อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

'ริชชี่' สานต่อคำสอน 'พ่อ' พัฒนาพื้นที่ดอยปู่หมื่น

“ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส” นักแสดงสาว ทายาทรุ่นที่สามของคุณตา “จะฟะ ไชยกอ” ที่โอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในหลวง ร.9 เมื่อครั้งที่เสด็จฯ ดอยปู่หมื่น ต.แม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ อาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2560 เวลา 07.10 น.

เมื่อปลายปีที่แล้วคนไทยเกิดความประทับใจ เมื่อได้รับรู้เรื่องราวครอบครัวของนักแสดงสาว ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส วัย 23 ปี หลังจากได้เห็นริชชี่สวมชุดชาวเขาเผ่าลาหู่ ร่วมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง ร.9 ที่ศาลากลาง จ. เชียงใหม่ ร่วมกับชาวเขาอีก 5 เผ่า ต่อมาทราบว่าเธอมีเชื้อสายชนเผ่าลาหู่ ทายาทรุ่นที่สามของคุณตา จะฟะ ไชยกอ ผู้ที่ได้โอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในหลวง ร.9 เมื่อครั้งที่เสด็จฯ ดอยปู่หมื่น ต.แม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ พร้อมรับพระราชทานชาต้นแรกมาปลูกทดแทนฝิ่น นับแต่นั้นมาครอบครัวไชยกอ ก็ได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานต่าง ๆ และความเป็นอยู่ของชาวบ้านอยู่เสมอ รวมทั้งครอบครัวไชยกอยังมีภาพปรากฏด้านหลังธนบัตรฉลองครบรอบ 84 พรรษา เมื่อปีพ.ศ. 2554 เมื่อครั้งที่ครอบครัวไชยกอเฝ้าฯรับเสด็จ ในหลวง ร.9 เมื่อปี พ.ศ.2527 นั่นเอง เรื่องราวของครอบครัวริชชี่จึงสร้างความประทับใจคนไทยหลายคนอย่างมาก

วันนี้ ดาวต่างมุม มีโอกาสพูดคุยกับริชชี่นับตั้งแต่วันที่ริชชี่มีโอกาสบอกเล่าพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 ที่มีต่อครอบครัวเธอและพี่น้องชาวเขา รวมทั้งผลงานในวงการบันเทิงหลังเรียนจบปริญญาตรี จากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หมาด ๆ มีทิศทางอย่างไรต่อไป ติดตามได้ในบทสัมภาษณ์


 ตอนนี้เรียนจบแล้ว แพลนงานในวงการต่อไปเป็นอย่างไรบ้าง?

“ใช่ค่ะ ริชชี่เพิ่งรับปริญญาไปรู้สึกทุกอย่างผ่านไปเร็วจังเลย แต่เราก็รู้สึกภูมิใจมากที่ทำสำเร็จเรียนจบพร้อมเพื่อน ๆ ยิ่งช่วงเวลาที่เราเดินเข้าไปในหอประชุม เหมือนมีมนต์ขลังจริง ๆ ถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตของเรามากค่ะ หลังจากนี้ริชจะกลับมารับงานในวงการเต็มที่ เพราะที่ผ่านมาเราขอพี่เอ-ศุภชัย มาเยอะแล้ว ที่ผ่านมารับละครปีละ 1 เรื่อง พอเรียนจบพี่เอก็มาถามหนูนะคะว่าจะเรียนต่อปริญญาโทเลยไหม(หัวเราะ) เพราะพี่เอดูแลเราเหมือนลูกหลานเขาจริง ๆ เขาจะห่วงเราทุกอย่าง โดยเฉพาะเวลาเลือกรับงานก็จะพิจารณาให้เยอะมาก หลังจากนี้เลยอยากทำงานให้พี่เอหายเหนื่อย และรู้สึกไม่ได้คิดผิดที่เลือกเรามาอยู่ตรงนี้ค่ะ”
 

ละครที่แฟน ๆ จะได้ติดตามนั้นจะมีเร็ว ๆ นี้หรือเปล่า?

