อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2561

 20 ปี มฟล.งานวิจัยสู่ชุมชน...ต่อยอดเชิงพาณิชย์

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ครบรอบ 20 ปี พร้อมจัดใหญ่ งานมหกรรมวิชาการ และโชว์ผลงานของแต่ละสำนัก โดยเฉพาะผลงานจากข้าว Red Rice Stemcel งานวิจากต่อยอดเชิงพาณิชย์ ศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2561 เวลา 07.20 น.

 “การศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หรือ “มฟล.” ก้าวมาถึง 20 ปี และเป็นที่รู้จักของคนไทยและต่างชาติ มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ ค้นคว้าวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ให้บริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม  ตลอดจนสืบสานปณิธาน ‘ปลูกป่า สร้างคน’ ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวมทั้งเป็นที่พึ่งทางปัญญาแก่สังคมในทุกโอกาส และไม่เฉพาะคนในจังหวัดเชียงรายเท่านั้น  แต่รวมไปถึงคนในจังหวัดภาคเหนือตอนบนและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงด้วย
ในโอกาสครบรอบ 20 ปีการก่อตั้ง มฟล. มหาวิทยาลัยได้จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ โดยเชิญคณะทูตกว่า 14 ประเทศ  ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัยมายาวนานเข้าร่วม เช่น ฟิลิปปินส์ ภูฏาน บรูไน กัมพูชา ศรีลังกา ลาว จีน อินโดนีเซีย เมียนมา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส มาเลเซีย ญี่ปุ่น เป็นต้น และจัดงานมหกรรมวิชาการ “20 ปี แม่ฟ้าหลวงวิชาการและนิทรรศการ” ซึ่งในงานมีเสวนาหลายหัวข้อที่น่าสนใจ การจัดห้องเรียนจำลองในยุคดิจิทัล การเปิดคลินิกวิจัย นิทรรศการภาษาและวัฒนธรรมนานาชาติ  ที่สำคัญมีการนำผลงานวิจัยเชิงนวัตกรรม ที่มีความโดดเด่น และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ของแต่ละสำนักวิชามาจัดแสดง



 สำหรับวันนั้น เรามาสะดุดที่ผลิตภัณฑ์จากข้าว ของสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ซึ่งสำนักวิชานี้เคยสร้างชื่อเสียงให้แก่ มฟล.อย่างมากจากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการวิจัยลำไย คือ ครีมลำไย หรือ ครีมหน้าเด้ง นั่นเอง



วันนี้เราจะมาฟัง ดร.ภาณุพงษ์ ใจวุฒิ คณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มฟล.กันว่า งานวิจัยและผลิตภัณฑ์นี้ มีที่มาอย่างไร  โดย ดร.ภาณุพงษ์ เล่าว่า จากยุทธศาสตร์งานวิจัยของมหาวิทยาลัย และของสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ที่ต้องการใช้ทรัพยากรของไทย มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ผ่านการสร้างสรรค์ เป็นนวัตกรรม เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ประเทศ ทางสำนักวิชาฯจึงตั้งโจทย์ที่ “ข้าว”ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของไทย และในจังหวัดเชียงรายก็มีการปลูกข้าว และเมื่อพูดถึงข้าวก็เป็นที่รับรู้ของชาวต่างชาติว่า คือสัญลักษณ์ของความเป็นไทยอย่างหนึ่ง และการเลือกใช้ข้าวก็เป็นการช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าว โดยไม่ต้องโฆษณาว่าเป็นของไทย นอกจากนี้ข้าวยังมีจุดเด่นที่มีหลากหลายสายพันธุ์  หลากหลายสีสัน และมีความโดดเด่นอีกหลายอย่าง จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจนำข้าวมาวิจัยเพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์


