อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564

'แจนBNK48'มาไกลเกินฝัน สัญญาจะไม่ทำให้แฟนๆผิดหวัง

"แจน BNK48" กับเส้นทางไกลเกินฝัน ต้องเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม เพราะตระหนักดีว่า "เราได้รับโอกาสที่ดีนี้มาจากสังคม ก็ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด" อาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 07.00 น.

กำลังโด่งดังจากการก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกของวงไอดอลกรุ๊ป BNK48” แต่ก็ต้องมีเหตุให้ แจน-เจตสุภา เครือแตง ต้องจบการศึกษาจาก BNK48 เร็วก่อนกำหนด เพราะได้รับโอกาสที่ดีอีกขั้นที่จะไปทำงานเป็นนางแบบ และทูตการท่องเที่ยวของเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น อีกด้วย เรียกได้ว่า โชคดีหลายเด้งมาก ๆ วันนี้ “ดาวต่างมุม” เลยไปเปิดใจพูดคุยกับเธอถึงจุดเริ่มต้นและการเดินทางมาถึงวันนี้ของเธอ

เพราะอะไรถึงก้าวเข้ามาออดิชั่นเป็น BNK48
“เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก ๆ สำหรับเด็กไทย เพราะว่าไม่มีวงไอดอลแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน เป็นครั้งแรกในเมืองไทย หนูก็รู้สึกว่าอันนี้คือความพิเศษมาก ๆ ที่เราต้องไขว่คว้าเอาไว้ ตอนนั้นเป็นช่วงที่เรียนจบแล้วด้วย เราก็คิดว่าความรู้มันอยู่ในตัวเรา เรายังสามารถประกอบอาชีพได้ ส่วนตัวเรียนกราฟิกมา ความรู้มันยังอยู่กับเรา เลยมาทำตรงนี้ในด้านที่เราสนใจก่อน เพราะว่าอายุก็เกินลิมิตแล้ว เลยตัดสินใจง่ายมากที่จะมาตรงนี้”

เรื่องร้องเต้นเป็นสิ่งที่ถนัดหรือเปล่า?
“ไม่ค่ะ ไม่เคยเรียนร้องเพลง เรียนเต้นมาก่อนเลยก็จะยากนิดนึง จะไม่เหมือนเด็ก ๆ บางคนที่เรียนมาก่อนแล้วบ้าง แต่ก็สามารถทำได้ เพราะวงนี้เน้นที่การเริ่มต้นและการพัฒนา เรารู้คอนเซปต์ว่าไม่ต้องเก่งก็มาได้ อันนั้นคือแรงจูงใจเลย ถ้าสมมุติสมัยนี้ถ้าเราอยากเป็นไอดอลหรือเป็นศิลปิน เราก็ต้องมีความสามารถที่สูงมาก ๆ อันนั้นเราก็ยังเอื้อมไม่ถึง เพราะเราก็ยังไม่มีความสามารถขนาดนั้น แต่พอมีวงนี้เปิดขึ้นมา นี่คือโอกาสทองที่ดีที่สุดของเรา เราเลยแบบไขว่คว้าเอามาก่อน”

