อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563

บุกศธ.จี้ยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน

‘โบว์-ณัฏฐา’ นำทีมนักเรียนยื่น 4 ข้อเรียกร้อง ศธ.ยกเลิกระเบียบทรงผมของนักเรียน พร้อมกำหนดบทลงโทษครูละเมิดสิทธิเด็ก ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563 เวลา 15.35 น.


เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส. ณัฏฐา มหัทธนา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ในฐานะครู ผู้ปกครอง พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท และกลุ่มเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย ได้มายื่นเสนอต่อนายนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศธ.และนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ. โดยเรียกร้องให้ ศธ.ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับครูที่กล้อนผมเด็ก ละเมิดสิทธิ ทำร้าย และล่วงละเมิดทางเพศ และประชาสัมพันธ์ Hotline สายด่วนการศึกษา1579 รับเรื่องร้องเรียนให้เป็นที่รู้จัก และทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กไทยทุกคน โดยมีนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ. มารับเรื่อง

ซึ่ง น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการลงโทษที่ละเมิดสิทธิเด็กหลายครั้ง เช่นกรณีสืบเนื่องจากกรณี น.ส.จตุพร คำเอี่ยม ผู้ปกครองนักเรียนหญิงชั้น ม.3 รร.ยางชุมน้อยพิทยาคม จ.ศรีสะเกษ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ลูกสาวถูกครูชายกล้อนผมและ ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ออกมายืนยันว่า ครูทำตามระเบียบของโรงเรียน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่สังคมได้รับทราบว่ามีการกล้อนผมเด็กในโรงเรียน หรือ มีการละเมิดสิทธิ ทำร้ายร่างกายและจิตใจนักเรียนในลักษณะต่างๆ

รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศที่เป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา และ ศธ.ก็มีกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพ ของนักเรียน เช่น ระเบียบศธ. ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียนปี 2563 ที่ระบุให้นักเรียนไว้ผมยาวได้ และระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษาที่ห้ามลงโทษด้วยวิธีรุนแรงหรือแบบกลั่นแกล้ง

น.ส.ณัฏฐา กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ตามระเบียบทรงผมของนักเรียนปี 2563 ระบุชัดเจนว่าสถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา หรือ คณะกรรมการบริหารโรงเรียน อาจวางระเบียบทรงผมที่มีความเฉพาะเจาะจงได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบของกระทรวงฯดังกล่าว และในระเบียบว่าด้วยการลงโทษก็ระบุให้มีการลงโทษได้ 4 สถาน คือ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ หรือทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

จึงเป็นที่ชัดเจนว่าผู้บริหารโรงเรียนดังกล่าวไม่ได้ควบคุมการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎกระทรวงฯ ทั้งเรื่องระเบียบทรงผมและการลงโทษนักเรียน ครูที่กล้อนผมเด็กได้กระทำความผิดกฎหมายอาญาฐานทำร้ายร่างกาย หากไม่มีการดำเนินการขั้นเด็ดขาด ก็หมายความว่า ศธ.ขาดความสามารถในการบริหารระบบการศึกษาที่จะทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยของนักเรียน

“ดิฉันขอเสนอให้ รมว.ศธ.และ ปลัดศธ.ได้มีนโยบาย ดังนี้1. ดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาดในกรณีนี้ และในอนาคตต่อครูที่มีพฤติกรรมละเมิดสิทธิ ทำร้ายร่างกายและจิตใจของเด็กในทุกกรณี 2. ในกรณีที่มีความผิดตามกฎหมายอาญา ให้ศธ.สามารถเป็นที่พึ่ง ด้วยการจัดการให้มีผู้ช่วยแจ้งความหรือฟ้องร้องดำเนินคดีตามความประสงค์ของผู้ถูกละเมิด เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

3.ประชาสัมพันธ์สายด่วน 1579เพื่อให้นักเรียนทุกคนทราบว่ามีช่องทางที่สะดวกปลอดภัยในการร้องเรียนการละเมิดต่อ ศธ.โดยตรง และ 4.ปรับปรุงระเบียบของกระทรวงในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้มีบทลงโทษต่อครูและผู้บริหารโรงเรียนที่ดำเนินการผิดระเบียบ โดยเฉพาะการลงโทษนักเรียนด้วยวิธีละเมิด เพราะโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน” น.ส.ณัฏฐา กล่าว

ด้านตัวแทนกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนของนักเรียนทั่วประเทศ ขอให้ศธ. ยกเลิกระเบียบทรงผม ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของนักเรียน เพราะการไว้ผมสั้นหรือผมยาวไม่ได้การันตีว่า เด็กจะเรียนเก่งขึ้น ทั้งนี้พวกตนรู้ดีว่า ศธ. อนุญาตให้นักเรียนไว้ผมยาวได้แล้ว แต่ก็ยังให้อำนาจกับโรงเรียนในการกำหนดหลักเกณฑ์ทรงผม ซึ่งในช่วงเปิดภาคเรียนที่ผ่านมาทางกลุ่มได้รับเรื่องร้องเรียนจากเด็กที่ถูกกล้อนผมมาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น นอกจะขอให้ยกเลิกระเบียบทรงผมแล้ว ขอให้มีการอออกกฎลงโทษ ผู้ที่กระทำรุนแรงกับเด็กด้วย โดยขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวจำนวน 58 คน ซึ่งหาก ศธ.ไม่มีการดำเนินการใดๆ ทางกลุ่มซึ่งจะไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้

ส่วนตัวแทนกลุ่มเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบปัญหาสถานศึกษา ในกลุ่มภาคตะวันออก ทำการลิดรอดสิทธิเด็ก อาทิ วิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่ง ทำการตัดผมเด็ก โดยไม่มีการว่ากล่าวตักเตือน และเป็นการตัดในลักษณะกลั่นแกล้ง ให้อับอาย เช่น ตัดเป็นขั้นบันได เป็นต้น ขณะที่โรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งมีกรณีครูบังคับให้นักเรียนก้มกราบ ซึ่งเด็กได้นำเรื่องนี้ไปโพสต์ในโซเชียล ทำให้ครูเกิดความไม่พอใจ เรียกเด็กมากราบขอขมา และบังคับให้ลาออกจากโรงเรียน ซึ่งทั้งสองกรณีถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ดังนั้นจึงอยากให้ศธ. ตระหนักถึงการกำหนดบทลงโทษคนที่ละเมิดสิทธิเด็ก

ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า ตนรับข้อเสนอของทั้ง 3 กลุ่ม โดยเร็ว ๆ นี้จะนัดประชุมหา แนวทางแก้ปัญหากับทุกภาคส่วน ทั้ง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งเกี่ยวข้องในเรื่องของสิทธิมนุษยชน หน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด ทั้งนี้ ตนเข้าใจสิ่งที่นักเรียนเรียกร้อง แต่ทุกอย่างต้องเป็นข้อตกลงร่วมกัน เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่ฝึกระเบียบวินัย เตรียมความพร้อมของคน ที่จะออกมาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม ที่ต้องมีกติกา ไม่มีใครได้ตามข้อเรียกร้องทั้ง 100% เชื่อว่าถ้ามีการพูดคุย และปรับจูนเข้าหากันคนละครึ่งทางก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้.


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    64%
  • ไม่เห็นด้วย
    36%

บอกต่อ : 45