อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563

ทปอ.แนะเลิกแยกสายวิทย์-สายศิลป์

ทปอ.เผยเด็กส่วนใหญ่ต้องการเรียนสายสังคม ขณะที่รัฐต้องการเด็กสายวิทย์ แนะมหา'ลัยปฎิรูปการการการเรียนการสอนใหม่ เสนอเลิกแยกสายวิทย์-สายศิลป์ พุธที่ 25 ธันวาคม 2562 เวลา 15.57 น.


เมื่อวันที่ 25ธ.ค.ดร.พีระพงศ์ ตริยเจริญ ผู้ช่วยเลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า จากฐานข้อมูลในระบบการสมัครคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ทีแคส ประจำปีการศึกษา 2563 พบว่ากลุ่มสาขาวิชาที่มีจำนวนการรับนิสิตนักศึกษาตามแผนมากที่สุดในแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลัย

มีดังนี้ กลุ่มทปอ.มีจำนวนรับนิสิตนักศึกษาตามแผนมากที่สุดคือ กลุ่มสาขาวิชามนุษยศาสตร์  สังคมศาสตร์  จำนวน 31,769 คน รองลงมา กลุ่มสาขาวิชาบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์  จำนวน 25,349 คน และกลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน  24,297 คน ส่วนกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.) กลุ่มสาขาวิชามนุษยศาสตร์  สังคมศาสตร์ จำนวน  14,880 คน และกลุ่มสาขาวิชาบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์  จำนวน 13,500 คน

ดร.พีระพงศ์  กล่าวต่อไปว่า สำหรับกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) กลุ่มสาขาวิชาบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์  จำนวน 11,045 คน  และกลุ่มสาขาวิชาวิศกรรมศาสตร์  7,265 คน  กลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน กลุ่มสาขาวิชาบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์  13,040 คน  และกลุ่มสาขาวิชามนุษยศาสตร์  สังคมศาสตร์  10,784 คน

ทั้งนี้จากข้อมูลเห็นว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะรับเด็กสายสังคมมากที่สุด เพราะเป็นความต้องการของผู้เรียน   ขณะที่รัฐบาลเป้าหมายของการพัฒนาประเทศต้องการให้เน้นผลิตเด็กสายวิทยาศาสตร์มากกว่าสายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์   โดยกำหนดสัดส่วนสายวิทย์ และสายสังคม  60 ต่อ40  ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องมีการปฎิรูปการจัดการการเรียนการสอนใหม่ แต่การเน้นทางด้านวิทยาศาสตร์ก็คงไม่ได้ไปเน้นการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ทั้งหมด เพราะเวลาเราออกไปทำงานนั้นจะต้องใช้ความรู้ทั้งทางด้านวิทย์และศิลป์
 
“หลักสูตรการเรียนการสอนในอนาคตจะต้องไม่แยกเป็นสายวิทย์และสายศิลป์ ยกเว้นต้องการเรียนเฉพาะด้านจริง ๆ อย่างไรก็ตามซึ่งเรื่องนี้ในทปอ.ก็ได้มีการพูดคุยกันและเห็นว่าการเรียนการสอนไม่ควรแยกสายวิทย์และสายศิลป์ ควรเรียนทั้ง 2 สายควบคู่กันไป” ดร.พีระพงศ์ กล่าว

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    13%
  • ไม่เห็นด้วย
    87%

บอกต่อ : 66