พอได้มาทำตรงนี้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?
“ยากค่ะ เพราะว่าด้านการร้องเพลง เราร้องสไตล์นี้ แต่พอมาให้ครูฟังก็บอกว่า เธอต้องเปลี่ยนนะ แต่เราชินนิสัยการร้องแบบนี้มาแล้วก็ต้องมาเปลี่ยน อันนี้คือการปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น เพราะการเป็น BNK48 มันเป็นกรุ๊ป ทุกคนต้องจูนเข้าหากัน ส่วนเรื่องการเต้นอันนี้หนักสุด ถึงกับเป็นลมไปเลย เพราะว่าส่วนตัวทำงานอยู่แต่หน้าคอมพ์ สุขภาพก็ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย พอต้องมาเต้นทั้งวัน 8 ชั่วโมงช่วงแรกไม่ไหวเป็นลมไปเลยค่ะ แต่ช่วงนี้ก็ค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น คือทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ กว่าจะมาถึงตรงนี้ท้อเยอะมากค่ะ ทั้งทางด้านตัวเราเองที่ทำไมเต้นไม่ได้สักที อันนี้คือปัญหาใหญ่สุด ทักษะการพูดของเราก็ไม่เคยออกสื่อเยอะมากมายขนาดนั้น แต่ทุกคนก็คาดหวังกับตัวเรา ก็เลยกดดันตัวเอง พอกดดันมาก ๆ ก็ ตู้มเลย! ระเบิดตัวเอง อาจจะมีผลงานดีบ้างแย่บ้างสลับกันไป แล้วก็มีจากภายนอก คือหนูอ่านโซเชียลเยอะ ก็จะเห็นว่าคนนั้นต้องการแบบนี้ คนนี้ต้องการแบบนั้น เราก็ปรับตัวไม่ถูก หนูก็อ่านทุกสื่อทุกข้อมูลเพื่อเอามาปรับใช้กับตัวหนูเอง”



เวลาเจอคำวิจารณ์ที่ไม่ดีล่ะ?
“รู้สึกเฟลมาก แต่ว่าทุกคนในวงเป็นหมดเลยนะคะ ครูก็จะมาสอนเราว่า เธอรู้ไหมว่าใครก็สามารถเขียนอะไรไปก็ได้ในโซเชียล แต่เธอลองดูสิว่า คนเขียนเขาเป็นใคร แล้วเขาเขียนอะไร แล้วสิ่งที่เขาเขียนมันคือความจริงไหม ถ้ามันคือความจริงเราก็ยอมรับแล้วเอามาปรับปรุง แล้วก็พัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ แต่ว่าถ้าเขาเขียนเอามันเอาสนุก สะใจ ก็ให้ปล่อยไป เพราะคนเราก็มีหลายประเภท ต้องรับมือให้ได้กับความแมสมากขึ้นของวง เพราะจะมีคนเข้ามาหลายประเภท”

ต้องเปลี่ยนตัวเองอย่างไรบ้าง?
“เปลี่ยนค่ะ ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะว่าเราอยู่กับคนหมู่มาก อย่างส่วนตัวแล้วเวลาอยู่คนเดียว ทำอะไรตามใจตัวเอง แต่เวลามาอยู่กับวงก็จะมีเวลานี้คุณต้องทำอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างอาทิตย์หน้าจะอัดเพลงนะ คุณต้องร้องให้ได้ ถ้าร้องไม่ได้ก็จบ วงกับงานก็ไปต่อไม่ได้ เราต้องมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น”

แต่ตอนนี้ก็ได้รับโอกาสดี ๆ แม้ต้องออกจากวงแล้ว?
“ส่วนตัวก็รู้สึกตกใจเหมือนกันที่ต้องจบการศึกษาแล้ว ก็รู้สึกเสียใจในด้านนี้ แต่ก็ดีใจอีกด้านหนึ่ง คือมันมีสองด้าน เสียใจในเรื่องที่เราเริ่มต้นมาจากศูนย์ แล้วเราต้องจบลงเร็วกว่าคนอื่น ซึ่งเราก็อยากทำต่อเหมือนกัน แต่ก็ต้องเลือกค่ะ เหมือนจะเป็นทางแยก แต่ว่าการเลือกครั้งนี้ก็มีผู้ใหญ่ช่วยตัดสินใจ คือหนูเป็นคนที่รับฟัง เพราะคิดว่าผู้ใหญ่เขาคิดดีแล้วว่า ทางนี้แหละคือทางที่เหมาะกับหนู แล้วหนูก็เห็นตรงกับเขา ถามว่าอยากทำไหม อยากทำค่ะ แต่ถ้าถามว่าอยากอยู่วงต่อไหม อยากอยู่ค่ะ แต่ว่าเมื่อทั้งสองนี้มันไปด้วยกันไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรต่าง ๆ หนูก็ต้องเลือก โดยให้ผู้ใหญ่ช่วยเลือกช่วยตัดสินใจ เพราะว่าส่วนตัวหนูเองหนูคิดว่า หนูยังเด็ก ยังไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานแบบนี้มากพอ”

