อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 เมษายน 2563

หลานนายผีโต้มโนทวง'หงา' คนตุลาหนุนเปิดพิพิธภัณฑ์

"คนเดือนตุลาฯ-ปธ.กก.มูลนิธิ 14 ตุลา" หนุนสร้าง "พิพิธภัณฑ์นายผี" เพื่อเตือนสติคนรุ่นหลัง ขณะที่ "หลานนายผี" โต้พวกวิจารณ์มั่ว หาว่าทวงสมบัติจาก "หงา" ย้ำเป็นสมบัติที่มีคุณค่าทางจิตใจ พุธที่ 14 ตุลาคม 2558 เวลา 04.21 น.

จากกรณีที่ "เดลินิวส์ออนไลน์" ได้รับการเปิดเผยจากนายโกลิศ พลจันทร บุตรคนที่ 2 ของ "นายผี-อัศนี พลจันทร" กวีและผู้ประพันธ์เพลงเดือนเพ็ญ (คิดถึงบ้าน) ว่าตอนนี้กำลังรวบรวมผลงาน ข้าวของเครื่องใช้ของพ่อที่อยู่กระจัดกระจาย มาจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ต.ค. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 14 ต.ค 2516 ก็ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ โดย นพ.วิชัย โชควิวัฒ ประธานกรรมการมูลนิธิ 14 ตุลา กล่าวหลังร่วมพิธีวางพวงมาลาและสดุดีในงานรำลึก 14 ต.ค.ว่า รู้สึกยินดีที่จะมีการจัดตั้ง "มูลนิธินายผี" ขึ้น เพราะว่านายผีเป็นกวีคนสำคัญของไทย นอกจากความสามารถด้านกวีที่โดดเด่นแล้ว ยังเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ มีจุดยืนที่เคียงข้างประชาชน ใช้บทกวีในการต่อสู้หรือเป็นนักรบวรรณกรรม ทำเพื่อประเทศชาติ

"ท่านต่อสู้มาก่อนและมีจิตวิญญาณ เจตนารมณ์เดียวกัน ในการสู้เพื่อประชาธิปไตย หากมีการขอความร่วมมือ ทางมูลนิธิ 14 ตุลาฯก็พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่"นพ.วิชัยกล่าว

ทางด้านนางละเมียด บุญมาก ญาติวีรชน 14 ตุลา บอกว่า การตั้งพิพิธภัณฑ์ "นายผี-อัศนี พลจันทร" เป็นเรื่องที่ดี อนุชนรุ่นหลังจะได้เรียนรู้ว่า ในสมัยก่อนมีการเสียสละเพื่อคนไทยขนาดไหน เพราะทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่

ขณะเดียวกัน หลังมีการเสนอข่าวดังกล่าวไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวอย่างมากมายผ่านหน้าเว็บไซต์เดลินิวส์ออนไลน์ ซึ่งมีทั้งเชิงที่เห็นด้วย สนับสนุนขอให้ทำสำเร็จ แต่อีกส่วนหนึ่งก็แสดงความไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า ไม่ควรออกมาทวงสมบัติผ่านสื่อ ทำให้เหมือนเป็นการชวนทะเลาะ เพราะสมบัติที่ยกให้คนอื่นแล้วก็ขาดกัน ไม่ใช่มโนว่าเป็นของตน ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นคัดค้าน เพราะเป็นแค่การรวบรวมผลงาน ข้าวของเครื่องใช้ของนายผี ไม่ใช่เป็นการทวงมรดกสมบัติ และไม่ใช่เรื่องการชวนทะเลาะแต่อย่างใด ถึงขนาดมีการตั้งคำถามว่า "กลัวอะไร-ร้อนตัวอะไร" และการที่ใครครอบครองไว้ ก็คืนกลับมามาให้เขา เพื่อมาอยู่แห่งเดียวกัน ดีกว่าอยู่กระจัดกระจาย

