อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

"สิงห์สยามโพล"สำรวจปชช.ต้องการวัคซีนไฟเซอร์

"สิงห์สยามโพล" ชี้ผลสำรวจปชช.ต้องการวัคซีนยี่ห้อไฟเซอร์มากที่สุด และมองว่าหากยังไม่ได้ฉีดวัคซีนจะยังไม่เข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมทางการเมืองมากถึงร้อยละ 56.5 พฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน 2564 เวลา 13.04 น.

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ผศ.ดร.จิดาภา ถิรศิริกุล คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และ ผศ.ดร.ชาญชัย จิตรเหล่าอาพร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยสาขารัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์สิงห์สยามโพล ร่วมแถลงการณ์เรื่อง "สถานการณ์ความต้องการวัคซีนในประเทศไทย" ซึ่งเป็นการสำรวจข้อมูลระหว่างวันที่ 16-20 มิ.ย.64 ด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากประชาชนในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตภาคกลางที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,093 หน่วยตัวอย่าง โดยใช้การสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบหลายขั้นตอน โดยเบื้องต้นใช้วิธีการแบบง่าย กำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0 เพื่อเลือกพื้นที่ในการเก็บข้อมูลในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตภาคกลางดำเนินการเก็บข้อมูลโดยการสุ่มแบบบังเอิญ เพื่อเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

ข้อค้นพบจากการสำรวจที่น่าสนใจ คือ ด้านความต้องการฉีดวัคซีนยี่ห้อ พบว่า กลุ่มประชากรตัวอย่างส่วนใหญ่มีความต้องการฉีดวัคซีนยี่ห้อไฟเซอร์มากที่สุด (ร้อยละ 31.8) รองลงมาคือ ซิโนแวค (ร้อยละ 16.5) แอสตราเซเนกา (ร้อยละ 15.4) จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (ร้อยละ 15.2) ซิโนฟาร์ม (ร้อยละ 9.1)  โมเดอร์นา (ร้อยละ 6.0)  อื่นๆ (ร้อยละ 4.5) และลำดับสุดท้ายคือ สปุตนิกV (ร้อยละ 1.6) ทั้งประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีสถานภาพเป็นชนชั้นกลางในชุมชนเมือง ซึ่งอยู่ในช่วงวัยทำงาน มีอายุระหว่าง 31-50 ปี (ร้อยละ 63.4) สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี (ร้อยละ 39.7) และมีรายได้ระหว่าง 15,001–25,000 บาท (ร้อยละ 47.2) โดยประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 68.3 ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

และพบว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามนี้สนับสนุนและพร้อมให้ความร่วมมือในการฉีดวัคซีนมากถึงร้อยละ 66.6 แต่กลับพบว่ามีความเชื่อมั่นถึงประสิทธิผลของวัคซีนที่ฉีดหรือต้องการจะฉีดเพียงระดับปานกลาง ร้อยละ 54.5 เท่านั้น ซึ่งแสดงถึงการขาดความเชื่อมั่นอย่างมากต่อวัคซีน ขณะเดียวกันยังขาดความเชื่อมั่นต่อระบบการฉีดวัคซีนของรัฐบาลอย่างมาก โดยพบว่ามีเพียง ร้อยละ 13.6 เท่านั้น สอดคล้องกับระดับความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาลในการจัดการวัคซีนว่ามีประสิทธิภาพเพียง ร้อยละ 7.7 เช่นกัน ซึ่งเป็นผลจากขาดการรณรงค์ประชาสัมพันธ์การฉีดวัคซีนของรัฐบาลอย่างประสิทธิภาพที่อยู่ในระดับน้อย คิดเป็นร้อยละ 38.1 เท่านั้น อย่างไรก็ดีประชาชนมีแนวโน้มที่เชื่อว่าการฉีดวัคซีนเป็นภูมิคุ้มกันหมู่นำไปสู่การเปิดประเทศและการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 39.8 และรองลงมาคือ มาก คิดเป็นร้อยละ 37.4 ทั้งนี้ ระดับความเชื่อมั่นต่อการแสดงบทบาทหรือศักยภาพขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการฉีดวัคซีนก็ปรากฏเพียง ร้อยละ 13.7 ในส่วนประเด็นการมีส่วนร่วมทางการเมือง พบว่า การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าหากยังไม่ได้ฉีดวัคซีนจะยังไม่เข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมทางการเมืองมากถึงร้อยละ 56.5

นอกจากนี้ได้วิเคราะห์ผลสำรวจพบว่า ประชาชน ได้เสนอแนะแนวทางให้กับภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหา เป็น 3 แนวทาง คือ 1. ภาครัฐควรให้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนอย่างถูกต้องและครบถ้วน ได้แก่ คุณสมบัติ ข้อดี ข้อเสีย ความเหมาะสมกับผู้ใช้ของวัคซีนแต่ละยี่ห้อ กระบวนการขั้นตอนในการลงทะเบียนเข้าฉีดวัคซีน ช่วงเวลาและจำนวนวัคซีนที่มี 2. ภาครัฐควรสร้างความมั่นใจถึงความปลอดภัยและประโยชน์ที่ได้จากการเข้ารับการฉีดวัคซีนทั้งแก่ตนเองและสังคมโดยรวม 3. ภาครัฐควรกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัคซีนให้เกิดความชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 33