อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2561

เปิดใจ'จิรัฐ'ถึงความสำเร็จ ในฐานะผู้ก่อตั้งเกิร์ลกรุ๊ป'BNK48'

ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว วงการเพลงไทยมีเรื่องฮือฮาจากปรากฏการณ์ความฮอตของเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ที่ชื่อว่า “BNK48” (บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท) โดยเฉพาะเพลงฮิตที่เดินไปทางไหนหรือสไลด์ โซเชียลมีเดียใดต้องได้ฟังอย่างเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” เสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 07.20 น.

ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว วงการเพลงไทยมีเรื่องฮือฮาจากปรากฏการณ์ความฮอตของเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ที่ชื่อว่า “BNK48” (บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท) โดยเฉพาะเพลงฮิตที่เดินไปทางไหนหรือสไลด์
โซเชียลมีเดียใดต้องได้ฟังอย่างเพลงคุกกี้เสี่ยงทาย” (Koisuru Fortune Cookie) จากคนที่ไม่รู้จักพอได้ฟังเพลงก็มีทำนองติดอยู่ในหัว เกิดการค้นหาว่าสาว ๆ  BNK48 เป็นใคร มาจากไหนเกี่ยวข้องอะไรกับเกิร์ลกรุ๊ปญี่ปุ่นที่ชื่อคล้ายกันอย่าง “AKB48 (เอเคบี โฟร์ตี้เอท)” อย่างที่รู้กันเกิร์ลกรุ๊ปหรือบอยแบนด์ในบ้านเรานั้นไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ กระทั่งการถือกำเนิดขึ้นของ “BNK48” ปลุกกระแสเกิร์ลกรุ๊ปกลับมาได้อีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ วันนี้ ฮันนี่บี จึงถือโอกาสนัดแนะ ต้อม-จิรัฐ บวรวัฒนะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ จำกัด ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของ จ๊อบซัง-ณัฐพล บวรวัฒนะ ผู้จัดการวง BNK48 มาพูดคุยแบบหมดเปลือกถึงจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจไอดอลสไตล์ญี่ปุ่น จนสามารถก่อตั้งวงเกิร์ลกรุ๊ป BNK48 ที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จในขณะนี้ติดตามได้เลยค่า

จุดเริ่มต้นที่ทำวงเกิร์ลกรุ๊ป BNK48 มีที่มาอย่างไร?
        
“ต้องย้อนไปตั้งแต่ตอนที่ภรรยาผม โรส-อรพรรณ มนต์พิชิต บวรวัฒนะ รองประธานบริษัทโรส มีเดีย แอนด์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้ดูแลลิขสิทธิ์การ์ตูนชั้นนำของญี่ปุ่น เข้าร่วมประมูลดิจิทัลทีวีช่องเด็กและเยาวชน เพราะมีลิขสิทธิ์การ์ตูนอยู่เยอะ แต่การทำการ์ตูนอย่างเดียวคงไม่พอ ผมเลยจะเอาแฟรนไชส์เกิร์ลกรุ๊ปญี่ปุ่นอย่างวง “AKB48” มาทำ ด้วยความที่เราทำงานกับคนญี่ปุ่นมาตลอด เราคิดว่าระบบวัฒนธรรมและแฟนคลับไทยมีจำนวนมากพอสมควร บางคนอาจมองไม่เห็นแฟนคลับกลุ่มนี้ แต่ว่าเราทำการ์ตูนญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี เขาคือกลุ่มเดียวกับคนที่ดูการ์ตูนนารูโตะ แต่งคอสเพลย์ต่าง ๆ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม “โอตะคุ” ผู้ที่ชื่นชอบความเป็น “เจ-ป๊อป” แต่บางคนก็จะพูดว่าสมัยนี้ “เค-ป๊อป” ได้รับความสนใจมากกว่า ซึ่งเราไม่ได้มองตรงนั้นเพราะไม่ได้จะทำเจ-ป๊อป แต่เราทำ “ที-ป๊อป” โดยใช้แพลทฟอร์มของญี่ปุ่นอย่าง AKB 48 ที่มีแฟรนไชส์ในหลายประเทศ ซึ่งเราบินไปดูการทำงานในหลายประเทศทั้งจาการ์ตา และเซี่ยงไฮ้ พบว่าประสบความสำเร็จมาก แสดงว่าแพลทฟอร์มนี้ถึงอยู่นอกประเทศญี่ปุ่นก็ประสบความสำเร็จได้เช่นกันครับ”



จากนั้นไปพูดคุยกับเจ้าของโมเดลนี้จากประเทศญี่ปุ่นอย่างไร?
        
