพราะฉะนั้นสำหรับเด็กเล็กหัวใจสำคัญที่สุด คือ การเรียนรู้ที่ผ่านการเล่น

ถาม : การบังคับหรือยัดเยียดให้เด็กเรียน มีผลต่อพัฒนาการเด็กหรือไม่? อย่างไร?
    สมองเราเหมือนคอมพิวเตอร์ ลองนำข้อมูลงานมาวางไว้ที่หน้าจอทั้งหมด ไม่นานเครื่องก็แฮงค์ หลักคิดลักษณะนี้ก็กลับมาที่สมองมนุษย์ ถ้าเราอยากให้พฤติกรรมไหนของเด็กดำรงอยู่ เช่น อยากให้เด็กพูดความจริง ไม่พูดโกหก ไม่ลักเล็กขโมยน้อย ต้องฝึกให้ทำซ้ำ ๆ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ มี 3 ระดับคือ เรียนรู้ด้วยการท่องจำ พบว่ามีผลต่อพฤติกรรมน้อยที่สุด ถ้าใส่พื้นที่ปฎิบัติการและลงมือทำด้วย จะพบว่า เด็กมีโอกาสเปลี่ยนพฤติกรรมได้ 30-50% แต่หากเปลี่ยนกิจกรรมให้เป็นกิจวัตรและทำทุกวัน ผลที่ได้คือเด็กเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นพฤติกรรม และที่สำคัญแบบอย่างจากผู้ใหญ่จะมีผลต่อพฤติกรรมเด็กด้วย



ถาม : การสอบแข่งขันของเด็กเล็กจะมีผลต่อพัฒนาการหรือไม่
    เราแบ่งเด็กตามพื้นฐานอารมณ์เป็น  4 รูปแบบ คือ 1.เด็กเลี้ยงง่าย 2.เด็กเลี้ยงยาก 3.เด็กอ่อนไหวง่าย และ4.เด็กที่ประสมประสาน ซึ่งคุณลักษณะแต่ละคนเกิดมาไม่เหมือนกัน พื้นฐานอารมณ์ก็ไม่เหมือนกัน สัญญาณสู่พ่อแม่ คือ อย่าเลี้ยงลูกแบบเปรียบเทียบ  หากเลี้ยงแบบนี้ต้องได้รับบาดเจ็บกันแน่นอน โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยให้เปรียบเทียบกับตัวเขาเอง ฉะนั้นการตัดเกรดในช่วงปฐมวัยไม่ควรมีการสอบอนุบาลขึ้นชั้นอนุบาล 2 อนุบาล 3 นี่ไม่ใช่หลักที่ถูกต้องตามหลักพัฒนาการอยู่แล้ว รวมถึงวิธีการระบบแพ้คัดออก  ซึ่งเมื่อนำมาใช้ในเด็กปฐมวัยก็จะเกิดผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างแน่นอน

ถาม : การบังคับให้เด็กปฐมวัยวัยเรียนวิชาการจะเกิดผลกระทบอะไรหรือไม่
    ยกตัวอย่างหมอเจอแม่ลูกคู่หนึ่งกำลังจะสอบเข้า ป.1 แต่ลูกตาปรือ พอไปถามแม่ แม่เค้าบอกว่า ที่ผ่านมาลูกต้องทำข้อสอบ 500-600 ข้อต่อวัน วันสอบลูกตาปรือมาเลย นอนไม่พอ แม่พยายามทายาหม่องกระตุ้นลูกให้ตื่น ลูกเองก็ไม่กระตือรือร้น สุดท้ายแม่ทิ้งประโยคเด็ดแก่ลูก ลูกวันนี้เป็นวันชี้เป็นชี้ตายของลูก ลูกก็เดินเข้าห้องสอบตามที่แม่ต้องการ แต่ภาพที่หมอเห็นแล้วรู้สึกสะเทือนใจตัวเอง ตอนที่เค้าสอบเสร็จ คือ เลือดกำเดาไหล และอาเจียน คำถามที่หมอกำลังถามต่อสังคม นี่คือระบบรังแกเด็กใช่หรือไม่ เป็นระบบแพ้คัดออก ไม่มีประเทศใดที่เจริญแล้วใช้ระบบแพ้คัดออกกับเด็กปฐมวัย โปรดรับรู้ไว้ด้วยว่า ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ทั้งหมด หากพ่อแม่พยายามให้ลูกทำข้อสอบให้ได้ ข้อสอบที่ออกก็ต้องยากขึ้น  เพื่อให้มีผู้แพ้ให้ได้ แม้แต่โยกสมการที่ไม่ควรมีอยู่ในระบบการสอบเข้า ป.1 ก็เอามาเป็นข้อสอบ เกิดการยัดเยียดวิชาเข้าไป สมมุติถ้าเด็กคนหนึ่งไปสอบที่หนึ่งแล้วไม่ได้ ไปสอบอีกที่หนึ่งก็ไม่ได้ ความรู้สึกของเด็ก คือ ผู้แพ้ หากเด็กเจอเหตุการณ์ใน ป.1 ป.2 อีกรวมทั้งมีการเปรียบเทียบจากพ่อ แม่ คนรอบข้างอีกว่า ลูกเธอได้ที่เท่าไหร่ เป็นการตอกย้ำว่า ความรู้สึกของการเป็นผู้แพ้ ในหมู่นักจิตวิทยาเรียกระบบแพ้คัดออกสำหรับเด็กปฐมวัยนั้นว่า “ระบบทารุณกรรมเด็ก” ประเภทใหม่

