อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม 2564

‘อนุวัต-ฐปณีย์’เกิดมาเพื่อเป็นคนข่าว - เปรียบมวย

หากเอ่ยชื่อนักข่าวโทรทัศน์คนดังในยุคนี้ แน่นอนว่าต้องมีชื่อ อนุวัต เฟื่องทองแดง แห่งช่อง 7 และ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย แห่งช่อง 3 รวมอยู่ด้วย เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่ทั้ง 2 คนนี้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำข่าว อังคารที่ 8 เมษายน 2557 เวลา 06.00 น.

“นักข่าว” อาชีพที่นอกจากต้องรอบรู้ ก้าวทันข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังต้องอดทนเป็นอย่างมาก กว่าจะได้ข่าวมาแต่ละชิ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเป็นการทำข่าวในสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ นักข่าวต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ข่าวมา ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองด้วย หากเอ่ยชื่อนักข่าวโทรทัศน์คนดังในยุคนี้ แน่นอนว่าต้องมีชื่อ อนุวัต เฟื่องทองแดง แห่งช่อง 7 และ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย แห่งช่อง 3 รวมอยู่ด้วย เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่ทั้ง 2 คนนี้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำข่าว และกลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์กันได้เพียงชั่วข้ามคืน

อนุวัต รายงานข่าวด้วยสติ

อนุวัต เฟื่องทองแดง เหยี่ยวข่าวคนสำคัญของช่อง   7 สี เจ้าของรางวัลโทรทัศน์ทองคำ “ผู้สื่อข่าวดีเด่น” ที่โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืนกับเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างนักศึกษากับกลุ่ม นปช. ที่ ม.รามคำแหง เมื่อปลายปี พ.ศ. 2556 ด้วยลีลาการรายงานข่าวแบบสด ฉับไวทันเหตุการณ์ และต้องหมอบคลานหนีตายในเวลาเดียวกัน ภาพนั้นจึงถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในโลกโซเชียล

อนุวัต ยอมรับว่า ช็อกกับการถูกพูดถึงมากในชั่วข้ามคืน เพราะถือเป็นการทำงานตามปกติ ทีมข่าวคนอื่น ๆ ของช่อง 7 ก็เจอเหตุการณ์หนัก ๆ เหมือนกัน ในวันนั้นอนุวัตได้รับมอบหมายให้เอาเครื่องออกอากาศสดติดตัวไปด้วย จึงสามารถรายงานเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที เมื่อนักศึกษา รอบข้างวิ่งหนีตาย ตัวเขาเองเลยต้องหลบไปด้วยเพื่อความปลอดภัย นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ระทึกที่เพิ่งเคยเจอ แต่ในสมรภูมิข่าว อนุวัตต้องเผชิญเหตุการณ์สำคัญและเสี่ยงตายมาแล้วนับไม่ถ้วน เมื่อเหตุการณ์คับขันแต่ต้องรายงานข่าวไปด้วย อนุวัตจึงยึดหลัก “ตาดู หูฟัง สมองคิด ปากพูด” อยู่เสมอ และสิ่งสำคัญในการรายงานข่าวทุกสถานการณ์นั่นคือ สติ

ด้วยความที่อาชีพนักข่าว ไม่ใช่อาชีพที่ได้ค่าตอบแทนสูง อนุวัตจึงไม่เคยคิดอยากเป็นนักข่าว จึงเริ่มทำงานด้วยการเป็นคนทำสารคดีที่แปซิฟิก แต่ด้วยนิสัยอยากรู้อยากเห็น จึงค้นพบตัวเองว่า อยากเป็นนักข่าว อยากมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญ จึงขอย้ายตัวเองจากการทำสารคดีมาทำข่าว แต่บนถนนคนทำข่าวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด จากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องข่าว แถมไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง ผลการเรียนจบมาแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ จึงต้องทำการฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอย่างหนักในช่วง 6 เดือนแรก ท่ามกลางความกดดันสารพัด เมื่อฝึกวิทยายุทธ์ข่าวที่แปซิฟิกอยู่ 2 ปี จากคนข่าววิทยุก็ผันตัวมาเป็นคนข่าวโทรทัศน์ที่ไอทีวี จนกระทั่งไอทีวีปิดตัวลง จึงมาอยู่ที่ช่อง 7

’การทำงานด้านข่าวนี้ จริง ๆ เราชอบ แต่เราปฏิเสธตัวเอง เพราะคิดแค่ว่าเป็นนักข่าวจน เรายังไม่รู้ใจตัวเอง จนเราได้มาสัมผัสข่าวจริง ๆ ถึงได้รู้ว่า นี่แหละคือตัวเรา ก็เลยทำข่าวมาตลอด“

ตลอดการเป็นนักข่าวมา 10 กว่าปี เขาไม่เคยประหม่ากับคำถามที่จะต้องถามแหล่งข่าว ส่วนหนึ่งคงมาจากบุคลิกที่มีความกล้ามากกว่ากลัว ที่ผ่านมาเคยโดนทั้งแหล่งข่าวด่า โดนไล่กลับบ้าน แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ท้อต่อการทำงานแต่อย่างใด จนมาถึงวันนี้อนุวัตไม่ใช่เพียงแค่นักข่าวธรรมดา แต่กลายมาเป็นผู้ประกาศข่าวและพิธีกรที่ประสบความสำเร็จ กับรายการ “อนุวัตจัดให้” ทำให้หลายคนที่เคยปรามาสเขาไว้เมื่อในอดีตถึงกับอึ้ง ไม่คิดว่าเขาจะเดินมาไกลได้ขนาดนี้