“ผมทำธุรกิจกับญี่ปุ่นมา 15 ปี ติดตามเขาเดบิวต์ AKB 48 มาตั้งแต่ 12 ปีที่แล้ว มีคนบอกให้เราไปเอามาทำตั้งนานแล้ว แต่ตอนนั้นรู้สึกไกลตัว กระทั่งตอนนี้โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อทุกคน คนเสพผ่านโซเชียลมีเดียออนไลน์เยอะ ทำให้การเข้าถึงเป้าหมายเลยง่ายขึ้น จึงตัดสินใจลองเข้าไปคุยกับญี่ปุ่นผู้ถือลิขสิทธิ์ ตอนนั้นมีบริษัทอื่นสนใจโมเดลนี้เช่นกัน เราก็ทำแผนนำจุดแข็งของเราไปเสนอ เราเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น ทั้งการพัฒนาไอดอลและการทำงานกับเขา เข้าใจฐานกลุ่มเป้าหมายที่เรียกว่า “คอแฟน” เราทำออนไลน์กับอินเทอร์เน็ตมาก่อนเลยมีจุดแข็ง คนอื่นอาจเป็นเจ้าของมีเดีย มีค่ายเพลง แต่เราเสนอแผนธุรกิจที่ใช้โซเชียลมีเดียให้เข้าถึงเป้าหมาย โดยเฉพาะดิจิทัลสตูดิโอที่เล่าเรื่อง เพลงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เรื่องราวของน้อง ๆ  นั้นสำคัญยิ่งกว่าครับ ความเป็นไทยคือสิ่งที่ผมไม่อยากละทิ้ง มากกว่านั้นคือความเป็นตัวน้อง ต้องมีทัศนคติที่ดี มีมุมมอง เรื่องราวในการนำเสนอที่น่าสนใจ พร้อมเสน่ห์ที่ดี เรื่องความเป็นญี่ปุ่นอย่างเพลงหรือชุดที่ยังเป็น เจ-ป๊อป ผมจะบอกน้องว่าน้องยังเป็นไทยที่ใช้สไตล์ญี่ปุ่นเท่านั้น”

จากนั้นประกาศรับสมัครสมาชิก และมีการคัดเลือกน้องๆ ?
        
“เราประกาศลงโซเชียลมีเดียว่าจะรับสมัครรุ่นที่ 1 เมื่อปีก่อน ก่อนเกิดช่วงงานพระราชพิธี อีเวนต์หลายอย่างเลื่อนไป มีคนสมัครมารวม 1,357 คน คัดเลือกเหลือ 300 คน พาน้องทุกคนมานั่งคุยกับคณะกรรมการทั้งไทยและญี่ปุ่น หัวใจสำคัญในการค้นหาคือเรื่องราว และทัศนคติที่ดี มากกว่าความสวยงาม ให้น้องมาเล่าเรื่องราวนำเสนอตัวเอง จากนั้นคัดเหลือ 80 คน ส่งครูจากญี่ปุ่นมาเทรนด์น้อง คัดเหลือ 30 คนสุดท้าย เรียกน้อง ๆ และผู้ปกครองมาพูดคุยข้อบังคับและกฎระเบียบเมื่อเข้ามาอยู่ในวงร่วมเซ็นสัญญาด้วย จากนั้นน้อง ๆ ทุกคนต้องล้างโซเชียลทุกอย่างที่มี มาเริ่มต้นใหม่กับเรา จากนั้นเอา 30 คนไปเก็บตัว 5 เดือน ไม่ว่าน้องจะเคยฝึก ร้อง เต้น อะไรมา ต้องมาเริ่มฝึกกับเราใหม่หมด วันธรรมดาเรียนเสร็จมาฝึกซ้อม 3 ชั่วโมงแล้วกลับบ้าน ถ้าเสาร์-อาทิตย์ ฝึกซ้อม 7 ชั่วโมง ซึ่งน้อง ๆ มีทักษะเดิมน้อย เพราะเราไม่ได้หาคนเก่ง เราหาคนที่มีทัศนคติที่ดี เสน่ห์ที่สัมผัสได้ มุ่งมั่น จากนั้นวันที่ 2 มิ.ย. 60 เปิดตัวน้อง ๆ ครั้งแรกในฐานะวงไอดอล BNK48 เต็มตัว และปัจจุบันเหลือเพียง 28 คนในวันนี้”



