อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2563

'คุรุสภา'จ่อฟ้องสารสาสน์ราชพฤกษ์ ปมไร้'ตั๋วครู'300ราย

"คุรุสภา" เตรียมฟ้องร้อง "สารสาสน์ราชพฤกษ์" ครูไร้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพกว่า 300 คน ส่วนปัญหาตรวจสอบคนไหนครูคนไหนพี่เลี้ยง ได้กำหนดยูนิฟอร์มให้แตกต่างชัดเจน ศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2563 เวลา 17.11 น.


เมื่อวันที่ 2 ต.ค. นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพครู (กมว.) คุรุสภา เปิดเผยถึงกรณีการตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ว่า ตามที่ทางคุรุสภาได้มีการตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ของครูโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ จำนวนเกือบ 400 คน พบว่ามีครูที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่ถูกต้องประมาณ 98 คน เท่านั้น ซึ่งในแง่กฎหมายทางคุรุสภาสามารถฟ้องดำเนินคดีกับทางสถานศึกษา และครูได้ เนื่องจากมีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ตามมาตรา 43 กำหนดไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาตแสดงว่า ถ้าสถานศึกษาใดนำคนที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูมาสอนในสถานศึกษา ถือว่าทั้งสถานศึกษาและครูมีความผิด ดังนั้น ขณะนี้ทางคุรุสภากำลังดำเนินการตรวจสอบว่าจะฟ้องร้องใครบ้าง แต่ที่แน่ๆ ฟ้องสถานศึกษาอย่างแน่นอน เพราะมีหลักฐานชัดเจน ส่วนเรื่องการฟ้องร้องทำร้ายร่างกายเด็กนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองในการฟ้องร้องดำเนินคดี

"ครุสภาจะมองในส่วนของการตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งหากจะต้องเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ต้องนำเรื่องเข้าเสนอ กมว. เป็นผู้พิจารณาเพิกถอน และถ้าครูทุกคน รวมถึงครูต่างชาติได้รับมอบหมายให้สอนหนังสือในโรงเรียนดังกล่าว แต่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ เราจะเล่นงานสถานศึกษาแน่นอน โดยการเล่นงานในที่นี่ จะต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายในขอบเขตอำนาจที่มีอยู่ และเรื่องนี้ ครุสภาคงไม่ได้ตรวจสอบเพียงโรงเรียนสารสาสน์แห่งเดียว แต่จะขยายผลไปยังโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ" นายเอกชัย กล่าว

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาของผู้ปกครองที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าคนไหนเป็นพี่เลี้ยง คนไหนเป็นครูผู้สอนนั้น ขณะนี้ได้หารือกับทางเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนให้มีการกำหนดยูนิฟอร์มของพี่เลี้ยงกับครูผู้สอนให้แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ปกครองได้รู้ว่าใครเป็นพี่เลี้ยง ใครเป็นครู และหากผู้ปกครองเห็นพี่เลี้ยงมาทำหน้าที่ครูผู้สอนสามารถแจ้งมายังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้ เป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้โรงเรียนนำคนอื่นมาเป็นครู นอกจากนั้น ในการรับพี่เลี้ยงนั้น ระเบียบของ สช. มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน ว่าห้องเรียนต้องมีพี่เลี้ยงสัดส่วนเท่าใด แต่ยังไม่มีการกำหนดคุณสมบัติชัดเจน ซึ่งกมว.จะเสนอแนะให้มีการอบรมพัฒนาพี่เลี้ยง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อจะได้พี่เลี้ยงที่มีคุณภาพ เข้าใจ ดูแลเด็กได้ และต้องมีการแสดงใบการอบรมพัฒนาต่างๆ ร่วมด้วย ขณะเดียวกันสถานศึกษาต้องมีหลักฐานว่าได้อบรมตามหลักสูตรที่มีอยู่

ประธานกมว. กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นจะทำให้การกำกับดูแลครูมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และขอยืนยันว่าครูในประเทศมีเพียงพอ ไม่ได้ขาดแคลน แต่บางสถาบันการศึกษาที่ไปจ้างคนที่ไม่ตรงวุฒิครูมาสอน หรือให้พี่เลี้ยงมาสอน เพราะต้นทุนไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ กมว. ได้ลงมติเราจะพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย ซึ่งเดิมมีมาตรฐานเรื่องนี้อยู่แล้วแต่จะมีการออกมาตรฐานเพิ่ม และมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ

"การประกอบธุรกิจทางการศึกษา หลายคนอาจบอกว่าไม่ได้มุ่งหวังผลกำไร แต่ถ้าใครที่มุ่งหวังผลกำไรเพื่อความอยู่รอด แต่ก็ขอให้คำนึงถึงคุณภาพที่จะยื่นให้แก่ผู้ปกครองด้วย นั่นคือ ถ้าท่าน เก็บค่าเล่าเรียนสูง และสูงเกินกว่าปกติ ก็ควรจะมีจิตสำนึกความรับผิดชอบถึงคุณภาพที่ท่านจะให้กับผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานมาเรียนร่วมด้วย" นายเอกชัย กล่าว

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 72