“ละครก่อนหน้านี้ที่เล่นไปคือ “กุหลาบตัดเพชร” ซึ่งก็ถือว่าทำให้เราพัฒนาขึ้น โดยเฉพาะทักษะการพูด ที่รู้สึกตัวเลยเราพูดคล่องและเก่งขึ้น ส่วนละครเรื่องต่อไปที่แฟน ๆ จะได้ชมกำลังถ่ายเรื่อง หน่วยรักสลับเลิฟ ของพี่พุดเดิ้ล-ปาจรีย์ เรื่องนี้พี่เขาถ่ายทำภาพเหมือนหนังเลย อยากให้ทุกคนติดตามว่าบทบาทของริชชี่ในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งหนูว่าถ้าผ่านตรงนี้ไปได้เราจะก้าวไปอีกหนึ่งขั้นสนุกแน่นอนค่ะ”




 จริง ๆ ตัวเรารู้สึกว่าพัฒนาการแสดงมากขึ้นแค่ไหน?

“หนูพยายามทุก ๆ งานที่ได้รับมอบหมายนะคะ แต่ที่ผ่านมา หนูมักจะได้รับบทที่นิ่ง ซึ่งตัวจริง ๆ หนูก็เป็นคนที่ไม่ฉูดฉาดอยู่แล้ว คนเลยจะยิ่งจำว่าเราเป็นแบบนั้น เลยอาจจะดูไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม ฉะนั้นถ้าริชชี่ เล่นบทนิ่งไปตลอด คนก็จะคิดว่าเราไม่ได้เล่น แต่ถ้าเรามีโอกาสได้รับบทที่แตกต่างออกไป หนูเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนไปและเห็นพัฒนาการของตัวหนูมากขึ้นแน่นอนค่ะ แต่ในความรู้สึกเราก็ยังไม่ได้เป็นคนที่เก่งอะไร ยังต้องพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นต่อไปค่ะ” 


 ปีนี้ริชชี่อยู่วงการบันเทิงเป็นปีที่ 4 แล้วได้เรียนรู้อะไรจากตรงนี้บ้าง?

“ริชเข้ามหาวิทยาลัยมาพร้อมกับเริ่มเข้าวงการ จากเด็กที่เกิดและเติบโตอยู่กับครอบครัวที่ จ.เชียงใหม่ ต้องย้ายมาอยู่หอพักมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ โชคดีที่หนูเจอผู้ใหญ่ที่ให้ความเอ็นดู ตั้งแต่โอกาสจากพี่เอ-
ศุภชัย จนได้เล่นหนังเรื่อง “คู่กรรม” กับค่ายเอ็ม 39 รวมทั้งได้รับความรักจากแฟนคลับที่ติดตามและให้กำลังใจ ทำให้รู้ว่าหนูไม่อยู่ตัวคนเดียวนะ อย่างที่ทราบกันว่าที่ผ่านมาหนูจะเจอคำวิจารณ์เรื่องการแสดง ตอนนั้นที่ได้เห็นคอมเมนต์ต่าง ๆ ยอมรับว่ารู้สึกช็อก แต่ผู้ใหญ่จะคอยให้กำลังใจและบอกให้เราเลือกฟังข้อติติงที่สมเหตุสมผล ไม่อย่างนั้นจะบั่นทอนใจ ตอนนี้เรามีภูมิคุ้มกันเข้มแข็งมากขึ้น และยังจะพยายามพิสูจน์ตัวเอง ถึงอยู่วงการมา 4 ปี แล้ว แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าเราเป็นดารา ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป ดีที่สุดที่ผู้ใหญ่หรือเพื่อนก็พูดแบบนั้นว่าหนูยังเหมือนเดิมค่ะ”


 ตอนนี้การแสดงเป็นสิ่งที่เรารักและเข้าใจมันมากยิ่งขึ้นหรือยัง?