จำนวนสมาชิกที่เยอะเรามีการจัดสรรยังไงบ้าง?
        
“แบ่งสมาชิกเป็นสองกลุ่มย่อยง่าย ๆ ก็คือเซ็มบัตสึ หรือสมาชิกที่ถูกเลือกตั้ง เป็นทีมออกสื่อหลัก ทั้งในการแสดงหรือการถ่ายเอ็มวี  กับ เค็งคิวเซย์ หรือเด็กฝึกหัดที่จะมาสลับคิวกันทำหน้าที่ร้องและเต้นแทนกลุ่มเซ็นบัตสึที่อาจจะติดภารกิจ  และแบ่งสมาชิกออกเป็น ทีม B, ทีม N และทีม K ด้วย ตั้งแต่นั้นมาแฟนคลับน้องมาให้กำลังใจเยอะแต่คนยังติดตามน้อย กระทั่งเราเริ่มเล่าเรื่องราวน้องออกมาให้น้องไลฟ์ทุกวัน เริ่มเจอน้องบนฟีทออนไลน์เยอะ ออกงาน ไลฟ์เฟซ บุ๊ก และแอพพลิเคชั่น VOOV คนเข้าถึง ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย ออกซิงเกิ้ลที่สองเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ใช้ประโยชน์จากลิขสิทธิ์เพลงของ AKB48 แต่งเนื้อภาษาไทยโดยพี่ เอ๊ะพงศ์จักร พิษฐานพร และ พี่แมน-ตนุภพ โนทยานนท์ สองหนุ่มจากวงละอองฟอง พี่เอ๊ะเป็นครูใหญ่ของน้อง ๆ เมื่อเอ็มวีปล่อยไปกระแสตอบรับดีมากเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้น้อง ๆ เริ่มมีงานเข้ามาและเป็นที่รู้จักมากขึ้นครับ”

ข้อห้ามและกฎระเบียบเยอะเหมือนกัน ทำไมถึงต้องห้ามขนาดนั้น?
        
“หากเปรียบ BNK48 เป็นโรงเรียน โรงเรียนมียูนิฟอร์ม สอบแข่งขัน และกฏระเบียบ หากผิดระเบียบก็ทำโทษ พ้นโทษก็กลับมาเป็นเด็กที่น่ารักของเราต่อไป การทำโทษกฎระเบียบเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ไม่ค่อยหยิบใช้ในวงการบันเทิง เราให้ความสำคัญของภาพลักษณ์น้อง ไม่มีถ่ายภาพเซ็กซี่แน่นอน ไม่รับงานเหล้าเบียร์ ยาลดความอ้วน แม้แต่กฎห้ามถ่ายรูปหรือมีแฟน ระบบของญี่ปุ่นซีเรียสเรื่องภาพมาก เราก็ไปคุยกับญี่ปุ่นจนได้ข้อจำกัดแค่ห้ามเซลฟี่ จับมือ ห้ามรับของขวัญจากแฟน ๆ มูลค่ามากกว่า 1,000 บาท เรื่องลิขสิทธิ์เสื้อผ้า ในบ้านเราอาจเป็นเรื่องใหม่ ต้องค่อย ๆ ให้เรียนรู้ไป โดยเฉพาะกฎห้ามมีแฟนเป็นข้อตกลงร่วมกันไม่ได้เป็นสัญญา เรื่องการมีแฟนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลภาพลักษณ์ และรักษาความสัมพันธ์กับแฟนคลับ เรามีโอกาสสร้างน้อง ๆ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีต่อสังคมไทยแล้ว ก็ใช้โอกาสนี้นำเสนอเรื่องที่ดี ส่วนกรณีต้องการออกจากวงเรียกว่า จบการศึกษามีสองกรณีคือหนึ่งน้องมองไม่เห็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง และสองคือน้องมีโอกาสอื่น ๆ เกิดขึ้น เช่นน้องแจน-เจตสุภา เครือแตง ที่เพิ่งประกาศจบการศึกษาเพราะมีโอกาสทำงานกับทางญี่ปุ่นนั่นเอง”

โซเชียลเป็นดาบสองคมเรื่องคอมเมนต์ความคิดเห็นทั้งลบและบวก?
        
