อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564

'อร BNK48' สาวคิดบวก มองเห็นคุณค่าในตัวเอง

หนึ่งสาวในวง BNK48 อร-พัศชนันท์ เจียจิรโชติ สาวผู้ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวตั้งแต่ ม.2 พ่อแม่แยกทางกัน และเคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ถึงขั้นฆ่าตัวตายมาแล้ว แต่วันนี้เธอมีชีวิตใหม่ และกำลังไปได้สวยกับงานในวงการบันเทิง อาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 07.00 น.

หนึ่งสาวในวง BNK48 ที่ชีวิตมีหลากหลายแง่มุมให้ชวนติดตามมาก ๆ นั่นคือ อร-พัศชนันท์ เจียจิรโชติ สาวผู้ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวตั้งแต่ ม.2 พ่อแม่แยกทางกัน และเคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ถึงขั้นฆ่าตัวตายมาแล้ว แต่วันนี้เธอมีชีวิตใหม่ และกำลังไปได้สวยกับงานในวงการบันเทิง วันนี้ “ดาวต่างมุม” จะมาคุยเจาะลึกถึงความคิดและมุมมองในการใช้ชีวิตของเธอกัน

สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจมาเป็น BNK48?

“ความฝันวัยเด็กหนูชอบแสง สี เสียง ชอบอยากอยู่บนเวที อยากเป็นศิลปิน อยากจะอยู่ในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็ก ๆ คุณแม่ก็คอยเชียร์ ไปออดิชั่นช่องต่าง ๆ เล่นละคร แต่เหมือนตอนนั้นมันโตไม่พอ โอกาสยังมาไม่เต็มที่ แต่พอเรามาออดิชั่นติดที่นี่เราก็เลยเอา ก็เคยผ่านงานประกวด ถ่ายเอ็มวี แบบเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เอามาปรับใช้ในการทำงานตอนนี้ แต่ก็ยังใส่ความเป็นตัวเองนะคะ หนูว่าวง BNK48 เป็นวงที่เรียล เราเป็นไงก็เป็นงั้น อาจจะมีรักษาภาพบ้างในบางสถานการณ์ แต่เราก็ใส่ความเป็นจริงของตัวเองไป หนูก็เป็นได้ทั้งหวาน ทั้งแมน ทั้งแบ๊ว เป็นได้หมด ถ้าคาแรกเตอร์ตรง ๆ คงจะเป็นเด็กที่พูดมาก ร่าเริง และมีทัศนคติที่ดี ด้วยความที่อาจจะเกือบแก่สุดในวง ก็ต้องคีฟลูค มีความเป็นแม่ ดุน้องหน่อย ๆ อย่างเวลาออกงาน น้องบางคนก็จะไม่รู้ว่าอยู่ตรงนี้น้องควรเงียบนะคะลูก หรือว่าทำตัวยังไงเวลาเจอผู้ใหญ่”

เคยแบบต้องไปดุน้องแล้วเขาไม่พอใจไหม?

“มีวิธีการดุดีกว่าค่ะ เพราะว่าน้องค่อนข้างมาจากหลายบ้าน น้องเขาจะเซ้นซิทีฟ ถ้าหนูไปดุแบบว่า ทำแบบนี้ไม่ได้นะ น้องบางคนก็อาจจะร้องไห้ ซึ่งมันต้องมีวิธีการคุย ช่วงแรก ๆ ยังปรับไม่ได้ เวลาไม่พอใจอะไรก็จะพูดตรงมาก น้องเขาก็จะมีช็อก มีนอยด์ แต่หนูก็ไปขอโทษน้องเขานะ คือหนูจะเป็นคนสังเกตคนว่าน้องคนนี้จะมามุมไหน ก็จะดูอารมณ์ น้อง ๆ จะดูไม่ยาก เขาจะแสดงออกมาชัดเจน”



ความยากของการมาเป็น BNK48 คืออะไร?