ถาม: .การยกเลิกจัดสอบคัดเลือก หรือ สอบแข่งขันเข้า ป.1 ดีหรือไม่ หากต้องการวัดความสามารถของเด็กจะมีการที่เหมาะสมอย่างไร
    ยกเลิก ดีแน่นอนไม่มีอะไรที่ไม่ดี หลายคนพูดถึงการสอบทัศนคติพ่อ แม่ โรงเรียนที่เป็นที่นิยมที่มีคนมาสอบ 2-3 พันคน ก็มาทดสอบทักษะและทัศนคติพ่อแม่อาจจะได้สัก 1,000 คนที่พ่อแม่เลี้ยงลูกเอง จากนั้นให้พ่อแม่ 1,000 คนมาจับฉลาก ซึ่งก็จะสามารถตัดคนที่ได้ 100 และลำดับที่ 101ได้ ซึ่งหลายประเทศก็ทำเช่นนี้ต่างประเทศก็ทำกัน ระบบของเราต้องไม่ทำลายซึ่งจินตนาการของเด็ก ไม่ทำลาย จิตสำนึกของเด็ก ไม่ทำลายความรัก พลังความศรัทธาและต้องไม่ล้มแรงบันดาลใจ ถ้าระบบในการพัฒนาทุนมนุษย์ของเราไปทำลาย 3-4 สิ่งนี้ เราไม่ได้ผลิตมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ เรากำลังผลิตมนุษย์ให้กลายเป็นหุ่นยนต์เดินได้



ถาม : การสอบทุกระดับชั้นควรจะมีต่อไปหรือไม่
    “แพ้คัดออก”เป็นระบบที่ล้าสมัย ขอยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ระบบแพ้คัดออกล้มเลิกหายไปหมด เขาใช้วิธีการการโชว์วิสัยทัศน์พร้อมผลงานที่เกิดขึ้นในอดีต เด็กจะเกิดการสะสมแฟ้มสะสมผลงาน หรือ  Portfolio วันที่เขามาสอบสัมภาษณ์ สิ่งที่เขาถนัด ผลงานและวิสัยทัศน์ทำให้เห็นภาพข้างหน้าว่า เขาต้องการจะเดินไปสู่เส้นทางไหน วิวัฒนาการเช่นนี้จะมาทดแทนระบบการสอบเข้าเรียนได้ทั้งหมดทุกระดับ

ถาม : สุดท้ายอยากให้คุณหมอฝากถึงผู้ปกครองและโรงเรียนในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กไทย
    หมอขอน้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จย่า การพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือ การทำให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้ และลุกขึ้นมาช่วยเหลือผู้อื่น  ซึ่งพ่อแม่ทุกคนสามารถพัฒนาความสามารถให้ลูกหลานเติบโตมามีงานทำ เลี้ยงตัวเองได้ รู้จักการช่วยเหลือผู้อื่นได้ และอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีวินัย รู้จักพอเพียง มีใจพร้อมจะเป็นผู้ให้ จึงได้ชื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
    
เสียงจากผู้ปกครองคิดเห็นกับการห้ามสอบเข้าป.1  

คุณพ่อบุลเสฏฐ์ คงพิริยะเมธา บอกว่า  การสอบเข้าป.1เป็นวิธีการที่เหมาะสมอยูแล้ว เพราะเห็นว่าน่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ เนื่องจากโรงเรียนรับเด็กจำนวนจำกัด ขณะเดียวกันโรงเรียนก็จะได้คัดเลือกเด็กเข้าไปเรียนตามที่ต้องการ ลูก 2 คนก็ใช้วิธีสอบเข้าเรียน หากจะใช้วิธีจับฉลากตนมองว่าเป็นการเสี่ยงโชค จะมีการบนบาลสิ่งศักดิสิทธิ์ ซึ่งไม่ต้องการปลูกฝังเรื่องแบบนี้ให้แก่เด็ก  ส่วนจะสอบสัมภาษณ์ผู้ปกครองก็ดูจะแปลกๆที่ตกลงผู้ปกครองเรียนหรือจะให้ลูกเรียนกันแน่   
 
  ส่วนคุณแม่ปองทิพย์ เที่ยงบูรณธรรม บอกว่า มีลูก 2 คน คนโต 7 ขวบเรียนป.2  คนเล็ก4 ขวบ เรียนอนุบาล 2 คุณแม่ให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ จ.เชียงใหม่ทั้งคู่  เพราะไม่ต้องสอบเข้าเรียน ซึ่งครอบครัวชอบเพื่อลูกจะได้ไม่ต้องกดดัน เครียดกับการสอบหรือติววัดความรู้  อยากให้เด็กๆได้ทำอะไรตามพัฒนาการของตัวเอง  ได้ให้เรียนรู้ผ่านสภาพแวดล้อม การดูแลอย่างใกล้ชิดน่าจะเป็นผลดีกับอนาคตของลูก ซึ่งลูกก็มีความสุขดี 

    ติดตามบทสัมภาษณ์ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี  กับ ระบบทารุณกรรมเด็ก ได้ที่รายการ “ทีช ทอล์ค ทัวร์ สเตชัน” ผ่านช่องทางYouTube: DailyNews Live-TH

ทีมข่าวการศึกษา

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 412