“ใช่ค่ะ เราต้องทำให้สำเร็จให้ได้จากการที่ได้รับโอกาสแล้ว  ริชชี่ใช้วิธีมองการทำงานในวงการเหมือนสมัยที่เราเป็นนักกีฬา ที่ถูกฝึกเรื่องความอดทนและหมั่นฝึกฝน แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องอย่าลืมว่าเราคือนักแสดงไม่ใช่ดารา เมื่อกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหนูก็เป็นริชชี่คนเดิม ฉะนั้นการเข้าวงการเลยไม่ได้เปลี่ยนตัวตนหนู แค่เรามีความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้น เรารักงานตรงนี้ และรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ลองทำงานใหม่ ๆ ที่ไม่คิดว่าจะทำได้มาก่อน เพราะหนูเป็นคนขี้อายมาก แต่เราก้าวข้ามผ่านมาได้ก็ภูมิใจนะคะ”


 ตอนเจอคำวิจารณ์หนัก ๆ หลายคนก็กลัวว่าริชชี่จะถอดใจไปเหมือนกัน?

“พี่ ๆ และครอบครัวบอกเสมอว่าถ้าเรารักที่จะทำงานตรงนี้ก็ต้องสู้ต่อไป นอกจากทำตามเป้าหมายของตัวเราแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะนึกถึงแฟนคลับที่รักและรอผลงานเรา หนูไม่ได้มีอีเวนต์ออกเยอะ เรามีแต่ไปเรียน ถ่ายละคร ทำให้ไม่ค่อยเจอใคร พอเจอแฟนคลับมาทักทายข้างนอก เขาบอกว่าเป็นกำลังใจให้และรอผลงานตลอด ทำให้หนูกลับมาคิดว่าเรามีคนที่รออยู่นะ ทำให้เราไม่ได้คิดไปไหน ล่าสุดก็เล่นโซเชียลอย่างอินสตาแกรมเองแล้ว พี่ ๆ รู้สึกเราโตและเข้าใจวงการมีภูมิคุ้มกันพอ ถึงแม้จะเจอบางคนเข้ามาคอมเมนต์ถ้อยคำที่ไม่ดี เช่น บอกว่าหนูไม่สวย เล่นแข็ง หรืออะไรก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเรื่องความสวยเราไม่เคยยึดติด ถ้าไม่ได้ทำงานปกติก็ไม่แต่งหน้าอยู่แล้ว เพราะริชมองว่าตัวเองเป็นนักกีฬา แต่เรื่องการแสดงก็จะพัฒนาให้ดีขึ้น เราห้ามความคิดคนไม่ได้ แต่เลือกรับฟังได้ ก็เป็นตัวเองและรักคนที่เขารักเรา ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดก็พอค่ะ(ยิ้ม)”


 จนปลายปีเรื่องราวของครอบครัวหนูได้รับความสนใจซึ่งเป็นสิ่งที่ริชชี่ไม่เคยบอกเล่า?