“อยู่ที่การอยู่หลาย ๆ คน เนื่องจากวงเราคนเยอะ การทำงานที่จะให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มันยากมากเลยนะ มันต้องใช้การปรับกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ มันมีการแข่งขันกันในวงด้วย สิ่งที่ยากที่สุดคือการปรับทัศนคติเรา คืออรเชื่อว่า ในวงมันมีการแข่งขันอยู่เสมอ เอาง่าย ๆ แค่ยอดไลค์เฟซบุ๊ก ไอจี หรือว่าการจับมือ หรือการที่เราออกงานแล้วมีคนตะโกนเชียร์เรา บางคนก็ไม่มีเลย คือมันจะเป็นภาวะกดดันที่ว่า คนนี้ได้ออกงาน คนนี้ไม่ได้ออกงาน คือมันค่อนข้างยากที่จะคุมจิตใจเราว่าเราจะแข็งแกร่งพอที่จะข้ามจุดนี้ไป มันเครียด แต่ละคนก็จะมีความน้อยเนื้อต่ำใจ มีความนอยด์ มีโพซิชั่นในวงว่า ออกงานทำไมเราได้อยู่ด้านหลัง อะไรพวกอย่างนี้มันก็จะต้องเคลียร์ตัวเองให้ได้ เราต้องมองตัวเองเสมอ ทุกคืนก่อนนอนหนูก็จะมานั่งคิดว่า วันนี้ทำอะไรมาบ้าง ทำดีหรือไม่ดีกับใคร ค่อนข้างใช้เวลากับตัวเอง เราต้องรู้ก่อนว่าเรามีดี เราต้องเห็นคุณค่าของตัวเองก่อน ไม่งั้นใครจะมาเห็นคุณค่าของเรา”

เป็นผู้หญิงคิดบวก?

“แต่ก่อนหนูจะเป็นคนคิดลบแล้วทำให้ตัวเองดาวน์ พอดาวน์เราก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ ชีวิตมันก็ไม่มีความสุข คิดว่าเราอย่าเป็นถุงพลาสติกที่รับก้อนหินที่หนัก ๆ อ่ะ พอรับมาเรื่อย ๆ มันดาวน์มาก นอยด์มาก สุดท้ายถุงขาด คนที่เสียมากไม่ใช่คนอื่นแต่เป็นเรา หนูก็เลยคิดว่าจัดการที่ตัวเองน่าจะดีที่สุด ก็เป็นคนแกร่งนะ แต่หนูก็มีจุดที่อ่อนไหว แค่ว่าจะจัดการจุดนั้นยังไง บางคนเลือกที่จะร้องไห้ บางคนเลือกที่จะใช้เวลากับตัวเอง ของหนูก็ใช้ทั้งสองอย่าง ร้องไห้ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ มันหมายความว่าเราได้ระบายอะไรออกมา พอเราร้องไห้เสร็จเดี๋ยวมันก็หาย”

เห็นว่าใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาตั้งแต่ ม.2 เพราะคุณพ่ออยู่ต่างประเทศ?

“ใช่ค่ะ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่คนเดียว คุณพ่อก็นาน ๆ มาที แต่ช่วงนี้จะมาบ่อย เพราะค่อนข้างคิดถึงลูก ช่วงแรกที่อยู่คนเดียวจำได้คือ คุณพ่อโทรฯ มาทุกชั่วโมง แล้วเรามีความสุขกับการอยู่คนเดียวมาก ตอนนั้นก็โลกสวย ก็คิดว่าสังคมมันไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ก็ขอบคุณพระเจ้าอรไม่เคยเจออะไรที่น่ากลัว เราแค่เลือกสังคมที่จะคบด้วย”



ทำไมตอนนั้นไม่กลับไปอยู่กับคุณแม่?

“คือตอนนั้นพออยู่กับคุณพ่อตั้งแต่ ป.5 ยัน ม.ต้น ใช้เวลาหลายปี มันเหมือนหนูโตขึ้นในจุดที่หนูไม่ได้อยู่กับคุณแม่ ก็เคยลองไปอยู่กับคุณแม่ แต่ก็คิดว่าอยู่คนเดียวน่าจะดีกว่า เพราะไม่อยากทะเลาะกัน ก็สนิทกับแม่ตอนเด็กค่ะ ช่วงที่อยู่ด้วยกัน แต่หนูว่าหนูไม่ได้สนิทขนาดนั้น ก็รักนะคะ คุณแม่ก็ดูแลหนูมาปกติ แต่แค่รู้สึกว่าทัศนคติเราไม่ตรงกัน คิดว่าอยู่ด้วยกันแล้วมันจะบ้านแตก ทุกวันนี้ก็คุยกัน กินข้าว เจอกันปกติ ก็รักแม่ ไปเจอกันที่โบสถ์ แต่คิดว่าการอยู่บ้านร่วมกัน จะทำให้เราทะเลาะกันนั้นเราเคลียร์ตัวเองด้วยการอยู่คนเดียวดีกว่า สำหรับหนูการอยู่คนเดียวมันไม่ยากมากนะ แต่ที่ยากในช่วงแรก ๆ คือการตื่นไปเรียน เพราะหนูเป็นคนขี้เซามาก”

ต้องอยู่คนเดียวให้ได้ในแบบไม่เสียคนนี่ทำยังไง?