งานใหม่ที่จะไปทำที่ญี่ปุ่นเป็นงานอะไรยังไงบ้าง?
“เท่าที่ฟังมาตอนนี้ แน่นเอี้ยดเลยค่ะ เขาจะไม่ทำให้หนูรู้สึกว่าออกจากวงไปแล้วจะทำอะไร แต่เขาจะทำลิสต์มาให้เลย เพื่อให้หนูมีความมั่นใจในการทำงานของบริษัทด้วย หนูก็เลยรู้สึกโอเคปลอดภัยแล้วว่าเรายังมีอะไรทำต่อ ทางโน้นก็เลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของทางฮอกไกโด โปรโมตการท่องเที่ยวในประเทศไทย มีออกแบบลายผ้า ตอนนี้ก็ส่งดราฟไปที่ญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว ยังมีในเรื่องของแฟชั่น อย่างแบรนด์ที่ติดต่อมา ก็มี Titty&Co แล้วก็มีงานเดินแบบในงาน Fukuoka Asia Collection (FACO) แล้วก็จะมีในเรื่องของคอสเมติก เขาบอกว่าหนูผิวขาว ลูกค้าก็เลยสนใจ แล้วก็งานแอพพลิเคชั่นค่ะ UPME เกี่ยวกับการโปรโมต เครื่องสำอางของแบรนด์ญี่ปุ่น แล้วก็มีแอพพลิเคชั่น SHOWROOM เป็นไลฟ์ สตรีมมิ่ง ที่วง AKB48 เขาก็ใช้ในการไลฟ์ แล้วเขาอยากขยายฐานมาที่เมืองไทย ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็เป็นรายการ Japan journey ที่ทำกับปัญ กำลังออนแอร์อยู่ช่อง 9 MCOT เวอร์ชั่นที่ 2 จะมีแก้วกับตาหวานและสองเวอร์ชั่นนี้จะต้องมาแข่งขันกัน โดยให้ผู้ชมโหวตว่าชอบคู่ไหนมากกว่ากัน ถ้าใครเป็นผู้ชนะก็จะได้ทำเพลง”



เราต้องรับมือกับความดังที่เกิดขึ้นด้วย?
“เมื่อก่อนไม่มีใครรู้จักเราเลย แต่ตอนนี้มีคนรู้จักเดินไปไหนมีคนจำได้ อย่างบางทีเวลาเราเพิ่งเลิกซ้อมมา หน้าเราโทรมมาก อยู่ในชุดออกกำลังกาย คือเรารู้สึกกับตัวเองเลยว่า ต่อไปเราจะทำอะไรแบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะว่าเราก็ต้องดูแลตัวเองนิดนึง เวลาคนที่เขามาเจอเรา เขาจะได้รู้สึกดีกับเรา เขาจะได้ไม่ตกใจ (หัวเราะ) แล้วก็ต้องรับมือกับกระแสโซเชียล ส่วนมากก็จะมีคนชอบ และก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่สงสัยว่าคือวงอะไร เราก็อธิบายไป อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นแบบไม่ชอบ แต่เราก็ไม่ได้ไปติดอะไรตรงนั้น เพราะเรายังใหม่มาก แต่ก็หวังว่าคนส่วนที่ไม่ชอบเราก็อยากให้ศึกษาเกี่ยวกับวงของเรา คอยแอบดู เผื่อวันหนึ่งเขาอาจจะชอบขึ้นมาก็ได้ มีหลายคนเลยค่ะที่ตอนแรกไม่ชอบ จนตอนนี้มาเป็นแฟนคลับไปแล้ว”