“หนูไม่เคยพูดเรื่องนี้ กระทั่งปีที่แล้วที่ครอบครัวเราได้รับเชิญไปแสดงความอาลัยในหลวง ร.9 ที่ศาลากลาง จ.เชียงใหม่ ริชใส่ชุดชาวเขาเผ่าลาหู่ ก่อนไปคุณแม่มิว-ชฎาพร ก็แอบถามว่าจะใส่จริงเหรอ แม่ห่วงว่าเป็นนักแสดงไปลุคนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ริชชี่บอกแม่ว่าหนูภูมิใจที่มีเชื้อสายลาหู่ จนเจอพี่นักข่าวที่จำหนูได้มาถามว่าทำไมหนูใส่ชุดลาหู่ จึงได้เล่าว่ามีเชื้อสายลาหู่จากคุณแม่ รวมทั้งเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 ที่มีต่อครอบครัว ที่พระองค์ท่านพระราชทานต้นชาให้ โดยมีคุณตารับมอบมาปลูกทดแทนฝิ่น รวมทั้งพระราชทานเงินส่วนพระองค์จัดตั้ง ร้านค้าชาวเขาในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยคุณตาหนูเป็นผู้ดูแล และเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายรายงานผลการดำเนินงานของร้านค้าเสมอ ทำให้ชาวบ้านพี่น้องชาวเขาบนดอยปู่หมื่นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เราจึงซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 ที่มอบให้ครอบครัวเราและพี่น้องชาวเขาอย่างมาก เมื่อมีโอกาสได้พูดในวันนั้น ก็หวังให้กำลังใจคนไทยและพี่น้องชาวเขา เพราะพวกเขารักในหลวงมาก แต่รู้สึกว่าพวกเขาอยู่ห่างไกล ครั้งนั้นจึงเป็นโอกาสที่มีคุณค่าสำหรับหนู หลายคนจำหนูได้เวลาเจอกันก็มาขอกอด ริชรู้สึกเลยว่าเราไม่ได้เป็นแค่เด็กแล้ว เราโตขึ้นมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมได้อีกด้วยค่ะ”




 หลังจากคนรู้เรื่องครอบครัวเรา ริชชี่ก็ช่วยประชาสัมพันธ์ได้อีกด้วย?

“ใช่ค่ะ เราก็ยังทำงานในวงการบันเทิง ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนบนดอยปู่หมื่น ชื่อดอยมาจากชื่อตาทวดของหนูที่เป็นผู้นำชุมชน ตอนนั้นคุณตาทวดทำงานเป็นรัฐกันชนปกป้องชายแดน ชาวบ้านทั้งหมดเลยเรียกพื้นที่บนดอยตามผู้นำคือ ดอยปู่หมื่น เมื่อคุณตามาแต่งงานกับลูกสาวคนโตของปู่หมื่นจึงสืบทอดดูแลต่อมา จนคุณตาหนูมาดูแลและได้รับพระราชทานชาพันธุ์อัสสัมมาปลูก นอกจากนี้ในหลวง ร.9 ยังพระราชทานที่ดินให้ชาวบ้านใช้เดินทางขึ้นลงดอยสะดวกขึ้นและนำที่ดินที่เหลือมาจัดสรรให้พี่น้องชาวเขาลาหู่ดำและลาหู่แดงเพาะปลูกพืชเลี้ยงชีพ อีกทั้งคอยถวายรายงานให้ทรงทราบตลอด ซึ่งคุณแม่หนูมีพี่น้องทั้งหมด 11 คนค่ะ ทุกคนต่างก็มีส่วนช่วยสานต่อเรื่องชา พี่น้องคุณแม่ได้ไปเรียนเรื่องชาที่ประเทศไต้หวันเพื่อกลับมาพัฒนาคุณภาพดูแลการตลาด ซึ่งคุณแม่เป็นรุ่นสุดท้ายที่รับเสด็จในหลวง ร.9 อย่างใกล้ชิด ก่อนที่ช่วงหลังเป็นสมเด็จพระเทพฯ ที่เสด็จฯ เยี่ยม พื้นที่แทนค่ะ”


 มีคนขึ้นไปเที่ยวและเยี่ยมเยียนบนดอยปู่หมื่นมากขึ้นแค่ไหน?

“มาเที่ยวกันเยอะมากเลยค่ะ ทุกคนอยากเห็นชาต้นแรกที่ในหลวงพระราชทานให้ นอกจากชาอัสสัมแล้วยังมีชาพันปีที่หายากและรสชาติอร่อย นอกจากนักท่องเที่ยวแล้วก็มีอาจารย์ นักวิชาการ อยากมาศึกษาและช่วยพัฒนา ซึ่งบนดอยยังรักษาวิถีชีวิตของชาวเขาเผ่าลาหู่ไว้อย่างดี ไม่มีไฟฟ้า ใช้พลังงานน้ำตกมาปั่นไฟ ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างดี มีร้านจำหน่ายชาและผลิตภัณฑ์ของชาวเขา เราเป็นวิสาหกิจชุมชน ถ้าทำสำเร็จชาวบ้านก็อยากเข้าร่วม รวมทั้งมีดอยปู่หมื่นโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ริชชี่ก็คอยช่วยประชาสัมพันธ์ เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้ช่วยชาวเขาคนอื่นอีกด้วยค่ะ” 


 ริชชี่เองน้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านมาใช้อย่างไรบ้าง?