ผลงานชิ้นแรกจากข้าว คือ ผลิตภัณฑ์จากข้าวสังข์หยด สีแดง ซึ่งมีฤทธิ์ในการกระตุ้นให้ผมงอก และยับยั้งผมร่วง โดยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ 3 ชิ้น คือ แชมพู ครีมนวด และ โทนิค ภายใต้ชื่อ 333  ชิ้นต่อมาเกิดจากการวิจัยข้าวขาว คือ ข้าวหอมมะลิ ที่พบว่า ตอนที่ข้าวตั้งท้อง 7 วัน ข้าวมีฤทธิ์ทางเครื่องสำอางสูงมาก ทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น ช่วยชะลอริ้วรอย จึงได้นำรวงข้าวมาพัฒนาเป็นสารสกัด เพื่อนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องเวชสำอาง หรือ ครีมรวงข้าว : ลานาดีน จัสมิน ไรซ์ เอจ ดิไฟอิ้ง เฟเชียล ครีม และผลพลอยได้จากการใช้ข้าวขาวคือ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้นจากการขายเมล็ดข้าวที่สีแล้วถึง 20เท่า


“และล่าสุดผลิตภัณฑ์จาก ข้าวมันปู “Red Rice Stemcell”เกิดจากแนวคิดว่า ต้องการสร้างนวัตกรรรม สร้างความแตกต่างให้แต่ละผลิตภัณฑ์ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ จึงนำข้าวมันปูมาพัฒนาเป็นสะเต็มข้าว เพราะสะเต็มข้าวเริ่มได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องว่าเป็นเซลที่สามารถแบ่งตัวได้โดยไม่หยุดยั้งและผลิตสารที่มีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะสารที่มีคุณค่าทางเครื่องสำอางและเวชสำอาง อาจารย์จึงนำเมล็ดข้าวมันปูมาพัฒนาเป็นสะเต็มเซลข้าวและพัฒนาวิธีสกัดจนได้สารสกัดที่มีฤทธิ์สูงในการยับยั้งริ้วรอย” ดร.ภาณุพงษ์ กล่าว และย้ำว่าผลจากงานวิจัยทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ต้นแบบของแม่ฟ้าหลวงที่อยากให้ผู้ประกอบการได้เข้ามาดูและจะได้มั่นใจว่าสามารถพัฒนางานวิจัยจากพืชสมุนไพร พืชเศรษฐกิจ และยังต่อยอดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้จริง  

 
ขณะที่ รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มฟล. บอกว่า20 ปีของ มฟล.ได้ปฏิบัติภารกิจของสถาบันอุดมศึกษาครบถ้วนและเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ ว่า จะเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ทำประโยชน์ให้แก่สังคมและส่วนรวมมากที่สุด ตลอดจนสืบสานปณิธาน ‘ปลูกป่า สร้างคน’ ของสมเด็จย่า จากนี้ไปมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะยังเป็นสถาบันเพื่อสังคมที่จะทำให้สังคมมีความสุข อยู่กันอย่างมีความรู้ มีความสามารถ และพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆทั่วโลก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนอยู่บนเวทีโลกในด้านการศึกษาได้อย่างเทียมหน้าเทียมตา และนำคนอื่นต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายที่มหาวิทยาลัยจะต้องก้าวข้ามไปให้ได้


“ มฟล.ได้นำผลงานวิจัยจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและสมุนไพร ออกไปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้โดยสมบูรณ์ มีการจดทะเบียนสิทธิบัตร เกือบ 100 สิทธิบัตร นำไปสู่กระบวนการผลิตโดยภาคเอกชน จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่ามหาวิทยาลัยสามารถทำให้การวิจัยลงไปสู่การดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้จริง และยังช่วยเกษตรกรให้มีรายได้มากขึ้น โดยการนำผลผลิตของเกษตรกรมาใช้ในการทำผลิตภัณฑ์ด้วย ” รศ.ดร.วันชัย กล่าว



ถึงตรงนี้พอจะพิสูจน์ได้แล้วว่า งานวิจัยของ มฟล.ลงจากหิ้งมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ และยังสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ด้วย  ติดตาม 20 ปี มฟล.งานวิจัยสู่ชุมชน...ต่อยอดเชิงพาณิชย์ ได้ที่รายการ “ทีช ทอล์ค ทัวร์ สเตชัน” ผ่านช่องทางYouTube: DailyNews Live-TH
                                                                                                                                           
                                                                                                                                                                                                            
                                                                                                                                                                                                          ทีมข่าวการศึกษา

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 18