การใช้ชีวิตทุกวันนี้เปลี่ยนไปไหม?
“เปลี่ยนค่ะ แต่ไม่ได้ทำตัวให้พราวในตัวเอง ไม่ใช่แบบว่าฉันดังแล้ว ไม่เคยคิดแบบนี้เลย แต่เปลี่ยนในที่นี้หมายถึง การเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม เช่น เมื่อก่อนตรงนี้ขี้เกียจทำเราก็ไม่ทำ แต่ว่าตอนนี้ต้องมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น นอบน้อม เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม เพราะเราตระหนักดีว่า เราได้รับโอกาสที่ดีนี้มาจากสังคม และเราก็ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด”

แต่การมาอยู่ตรงนี้ก็ต้องสูญเสียอะไรบางอย่างและต้องอยู่ในกฎของ BNK48?
“ก็คุ้มค่ะ เพราะว่ามีน้อยคนมาก ๆ ที่จะได้รับโอกาสตรงนี้ ถึงแม้ว่าเราจะมีกฎยิบย่อยอะไรมากมาย แต่ว่าถ้าเราตั้งใจทำจริง ๆ ก็สามารถทำได้ และผลที่ได้รับมันจะมากกว่าที่เราพยายามอีก ไม่รู้สึกลำบากเลย เราเห็นเพื่อนทำได้ เราก็ต้องทำได้ แล้วเมื่อคนภายนอกเห็นว่าเราทำได้ก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอีกที”

วัยหนุ่มสาว อาจจะอยากมีความรัก กฎนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง?
“ถ้าในเรื่องของความรักนะคะ บอกได้เลยว่า BNK48 ทุกวันนี้ งานแน่นทุกวัน ไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องความรักแน่นอนค่ะ เพราะว่างานวันหนึ่ง บางทีอาจจะมี 2-3 งานด้วยซ้ำ แค่การเดินทางก็เหนื่อยแล้ว เราต้องโฟกัสไปที่ตัวงานและการฝึกซ้อม แล้วก็การร้องเพลงมากกว่า แค่นี้ก็ไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องความรักแล้ว ตอนนี้วงยุ่งมาก(หัวเราะ)”

การเข้ามาอยู่ตรงนี้ที่บ้านสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน?
“ที่บ้านให้ตัวหนูเป็นคนตัดสินใจ ก็เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่พ่อแม่เข้าใจว่าลูกต้องการอะไร ต้องขอบคุณพ่อกับแม่มากที่ยอมให้หนูมาทำในสิ่งที่ต้องการ และท่านก็จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ อันไหนที่ไม่เหมาะสมเขาก็จะคอยช่วยดูให้ แต่เขาไม่ได้เป็นตัวกำหนดกะเกณฑ์ว่า ลูกต้องไปทางนี้นะ”



มีแพลนชีวิตต่อจากนี้ไหมว่าจะทำอะไรต่อไป?
“ต่อจากนี้หนูมองงานที่อยู่ข้างหน้าหนูก่อนเลย ก็เข้ามาเรื่อย ๆ เป็นสเต็ป ๆ งานเยอะมาก ๆ แต่อนาคตตอนที่โตมาก ๆ หรือตอนแก่แล้วก็อาจจะเปิดธุรกิจเสื้อผ้าหรือคาเฟ่ที่เราชอบ ส่วนตัวหนูเป็นคนที่สบาย ๆ ก็อยากจะเปิดธุรกิจเกี่ยวกับความสวยความงามด้วยค่ะ”

ต้องไปทำงานกับทางญี่ปุ่นเราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
“เตรียมตัวตอนนี้คือ ออกกำลังกายหนักขึ้นค่ะ เพราะต้องไปเป็นนางแบบที่โน่น เราก็จะไปอยู่กับเอเจนซี่ที่ญี่ปุ่น เรื่องภาษาญี่ปุ่นอาจจะพูดได้ไม่เยอะ แต่ภาษาอังกฤษต้องพยายามสื่อสารกับเขาให้ได้มากที่สุด แล้วก็ต้องปรับความคิดของตัวเองว่า ห้ามท้อนะ เพราะไปตรงนั้นเราไปคนเดียว เราห้ามท้อเด็ดขาด เพราะมีคนคอยสนับสนุนเราอยู่ที่ไทย เราต้องไม่ทำให้เขาผิดหวัง ก่อนหน้านี้เคยทำงานกับคนญี่ปุ่นมาบ้างตอนไปถ่ายเอ็มวี “Anata To Christmas Eve” ทีมงานทั้งหมดเป็นคนญี่ปุ่น แต่ไม่มีข้อจำกัดทางด้านภาษาเลย เพราะว่าคนญี่ปุ่นเขาน่ารักมาก การทำงานทุกอย่างเป็นไปตามแผน ไม่หลุดแผนเลย ซึ่งหนูชอบมาก ถึงแม้ว่าบางงานเราจะทำไม่ได้ เราก็ต้องทำให้ได้ นี่คือการบังคับตัวเองอีกทางหนึ่ง นี่คือหนทางที่จะทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ที่ดีด้วย”