“น้อง ๆ ต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไร นี่คือเกราะกำบังที่สำคัญกว่าใครจะมองเรายังไง เราอยากทำแต่เรื่องราวดี ๆ เรื่องความมุ่งมั่น พยายาม เป็นแบบอย่างที่ดีมากกว่ารับงานที่ขัดกับตัวตนของเรา การเตรียมรับมือปัจจัยลบที่จะเข้ามา ที่ดีที่สุดคือทำให้น้องเข้าใจจุดยืนของวง และฐานะผู้บริหาร ไม่ว่าใครพูดอะไรก็แล้วแต่ ด่าอะไรก็แล้วแต่ เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ก็พอ ดีกว่าไปคอยตอบโต้ ไปด่าใคร ใครจะว่าอะไรแค่ความไม่เข้าใจ เป็นหน้าที่เราที่จะสื่อสารต่อไปว่าไอดอลแบบเราคืออะไร”

ผู้หญิงอยู่รวมกันเยอะ ความละเอียดอ่อนในแบบผู้หญิงมีบ้างหรือเปล่า?
             
“ในฐานะผมเป็นผู้บริหาร เราบริหารอย่างตรงไปตรงมา ไม่เอาตัวไปอยู่ในเรื่องส่วนตัวของน้อง เรามีระบบอยู่แล้วน้องมีทีมเออาร์ดูแลศิลปินเป็นผู้หญิงหมด ในส่วนของวงเรามี “ชิไฮนิน” คือน้องชายผมเป็นผู้จัดการวง มีน้อง เฌอปราง อารีย์กุล เป็นกัปตันวงคอยสื่อสาร และมีทีม B,N,K ระบบนี้น้องมีปัญหาอะไรขึ้นมาตามลำดับชั้น เรื่องของผู้หญิงก็มีบ้าง เช่น เวลาที่เราประกาศคนที่เป็น เซ็มบัตสึ  น้องบางคนร้องไห้เสียใจที่ไม่ถูกเลือก ผมจะบอกเสมอต้องทำให้ดีต่อไป วันหนึ่งคุณพร้อมแล้วได้รับโอกาสจะรู้ซึ้งถึงคุณค่าความสำเร็จมากกว่านั่งเสียใจ หัวใจสำคัญคือความเป็นกลางในการบริหาร เราไม่ได้อยู่หรือเข้าข้างใครและตอบได้ทุกคำถาม ฟังดูอุดมคตินะ แต่เราจัดการอย่างโปร่งใสจริง ๆ มากกว่าแข่งขันกันเอง คือแข่งขันกับตัวเอง เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด ไม่ต้องไปสนใจการแข่งขันกับเพื่อนด้วยซ้ำ แน่นอนผู้หญิงมีการแข่งขันกัน หากคุณสอนน้องให้แข่งกับตัวเอง สำคัญกว่าไปบอกให้เขาคอยแข่งกับใครนะผมว่า”



มองว่าเราประสบความสำเร็จหรือยัง และจะรู้สึกกดดันในการทำงานครั้งต่อไปไหม?
        
“ผมพูดเสมอนี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ ความสำเร็จผมยังอีกไกล ผมอยากเห็นน้องไปยืนอยู่บนราชมังฯ โดยมีแฟนมาเชียร์ทั่วทุกสารทิศ ไม่ใช่แค่คนชมทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วดีใจเฉย ๆ เราพยายามสร้างระบบการเป็นสถาบันที่พัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพสู่สังคมไทย เรื่องกดดัน ผมไม่มีเวลาให้แรงกดดันมาทำอะไร เพราะเราทำงานหนักมาก ต่อจากนี้คุณจะเจอเรื่องราวการทำงานของ BNK48 ทั้งเพลง คอนเสิร์ต ละคร ภาพยนตร์กำกับโดย เต๋อ-นวพล เป็น “Documentary” รายการทีวีทางช่องเวิร์คพ้อยท์ มีหนังสือที่ร่วมกับสำนักพิมพ์แซลมอนบุ๊ก ทำงานร่วมกับทรูส์โปรเจคท์เยอะมากจริง ๆ ครับ เพราะผมมีหน้าที่ให้โอกาสน้อง ๆ ทำงานที่หลากหลายเพื่อพัฒนาตัวเอง สังคมและวงการบันเทิงต่อไปนั่นเอง”