“ก็แค่มีคำพูดหนึ่งที่คุณพ่อพูดคือ อย่าทำให้ป๊าผิดหวัง หนูก็ยึดคำสอนนั้นมา แล้วหนูก็มีีกิจกรรมที่โบสถ์ มีไปช่วยสังคม ไปโน่นไปนี่โดยที่ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องออกนอกลู่นอกทาง หนูก็แค่มีกรอบของหนูที่สบายใจ คือก็มีสังคมแต่คิดว่าอยู่ในแบบที่ตัวเองอยากจะอยู่มันดีกว่า คือมันมีทางเลือก ถ้าไม่มีทางเลือกหนูก็อยู่กับแม่นะ คือสมมุติป๊าหักดิบ ไม่ผ่อนคอนโดฯให้ หรือว่าไม่จ่ายเงินให้ ก็คงต้องกลับไปอยู่กับม้า แต่เขาทั้งคู่ก็เห็นว่าหนูอยู่คนเดียวได้ ม้าก็บอกว่าไม่ต้องอยู่กับม้าก็ได้ ก็อยู่คนเดียวไป ถ้ามันทำให้หนูมีความสุข เขาก็โอเคทั้งคู่”



ที่บอกว่าทะเลาะกับหม่าม้าบ่อยส่วนใหญ่เป็นเรื่องอะไร?

“เรื่องเล็กน้อยมาก กวาดบ้าน ถูบ้าน กินข้าว หม่าม้าค่อนข้างจะเป็นคนจีนหัวเก่า บางอย่างที่หนูทำ หนูใส่ เขาก็จะไม่ชอบ เขาจะชอบแบบค้นโทรศัพท์ คือมันเป็นสิ่งที่เด็กวัยรุ่นทุกคนไม่ชอบที่พ่อแม่ทำ คือเขาน่าจะเป็นห่วงเรามากเกินไป ก็จะวางกรอบของเขาไว้ให้เรา แล้วซึ่งหนูถูกเลี้ยงช่วงที่ผลัดเปลี่ยนที่ไม่มีสิทธิเถียงกับคุณพ่อคุณแม่ ช่วงประถมปลายถึงมัธยมต้นเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตหนูเหมือนกันที่แบบจะเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แล้วจุดนั้นคือหนูอยู่แบบอเมริกันสไตล์มาตลอด คิดเอง มีเสรีภาพ ถ้าเราเลือกทางผิดแล้วเราแย่ เราก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เราเลือก ช่วงที่อยู่กับคุณพ่อเขาจะให้อิสระมาก คิดเองทำเอง หากินเอง คุณพ่อก็แค่ส่งตังค์ หรือเวลาเจอก็นั่งตามร้านกาแฟทั้งวันแล้วก็สอน นั่งคุยกันว่าวันนี้เจออะไรมาบ้าง เหตุการณ์นี้ควรต้องแก้ยังไง แต่พอไปอยู่ในกรอบของหม่าม้าก็สอนเราในแบบของเขา เหมือนครอบงำว่าเธอต้องเป็นอย่างนี้นะ เธอต้องใส่เสื้อผ้าแบบนี้ เสื้อที่แม่เตรียมให้ หนูก็เลยคิดว่าเราอาจจะเข้ากันไม่ค่อยได้ คือหนูอยู่กับแม่ถึง ป.5 แล้วหนูก็เป็นคนเลือกเองที่จะไปอยู่กับพ่อ ช่วงนั้นทะเลาะกันนิดหน่อย น่าจะเป็นวันแม่ แล้วหนูอยากจะไปหาคุณพ่อ เพราะมันเป็นวันหยุดพอดี หม่าม้าอาจจะคิดว่าวันแม่ควรอยู่กับม้า แต่ป๊าไม่ได้เจอลูกนานก็อยากเจอลูก ก็เลยมาอยู่กับคุณพ่อ ตอนนั้นคุณพ่อยังอยู่ที่ไทยนะ คือพอเหตุการณ์นั้นเขาก็ทะเลาะกัน มันก็เรื่องผู้ใหญ่อะเนอะ สุดท้ายหนูก็เลยได้ไปอยู่กับป๊าในช่วงนั้น”

การที่พ่อแม่หย่ากัน เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กมีปัญหาไหม?