“ตั้งแต่เด็กที่หนูเห็นภาพในหลวง ร.9 ที่บ้านและรับฟังเรื่องราวของครอบครัว พระองค์ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณต่อครอบครัวเรามากแค่ไหน ท่านคือกำลังใจทุกอย่าง ยิ่งวันที่เราไปแสดงความอาลัย ได้มีโอกาสบอกเล่าสิ่งที่พระองค์ท่านทำเพื่อพี่น้องชาวเขา ริชกังวลมากเพราะพูดไม่เก่ง แต่ต้องพูดให้ได้ อยากให้คนเมืองรู้ว่าพระองค์ท่านสร้างอะไรให้คนบนดอยบ้าง สิ่งที่พระองค์ท่านมอบให้เหมาะสมกับพื้นที่นั้นแล้ว อยากให้ทุกคนกลับมาช่วยกันพัฒนา แม้เกิดไม่ทันเห็นพระองค์ทรงงาน แต่ฟังจากครอบครัวก็เข้าใจและน้อมสำนึกว่าประเทศไทยร่มเย็นได้เพราะพระองค์ท่าน สอนให้ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ซึ่งเป็นความสุขแบบยั่งยืน ตัวริชเองก็ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา อยากดำเนินรอยตามพระองค์ท่าน หลังจากนี้พวกเราจะสืบสานต่อไปค่ะ รวมทั้งตั้งใจทำงานในวงการ รวมทั้งจะกลับมาซ้อมแบดมินตันลงแข่งขันรายการต่าง ๆ ค่อยวางแผนเรียนต่อปริญญาโท ด้านโภชนาการ มาประยุกต์พัฒนาการท่องเที่ยวบนดอยปู่หมื่นต่อไปค่ะ”


 สุดท้ายฝากอะไรถึงแฟนคลับที่ติดตามและให้ความรักเรามาตลอด?

“อยากขอบคุณทุก ๆ คนเลยที่ให้กำลังใจริชมาตลอด ผู้ใหญ่ที่เอ็นดู สนับสนุนเรา จากเด็กคนหนึ่งที่ไม่ค่อยพูด เป็นนักกีฬา จนเข้าวงการได้รับกำลังใจก็พัฒนาตัวเองเป็นคนยิ้มเก่ง พูดเก่ง และพยายามเป็นนักแสดงที่ดี ก็สัญญาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไป รวมทั้งจะสานต่อในสิ่งที่ในหลวง ร.9 มอบเอาไว้กับครอบครัว แล้วอยากฝากเชิญชวนไปท่องเที่ยวเชิงชุมชนที่ดอยปู่หมื่น ฝากไปดูชาต้นแรก และสัมผัสธรรมชาติที่ยังคงรักษาไว้เหมือนเดิมกันได้ เชื่อว่าทุกคนน่าจะประทับใจอย่างแน่นอนค่ะ”

จากการพูดคุยกับ ริชชี่ ในวันนี้ เรียกว่าเต็มอิ่มทุกเรื่องราวจากครอบครัวของเธอจริง ๆ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง ร.9 ซึ่งมองเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนบนดอยปู่หมื่นแห่งนี้สามารถช่วยให้ประชาชนของพระองค์ท่านมีชีวิตที่ดีมีความสุขได้จวบจนปัจจุบัน.


----------------
อรุณรัตน์ เศรษฐพูธ์ : เรื่อง / วรพรรณ เลอสิทธิศักดิ์ : ภาพ
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 72