มีความกังวลอะไรไหม?
“ตอนแรกก็มีความกังวลค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้หายกังวลก็คือการจัดตารางชีวิตตัวเองที่ไทย 1.ออกกำลังกาย 2.ดูแลผิวพรรณ 3.ปรับทัศนคติ คือทำตัวให้พร้อมที่สุดที่ไทย เมื่อไปถึงตรงหน้างาน ตอนนั้นเราก็จะแสดงความเป็นมืออาชีพออกมาได้ เพราะว่าเราพร้อมทุกอย่างแล้ว”

ถือว่าวันนี้มาได้ไกลมาก ๆ?
“ไกลมาก เกินคำว่า “ฝัน” ไปด้วยซ้ำ เพราะหนูฝันแค่ได้ร้องได้เต้นได้มีความสุข แต่ตอนนี้ได้รับโอกาสที่พิเศษมาก ๆ เกินฝันของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ต่อไปนี้มันก็จะเป็นอะไรที่แปลกใหม่แล้ว มันก็จะเป็นความตื่นเต้นในชีวิต มันก็ต้องลองเริ่มต้นใหม่สักครั้ง”

อยากฝากอะไรถึงแฟน ๆ ที่คอยติดตามและเป็นกำลังใจให้เราบ้าง?
“ก็ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่หนูมาออดิชั่นเลยนะคะ ก็จะคอยมีพี่ ๆ แฟนคลับทุกคนคอยสนับสนุนหนูมาตลอด ทุกคนคอยส่งรอยยิ้มให้ เวลาหนูไปตามที่ต่าง ๆ ทำให้หนูไม่รู้สึกน้อยใจหรือเคว้งคว้าง ตรงนี้เป็นพลังบวกที่ทุกคนส่งมาให้หนูและหนูได้รับแล้วในการทำงานหนูก็จะส่งพลังบวกและรอยยิ้มให้เขากลับไปด้วยเช่นกัน อยากบอกว่าจากวันแรกจนถึงวันนี้ หนูรักพวกเขามากค่ะ หนูรู้สึกขอบคุณ ต่อจากนี้ก็ต้องเปลี่ยนการทำงาน แต่ก็ยังอยู่บริษัทเดิม อาจจะเปลี่ยนไปดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แล้วก็ต้องฉายเดี่ยวแล้ว ก็ยังหวังว่าเขาจะสนับสนุนเราต่อไป และเราอยากบอกเขาว่าเรายังเป็น แจน BNK คนเดิม ยังเป็นคนที่รักเขาเสมอ ไม่เคยทอดทิ้ง ไม่ได้จากไปไหน ยังอยู่ที่เดิม สามารถติดตามได้เหมือนเดิม อย่างเช่นเรายังเคยคุยกันในโซเชียล เราก็ยังคุยกันได้เหมือนเดิม อยากบอกว่า ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้ ต่อไปนี้จะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้แฟน ๆ ทุกคนผิดหวังแน่นอน”

แม้ว่าต่อไปจะไม่มีนามสกุล BNK48 ต่อท้ายชื่อแล้ว แต่แจนก็ยังจะเป็นเมมเบอร์ BNK48 ที่อยู่ในใจของโอตะตลอดไป.





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    96%
  • ไม่เห็นด้วย
    4%

ความคิดเห็น