“เคยคิดนะคะว่า เรามีปัญหาที่จะอยู่กับครอบครัวสมบูรณ์ไม่ได้เลยหรอ แต่อีกมุมหนึ่งถ้าเราคิดว่ามีปัญหามันก็มี ก็แค่คิดว่ามันไม่มีปัญหาก็พอ ตอนนี้หนูก็ไม่ได้คิดขนาดนั้นแล้ว มันไม่เหมือนตอนเด็กที่แบบเห็นวันแม่คุณแม่คุณพ่อมา พร้อมหน้าพร้อมตา แต่เราไม่มีใครมา แต่พอเราปรับคิดเองได้ว่า มันโคตรจิ๊บจ๊อยเลย คือถ้ามันเป็นเรื่องที่ทำให้เรานอยด์ เราก็อย่าไปคิดถึง”

ได้ข่าวว่าเป็นโรคซึมเศร้าด้วย?

“อ่อใช่ มันเป็นช่วงที่อยู่คนเดียว มันเป็นจุดที่เรียนหนักมาก อะไรก็หนักมาก คืออรรู้สึกว่าสถาบันครอบครัวคืออะไรที่สำคัญมาก อาจจะเป็นปมอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้อรเคยคิดฆ่าตัวตาย หรือว่าเป็นโรคซึมเศร้า แต่อย่างที่บอกว่ามันเป็นที่ตัวเอง เกิดจากตัวเองทั้งนั้น”

ฆ่าตัวตายนี่คือทำไปแล้วหรือว่ายังไง?

“ทำไปแล้วค่ะ แต่ไม่บอกว่าทำยังไง คือตอนนั้นเป็นจุดพีคก็ไม่อยากให้คนอื่นมาทำอย่างนั้น หนูเข้าใจคนเป็นโรคซึมเศร้านะ เขาไม่มีทางเลือกนะ มันจะมีสองแบบที่เป็นแบบภาวะตอนนั้น กับที่สมองไม่ปกติ เคมีไม่เท่ากัน เลยเป็นโรคซึมเศร้า แต่หนูเป็นแบบภาวะที่ตอนนั้นเราเศร้า เราเครียดเรื่องเรียนมาก คิดว่าอนาคตเราไม่รู้จะอยู่ไปทำไม แค่คิดว่าป๊ากับม้าก็อยู่ได้ นั้นไม่มีหนูแล้วกัน คือมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ คนเป็นโรคซึมเศร้า คือเขาแค่ไม่มีทางเลือก เขาคิดว่าการที่ไม่มีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่ดี จุดนั้นพระเจ้าก็เปลี่ยนแปลงชีวิตหนูหลังจากนั้น พออยู่คนเดียวแล้วจะเริ่มรู้ว่าชีวิตตัวเองสำคัญ คือไม่ใช่ว่าไม่รักพ่อแม่นะคะ คือการไม่มีพ่อแม่หนูก็เสียใจแต่ก็ไม่ถึงขั้นนอยด์มาก เหมือนเรามีพระเจ้ามากกว่า คือตอนที่เป็นโรคซึมเศร้าเราจะคิดถึงแต่ตัวเอง”



วันนี้เราเป็น BNK48 แล้ว พ่อกับแม่ว่าอย่างไรบ้าง?

“คุณแม่น่าจะดีใจนะ ก็เป็นฟิลที่แบบเขาพยายามใส่กรอบมาตลอดว่า เต้นบัลเลต์ เรียนเต้น เรียนทุกอย่าง เขาส่งมาตลอด เหมือนตอบแทนสิ่งที่เขาทำในวัยรุ่นไม่ได้ เขาก็เลยมาตอบแทนให้ลูกเป็นแบบนี้แทน ส่วนคุณพ่อก็ไม่อยากให้เขารู้ว่าลูกต้องเจอกับอะไรบ้าง ต้องเจอคอมเมนต์หนักแค่ไหน เจอกับความไม่เป็นส่วนตัวในชีวิต เหมือนเขาก็เห็นว่าหนูเป็นโนบอดี้น่าจะดีกว่า แล้วเขาก็อยากให้หนูทำธุรกิจกับเขา ตอนนี้คุณพ่อกลับมาอยู่ไทยแล้ว แต่ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ท้ายที่สุดเขาก็ให้โอกาสเราตัดสินใจว่าเราจะเข้าหรือไม่เข้า”

เคยเจอวิจารณ์แรง ๆ ไหม?