ในการทำข่าวทุกวันนี้ มีการแข่งขันกันสูงมาก ทั้งความรวดเร็ว และความถูกต้อง แต่ก็ถือเป็นข้อดีของผู้บริโภคที่จะได้มีทางเลือกในการเสพข่าว หลักในการทำงานของอนุวัต จึงทำทุกอย่างให้เต็มที่ ลุยทุกอย่างให้สุด ๆ ก่อนจะทิ้งท้ายไว้ว่า ใครที่อยากจะเป็นนักข่าว ต้องถามตัวเองว่า ใจรักหรือเปล่า ถ้าใจไม่รักจะอยู่ในอาชีพนี้ไม่ได้แบบยั่งยืน และยิ่งถ้ามีคนพูดถึงข่าวที่เราทำ ก็จะทำให้หายเหนื่อย และรู้สึกมีความสุข

ฐปณีย์ หญิงเหล็กแห่งวงการข่าว

ภาพของนักข่าวสาวที่ลุยไปทุกสถานการณ์ของ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย จากรายการ “ข่าวสามมิติ” ช่อง 3 ยังคงติดตาผู้ชมคนเสพข่าว แม้การรายงานข่าวแต่ละครั้งของฐปณีย์จะอยู่ในที่ที่ลำบาก แต่เจ้าตัวก็พูดเต็มปากว่ามีความสุขและสนุกกับการทำงาน ข่าวแต่ละเหตุการณ์เป็นเรื่องท้าทายความสามารถ ทำให้การทำงานไม่น่าเบื่อ ถึงแม้จะเป็นวันหยุดพัก แต่หากมีเหตุการณ์ที่สำคัญ ความรู้สึกอยากจะไปทำข่าวก็จะลุกโชนเข้ามาในตัว เพราะค้นพบตัวเองว่า “ขาดข่าวไม่ได้” ฐปณีย์ จึงยอมรับว่า “ตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นคนข่าว” เพราะหากไม่ยืนอยู่ในอาชีพนี้ ยังนึกไม่ออกว่าตัวเองจะไปทำอะไร

หลายครั้งที่การรายงานข่าวต้องเจอกับสภาวะความกดดัน ทั้งเรื่องของการเมือง ภัยพิบัติ การสืบสวนสอบสวน โดยเฉพาะข่าวที่ต้องเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่น ข่าวแต่ละข่าวที่ทำออกไปจึงต้องมั่นใจในพยานหลักฐาน ต้องศึกษาข้อกฎหมาย และการทำข้อมูลอย่างรอบคอบ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความกดดันคลายลง ทุกข่าวที่ทำต้องยึดสติเป็นที่ตั้ง

ถึงแม้จะเป็นนักข่าวสาวตัวเล็ก ๆ แต่ก็ผ่านการทำข่าวที่มีอันตรายมาทุกรูปแบบ เสี่ยงโดนระเบิดและแก๊สน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ฐปณีย์รู้สึกไม่ชอบ คือการคุกคามจากสิ่งที่มองไม่เห็น อย่างเช่น การถูกลอบทำร้าย ถูกตั้งค่าหัว ถูกขู่ฆ่า แต่ก็ไม่ได้ทำให้กลัว ถือเป็นแรงขับให้สู้ และท้าทายค้นหาความจริงออกมาสู่สังคมให้ได้

’การทำข่าวในสถานการณ์ทางการเมืองนั้น เขาอาจจะไม่ชอบตัวเรา องค์กร รายการของเรา หรือด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ อาจจะแสดงคำพูดหรือท่าทีที่ไม่พอใจ ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น อย่าไปมองว่าใครมาด่าเรา เราก็ต้องยิ้มและรับฟังด้วยเหตุและผล“

ด้วยความที่เป็นคนสู้ไม่ถอย ลุยทุกสถานการณ์ จนหลายคนยกให้เป็น “นักข่าวสาวจอมอึด” ก็สร้างความภาคภูมิใจให้กับเธอไม่น้อย แต่บางครั้งการทำข่าวถูกหยุดด้วยอิทธิพลมืด ในใจอาจจะต่อต้าน แต่ก็ต้องดูเหตุผลด้วยว่าทำไปแล้วจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง แม้บางครั้งจะฝืนความรู้สึกของตัวเอง

การเป็นนักข่าวตลอดระยะเวลากว่า 13 ปี จากนักข่าววิทยุที่สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น มาเป็นนักข่าวโทรทัศน์ที่ไอทีวี จนปัจจุบันมาอยู่ที่ช่อง 3 และเป็นที่รู้จักมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้ฐปณีย์ภูมิใจที่สุดคือข่าวมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือคนในสังคม เช่น ข่าวการค้ามนุษย์ ข่าวน้ำท่วม ข่าวสึนามิ เป็นต้น แม้บางครั้งไม่ใช่ข่าวใหญ่โต แต่มีส่วนผลักดันในการแก้ไขปัญหาในเรื่องต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่ได้จากงานข่าว ถือเป็นรางวัลชีวิต

ความรักในงานข่าว ก่อให้เกิดเป็นพลังและกำลังใจในการทำ งานได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นค่าตอบแทนจึงไม่ใช่ที่สุดของการทำข่าว ซึ่งสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าค่าตอบแทนใด ๆ คือ การได้ทำหน้าที่ “เป็นกระบอก เสียงของประชาชน”.

กัญญาณัฐ



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 0