อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562

วธ.เยือนเมียนมารับปีวัฒนธรรมอาเซียน

"นายวีระ โรจน์พจนรัตน์" นำทีมผู้บริหาร วธ.เยือนเมียนมา เจรจาความร่วมมือ ฐานะประเทศไทยเป็นประเทศผู้ประสานจัดกิจกรรม 2562 ปีวัฒนธรรมอาเซียน ศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 15.04 น.


จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะ ครั้งที่ 8 ณ เมืองยอกยาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีมติให้ปี 2562เป็นปีวัฒนธรรมอาเซียน โดยมอบให้ประเทศไทย เป็นผู้ประสานการจัดกิจกรรมร่วมกันในกลุ่มประเทศอาเซียน 10ชาติด้วยกันเอง และประเทศคู่เจรจา เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมอาเซียนสู่โลก



เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) นำทีมผู้บริหาร วธ.เดินสายเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-เมียนมา โดยเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระสังฆราช ดร. พระภัตทันตะ กุมารภิวังสา สมเด็จพระสังฆนายกแห่งเมียนมา เพื่อแสดงความขอบคุณที่สมเด็จพระสังฆราชได้เดินทางมาร่วมการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี 2562 ที่ประเทศไทยจัดขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ รมว.วธ.ของไทย ยังได้เจรจาความร่วมมือกับ นายตูระ อ่อง โก รมว.ศาสนาและวัฒนธรรมเมียนมา ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการพื้นที่แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม การขอยืมโบราณวัตถุของเมียนมามาจัดแสดงในประเทศไทย ตลอดจนแลกเปลี่ยนครู อาจารย์ และนักศึกษาทางด้านดนตรี นาฏศิลป์ ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยดี พร้อมทั้งศึกษาดูงานแหล่งโบราณสถานสำคัญ



เมียนมา เป็นประเทศที่มีวัดและพระสงฆ์จำนวนมาก โดยปัจจุบันมีพระสงฆ์กว่า5 แสนรูป มีโบราณสถานที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เพียงแห่งเดียว คือ “กลุ่มเมืองโบราณอาณาจักรพยู” ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ของเมืองโบราณศรีเกษตร เปียทะโนมโย และหะลินยี โดยการเดินทางจากย่างกุ้งของเมียนมา ไป เมืองแปร ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณศรีเกษตร ยังไม่สะดวกสบายเลย เพราะไปได้ด้วยรถไฟและรถยนต์เท่านั้น การเดินทางด้วยรถยนต์บนถนนที่ยังขรุขระ ระยะทาง 159 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย และที่นี่ ณ วันนี้ยังคงเห็นร่องรอยความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรพยู ในอดีตผ่านแนวกำแพงเมืองที่ก่อด้วยอิฐหนา ปรากฏเป็นหลักฐานยืนยัน และงานสถาปัตยกรรมเก่าแก่โดดเด่น ที่มีอายุ 2,000 กว่าปีมาแล้ว อาทิ เจดีย์บอบอจี เจดีย์รูปทรงกระบอก ขนาดสูงใหญ่สร้างด้วยอิฐ ว่ากันว่าเป็นต้นแบบของเจดีย์ทั้งหมดในเมียนมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าชาวพยูเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้อิฐและเทคโนโลยีอาคาร พื้นที่เมืองโบราณศรีเกษตรส่วนหนึ่งยังมีชาวบ้านอาศัยดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรมอยู่ และที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์โบราณคดีอาณาจักรศรีเกษตร ที่รวบรวมงานประติมากรรมที่บอกเล่าวิถีชีวิต ความเป็นมาของผู้คนไว้ด้วย เช่น พระพุทธรูปหินทราย โกศหินทรายบรรจุศพ เครื่องสัมฤทธิ์นักดนตรี และเครื่องประดับหินประคำ ดินประคำ เป็นต้น



มีโอกาสไปถึงเมียนมาทั้งที ต้องไม่พลาดที่จะไปสักการะมหาเจดีย์ชเวดากอง พระเจดีย์ทองคำขนาดใหญ่แห่งเมืองตะเกิง แม้วันนี้จะอยู่ระหว่างการบูรณะ แต่นักท่องเที่ยวก็ยังหลั่งไหลเข้าไปชื่นชมความสวยงามไม่ขาดสาย และหากใครต้องการไหว้พระ ขอพรทำธุรกิจการค้า ก็ต้องไปที่เจดีย์เยเลพญา เมืองสิเรียม ซึ่งเป็นเจดีย์กลางน้ำ มีตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างเมื่อราวพันกว่าปีก่อนในสมัยมอญเรืองอำนาจ โดยคหบดีชาวมอญซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะเล็ก ๆ กลางแม่น้ำที่กว้างใหญ่ นับจากวันนั้นจนวันนี้ไม่ว่าจะฝนตกหนักน้ำมากขนาดไหนก็ยังไม่เคยมีเหตุการณ์น้ำท่วมถึงเจดีย์เลยสักครั้งเดียว



อีกสถานที่หนึ่งที่คนไทยนิยมไป คือ มหาเจดีย์ หรือ มหาเซดี ตั้งอยู่ในเมืองพะโค หรือ เมืองหงสาวดีเดิม โดยมีลักษณะเป็นเจดีย์ใหญ่สูงเด่นตระหง่าน ฐานเป็นรูปทรงปิรามิดแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่สีขาว ซ้อนกันสูง 9 ชั้น ส่วนบนเป็นองค์เจดีย์ฐานทรงกลมสีทอง สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงหงสาวดี โดยที่นี่มีภาษาไทยเขียนไว้ด้วยว่าเป็น “จุดอธิษฐานชัยชนะ ของพระเจ้าบุเรงนอง”



นอกจากศาสนสถาน แหล่งโบราณสถานแล้ว ที่นี่ยังมี “พิพิธภัณฑ์เอกชนเมืองสิเรียม” สถานที่เก็บรักษาวัตถุโบราณ จัดตั้งโดย ดร. คิ่น ฉ่วย ประธานสมาคมพุทธศาสนิกชนนิกายเถรวาทแห่งเมียน ซึ่งภายในจัดแสดงโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุมีค่าต่างๆ กว่าหมื่นชิ้น อาทิ เครื่องปั้นดินเผาสมัยอาณาจักรพยู พระคัมภีร์โบราณ พระพุทธรูป งานไม้แกะสลัก เครื่องเขิน และภาพวาดสีน้ำมัน เพื่อรอการนำไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์มิงกาลาดอน กรุงย่างกุ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยจะแล้วเสร็จปลายปี 2562 ซึ่งจะเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย



“ ที่ผ่านไทยและเมียนมามีความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านโบราณคดี พิพิธภัณฑ์ จดหมายเหตุ และมีการศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ร่วมกันมาแล้ว และในอนาคตจะมีการศึกษาประวัติศาสตร์ร่วมกันอีก การมาครั้งนี้เราได้เห็นความต่อเนื่องหลังจากเมืองโบราณศรีเกษตร 1 ใน 3 ของอาณาจักรพยูได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรกดโลกแล้ว ซึ่งก็ต้องมีการพัฒนาต่อ และประเทศไทยมีประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จมากในโครงการทางวัฒนธรรมสร้างการกินดี อยู่ดี ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น เช่น การพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ทำให้ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าชมเกือบ 2 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ให้แก่ชาวสุโขทัยและกำแพงเพชรอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากทางเมียนมาต้องการคำปรึกษาจากประเทศไทย เราก็ยินดี” นายวีระ ย้ำ



                                                                                                                                                                                 ณัชชารีย์ วิเชียรรัตน์
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 25