“มี อย่างที่ผ่านมามีดราม่าอัดคลิป แฟนคลับเขาอัดคลิปหนูใน voov แล้วก็ตัดมาบางช่วงที่เป็นฟิลอ้อน ๆ หน่อย แล้วบีบเสียงหน่อย นั่นแหละเพจก็ไปตัดจุดนี้มา แล้วก็เริ่มมีคนหมั่นไส้ ไปคัฟเวอร์ล้อเลียนด่าด้วยคำหยาบคายหลังคลิป คนก็เริ่มมาเป็นพัน ๆ คอมเมนต์ สุดท้ายเขาก็มาหลังไมค์ขอโทษในไอจีว่าทำไปก็แค่อยากจะแชร์กับเพื่อน ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โต แต่สิ่งที่เขาแชร์ไป มันทำให้ภาพลักษณ์หนูเสียไง ถูกด่าเสียใจดิ คืนนั้นนอนไม่หลับ แล้ววันถัดมาต้องมีงาน คิดทั้งคืน แต่พอหนูกดเข้าไปดูเฟซบุ๊กคนที่มาเมนต์ด่า ตามกดเข้าไปดูว่า ชีวิตเขากดไลค์รูป หรือบ่นอะไรบ้าง แค่สิ่งที่เขากดไลค์มันก็ส่อว่าเขามีความคิดแนวไหน เขาอยู่กับคอมเมนต์ลบ ๆ โพสต์เขาก็จะนั่งบ่นทุกอย่างในชีวิต ตอนนั้นคิดได้ว่า เราควรสงสารเขาและปล่อยมันไป”

ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งเรื่องการปฏิบัติตัวและเรื่องเรียน?

“ตอนนี้เรียนแฟชั่นดีไซน์ สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์เรื่องเรียนหนูก็ดร็อปนะ แต่ไม่ใช่ไม่สู้ คือเราอยากเต็มที่ด้านนี้ก็รอดูว่าอนาคตจะยังไง กลางปีนี้ก็คิดว่าจะกลับไปเรียนนะ เพราะว่าเหลืออีกปีครึ่ง ที่ดร็อปเพราะเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยมันยากมากเลยนะ หนูนับถือหลายคนที่ทำได้ แต่เทอมหน้าคงต้องดูตารางอีกทีว่าจะได้กลับไปไหม ถ้าได้กลับไปก็ดีจะได้จบ แต่หนูก็ยังไม่อยากจบเร็วมาก เพราะว่าระยะเวลาที่อยู่ในวงมันยาว ถ้าเรียนใกล้จบในช่วงเวลาที่เราจะแกรดดูเอดมันก็น่าจะดีกว่า แต่ตอนนี้อยู่ในวงมันก็ยากที่จะออกมาทำแบรนด์ตัวเอง ถ้าเราเรียนจบพร้อมกันแล้วเราต่อยอดมันก็น่าจะดี แต่หนูก็ยังสับสนอยู่ คงต้องรอดูทีท่าใกล้กลางปีอีกหน เวลาน่าจะเป็นสิ่งสำคัญสุด และคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้บังคับว่าต้องรีบจบนะ คุณพ่อก็จะบอกว่าให้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ เลี้ยงตัวเองได้ก็พอ ตอนนี้หนูมีคอลเลกชั่นส่วนตัวอยู่อยากจะนำผ้าไทยมาประยุกต์ทำกับคอลเลกชั่นที่มันทันสมัยมากยิ่งขึ้น คือก็ช่วยชาวบ้านด้วย หรือจะทำเครื่องสำอางที่เป็นออร์แกนิกดีไหมที่พอจะช่วยชาวบ้านได้ อยากให้ของไทยไปสู่ระดับโลกเหมือนกัน การที่เป็น BNK48 มันเหมือนเป็นกระบอกเสียงที่ใหญ่คนก็เห็น แล้วเราทำจุดนี้ได้มันก็ดี”

อยากฝากอะไรถึงบรรดาแฟนคลับ?

“ขอบคุณที่ติดตามและรักในความเป็นอร ทุกคนก็รู้ว่าอรเป็นยังไงก็ยังรัก อยากให้เรารักษาสัมพันธภาพอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ นะคะ”

ชีวิตของเธอเป็นข้อคิดที่ดีให้กับอีกหลายคนมาก ๆ แม้บางจุดจะดาร์กหน่อย ๆ แต่เป็นชีวิตจริงที่ต้องก้าวข้ามผ่านมาให้ได้ ยังไงแฟน ๆ เป็นกำลังใจให้ อรอุ๋ง ด้วยนะจ๊ะ.

---------------------------------
มยุรี วนะสุขสถิตย์.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    99%
  • ไม่เห็นด้วย
    1%

ความคิดเห็น