ทั้งนี้มีผู้ใช้เพจ "ปาริชาติ พลจันทร" ซึ่งแสดงตนว่าเป็นบุตรสาวของนายโกลิศ พลจันทร บุตรคนที่ 2 ของ "นายผี-อัศนี พลจันทร" ออกมาระบุว่า "การทวงสมบัตินั้น สมบัติแบ่งได้หลายประเภท ทั้งเป็นของมีค่า เช่น ทรัพย์สิน เงินทอง ข้าวของต่างๆ ที่สามารถซื้อขายได้และซื้อขายไม่ได้ แต่มีคุณค่าทางจิตใจ (ในกรณีนี้เป็นข้าวของเครื่องใช้ที่ซื้อขายไม่ได้ แต่มีคุณค่าทางจิตใจ ลูกหลานต้องการสิ่งของเหล่านี้กลับมา เพื่อให้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ แต่คุณพ่อไม่สามารถติดต่อกับทาง "หงา คาราวาน" และบุคคลอื่นได้ เมื่อทางสื่อมาติดต่อขอสัมภาษณ์ท่านเลยขอประกาศในสิ่งที่ท่านสมควรจะต้องทำ และสมบัติที่กล่าวไว้ เป็นของตระกูล ไม่ได้มีการมโนเอาเอง สมบัติที่คุณย่ามอบให้ "หงา คาราวาน" และบุคคลท่านอื่นไปแล้ว ทางเราซึ่งเป็นลูกหลาน ก็ไม่มีสิทธิ์จะไปเอาคืนได้ ยกเว้นท่านทั้งหลายเหล่านั้น จะเมตตาและเห็นว่าสิ่งของเหล่านั้น สมควรกลับไปรวมกันในที่ที่ควรอยู่"

ขณะที่ผู้ใช้นามว่า "เก๋ซ่าส์ เด็กบ้านนอก" ก็ออกมาระบุว่า การที่ลูกหลานมาขอรวบรวมเอกสารสำคัญ อัฐิ และรูปคืน เพื่อให้ลูกหลานไว้ดูต่างหน้า เชิดชูความดีของนายผี ก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ให้คนทั้งประเทศดูประวัติศาสตร์ของไทยสมัยก่อน อย่างนี้เขาเรียกว่า มโนเหรอ

ต่อมานายโกลิศ พลจันทร ให้สัมภาษณ์ "เดลินิวส์ออนไลน์" ว่า ได้อ่านถึงผลตอบรับหลังจากข่าวได้นำเสนอไปแล้ว ซึ่งมีทั้งผู้ที่เข้าใจในเจตนา ว่าตั้งใจที่จะนำข้าวของเครื่องใช้ หรือสิ่งต่างๆ ของคุณพ่อมาเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้มีเจตนาที่จะทวงสมบัติ หรือยุยงให้เกิดการทะเลาะกัน และที่ลูกสาวของตนเข้าไปโต้ตอบผ่านทางเฟซบุ๊ก เพราะอยากให้ทุกคนเข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของตน

เมื่อถามว่า "หงา คาราวาน" ได้ติดต่อกลับมาหรือยัง นายโกลิศ บอกว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อ แต่ก็แอบกังวลว่า "หงา" จะคิดยังไง เพราะไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว อยากให้มาพูดคุยกัน เพราะไม่รู้ว่ายังเก็บของดังกล่าวไว้อยู่หรือไม่ หรือว่าหายไปแล้ว แค่อยากคุยกันว่า ตอนนี้เหลืออะไรบ้าง หรือถ้าบุคคลใดมีหนังสือหรือสิ่งของอะไรที่เกี่ยวกับคุณพ่อ และอยากนำมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ก็สามารถติดต่อตนได้

......................................
ข่าวที่เกี่ยวข้อง...

'ลูกนายผี'ทวงสมบัติพ่อคืน 'กระเป๋าใส่อัฐิ-รูป'อยู่กับหงา



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 572