“BNK48” และ แฟนคลับโอตะที่ส่วนใหญ่ เป็นผู้ชายจะเรียกความสัมพันธ์นี้อย่างไร?
        
“กลุ่มโอตะเหล่านี้เก่งมากนะครับ บางคนเป็นช่างภาพก็ถ่ายรูปให้น้องสวยงาม บางคนเป็นไอทีก็ช่วยทำคลิปตัดต่อคลิป โอตะก็เหมือนพี่ชายของน้อง เขาเชียร์น้องให้ถึงฝั่งฝัน จากความไม่สำเร็จไปถึงความสำเร็จ มันต่างจากเกาหลีที่ฝึกมา 10 กว่าปีออกมาเต้นร้องแบบเพอร์เฟกต์ แต่ของเราฝึก 5 เดือนแล้วเดบิวต์ จากนั้นต้องฝึกไปเรื่อย ๆ ให้ถึงเป้าหมาย พี่ชายและน้องสาว หรือ พี่สาวที่สนับสนุนน้องสาว เป็นมิตรภาพที่น่ารัก บรรยากาศงานจับมือกันระหว่างน้องกับแฟนคลับ เป็นการจับมือถ่ายทอดกำลังใจให้กันและกันจริง ๆ แค่คำว่า สู้ ๆ นะพี่ แค่นี้ ต่างคนต่างให้กำลังใจกันที่ดีมาก”

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำงานตรงนี้บ้าง?
        
“แรก ๆ ผมยอมรับผมกังวลว่าโครงการนี้ เด็กไทยรุ่นใหม่จะมีความพยายามมุ่งมั่นเท่าเด็กญี่ปุ่นหรือเปล่า กลัวเหนื่อยท้อแล้วก็เลิกทำยังมีเด็กที่มุ่งมั่นทำงานหรือไม่ จนเจอน้อง ๆ รุ่นที่ 1 ทำให้เรารู้ว่าเด็กไทยไม่แพ้ใคร โอกาสและการรักษาความฝันสำคัญ ในฐานะที่เราเป็นผู้ใหญ่สิ่งที่ควรหยิบยื่นให้คือมอบโอกาสให้น้อง ๆ ในการพัฒนาตัวเองต่อไปไม่ว่าสุดท้ายน้อง ๆ จะเป็น BNK48 หรืออาจารย์สอนทำขนม เปิดร้านขายเสื้อผ้าจบจากตรงนี้ไปแล้วจะไปทำอะไรต่อก็ได้ขอให้เป็นคนดีของสังคม ซึ่งช่วงที่อยู่กับเรามีโอกาสสร้างการรู้จัก พัฒนาศักยภาพตัวเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ แม้จะไปทำอะไรก็น่าจะเป็นบุคลากรที่ดีในเส้นทางที่เขาเลือกต่อไปครับ”
        
จากการพูดคุยกับ ต้อม-จิรัฐ ในวันนี้ ได้มุมมองการทำงานที่น่าสนใจของ “BNK48” ที่ไม่ใช่แค่เด็กสาวที่ฝันอยากเป็นเกิร์ลกรุ๊ป แต่ระหว่างทางพวกเธอมีสิ่งที่ได้เรียนรู้ โดยกลุ่มผู้บริหารที่มองเรื่องของความพยายาม มุ่งมั่น ตั้งใจ ให้ถึงความฝัน ยังไงฝากทุกคนเป็นกำลังใจทุก ๆ ผลงานด้วยนะคะ. 

..............................................
“ฮันนี่บี”

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    83%
  • ไม่เห็นด้วย
    17%

บอกต่อ : 1.50K