อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563

'เนยBNK48'จากคนที่ถูกลืม ก้าวข้ามสู่ตำแหน่งเซ็นเตอร์

พูดคุยกับ "เนยBNK48" จากวันที่เป็นคนที่ถูกลืม ก้าวข้ามสู่ตำแหน่งเซ็นเตอร์ ที่ได้แต่รับปากโอตะในวันจับมือว่าจะพยายาม แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้มา อาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2561 เวลา 08.12 น.

จากเด็กสาวขี้อาย ที่สลัดความกลัวทั้งหมดเดินเข้ามาออดิชั่นเป็นสมาชิกของวงไอดอลกรุ๊ป BNK 48 และพัฒนาตัวเองมาสู่การได้เป็นเซ็นเตอร์ในเพลง “วันแรก” (Shonichi) เพลงใหม่ล่าสุดของวง ซึ่งความสำเร็จทั้งหมด เนย-กานต์ธีรา วัชรทัศนกุล นั้นต้องใช้ความกล้าอย่างมากที่จะออกจากกรอบชีวิตเดิม ๆ ของตัวเอง เพื่อเดินทางหาความฝัน วันนี้ “ดาวต่างมุม” ได้พูดคุยกับเธอและมองเห็นความพยายามของเธอจนมีวันนี้

เป็นคนขี้อายแต่ทำไมมาเป็นส่วนหนึ่งของ BNK48 ได้?
“จริง ๆ แล้วหนูเป็นคนชอบร้องชอบเต้นตั้งแต่เด็ก ๆ ค่ะ แต่ก็ไม่ค่อยกล้าแสดงออก มองดูอายุก็มากขึ้นทุกวัน ทำไมไม่ลองตัดสินใจทำอะไรที่ตัวเองชอบล่ะ วันหนึ่งเราก็นอนเล่นเฟซบุ๊กอยู่ที่หอ เจอเขารับสมัคร BNK48 โผล่เข้ามาทั้งที่เราไม่เคยติดตามอะไรที่เป็นญี่ปุ่นเลย วงรุ่นพี่หนูก็ไม่รู้จัก ก็เห็นคำว่าร้องกับเต้นเลยเริ่มสนใจ แต่ยังไม่กล้าสมัคร เพราะเรารู้ว่าถ้าสมัครก็ต้องไปเจอคณะกรรมการ ต้องไปแสดงความสามารถให้ดู เลยยังกลัว ๆ อยู่ ผ่านมาหลายวันก็ลองสมัครดูในวันสุดท้ายเลย ยังไม่บอกใครทั้งสิ้น ไม่มีใครรู้ว่าเราอยากมาทางนี้ เพราะเขาเห็นเราเป็นคนขี้อาย พอบอกแม่ว่าหนูติดนะ แม่เขาก็ไม่รู้จักว่าคืออะไร จริง ๆ แล้วแม่อยากให้หนูกล้าแสดงออก เพราะหนูเป็นคนที่อยู่ในกรอบของตัวเอง ครั้งนี้แม่เลยอนุญาตให้ไปค่ะ”

แล้วพอไปเจอหน้าคณะกรรมการ ตอนนั้นเป็นอย่างไร
“ขนาดยังไม่เจอหน้าคณะกรรมการ หนูเห็นเพื่อน ๆ แต่ละคนแต่งตัวกันมาเต็มมากค่ะ บางคนถือเครื่องดนตรีมาเพื่อจะแสดงความสามารถ แต่หนูมาตัวเปล่าเลย ใส่กางเกงยีนเสื้อธรรมดามา หนูหันไปหาแม่แล้วบอกว่าหนูไม่อยากเข้าไปแล้ว มันประหม่า เพราะคนอื่นเขาจัดเต็ม วันนั้นหนูกับแม่นั่งแท็กซี่ไปค่ารถจากบ้านไปงามวงศ์วานแพงมาก ประมาณ 500 บาท ก็เลยคิดได้ว่าแม่อุตส่าห์พามาแล้ว จู่ ๆ ไปแล้วไม่เข้าไป โอ้โห เสียดายเงิน (หัวเราะ) เลยลองดู พอเข้าไปเจอคณะกรรมการก็ยังกลัวอยู่ ยังสั่น ๆ เข้าไปหนูก็ร้องเพลง ร้องยังไม่ทันจบเขาก็ให้หยุด ตอนนั้นใจแป้วมาก เราร้องไม่โอเคเหรอ เขาถามว่าอยากแสดงความสามารถอะไรอีกไหม ตอนนั้นเราประหม่าและอายด้วย เลยบอกไปว่าไม่แสดงค่ะ เขาเลยบอกว่าถ้าไม่แสดงก็กลับไปนั่งที่ ตอนหนูกำลังจะหันหลังกลับไป เขาก็พูดว่าไม่แสดงอะไรจริง ๆ เหรอเนี่ย ในใจหนูคิดว่าจะแสดงดีไหม กลัวเขาจะหาว่าเราไม่เตรียมตัวมา เลยบอกว่าเตรียมเต้นมาค่ะ เขาเลยให้เต้นแต่ไม่ให้เปิดเพลง เราก็ต้องฮัมเพลงแล้วเต้นไป เต้นเสร็จเขาถามว่าไม่เคยเรียนเต้นมาใช่ไหม ก็ตอบไปว่าไม่เคยค่ะ แค่อยู่บ้านดูคลิปแล้วก็เต้นตาม ถึงแม้จะผ่านการคัดเลือกมา แต่หนูยังคงขี้อายอยู่ ขนาดตอนเปิดตัวก็ยังเป็นคนเงียบ ๆ จะกล้าพูดมากขึ้นก็ตอนเพลงคุกกี้เสี่ยงทายในช่วงหลัง ๆ นี่เอง”



พูดถึงการฝ่าฟันเพื่อเป็นเซ็มบัตสึให้ได้?
“ตอนนั้นหนูยังไม่รู้กฎเลยว่าเซ็มบัตสึคืออะไร เซ็นเตอร์คืออะไร ตอนแรกที่เข้ามา เขาให้ฝึกอะไรก็ฝึก ยังไม่ได้โฟกัสตรงนั้นเลย แค่รู้ว่าเราฝึกอยู่เพื่อคัดเลือกอะไรสักอย่าง แม้หนูจะชอบเต้นมาก แต่คนอื่นเขาก็เก่งมาก ๆ ไง แล้วหนูเป็นคนจำท่าได้ช้ามาก เคยรู้สึกท้อว่าทำไมเราทำไม่ได้เหมือนคนอื่น ในช่วงแรกหนูไม่ได้ถูกพูดถึงเลย คือเขาจะมีไอจีเพื่อให้เราพรีเซนต์ตัวเองว่าเป็นคนยังไง เพราะตอนแรกแฟนคลับจะยังไม่เห็นถึงความสามารถของเรา แต่หนูไม่ค่อยถูกพูดถึง เราเลยไม่ค่อยโพสต์ไอจีและเฟซบุ๊ก คือเงียบมาก เหมือนตอนนั้นมันรู้สึกเฟล ๆ พี่ ๆ ทีมงานที่ดูแลเรายังบอกว่าเพิ่งจะรู้จักเนยก็ตอนสอบเต้น คือมันจะมีสอบเต้นครั้งหนึ่งเพื่อคัดเลือก แล้วมันมีคลิปที่เนยเต้นซึ่งพี่ทีมงานเอาไปลง หลายคนเห็นเนยจากตรงนั้นเลยเริ่มรู้จักเรา เราอาจจะเต้นยังไม่เก่ง แต่คนเริ่มมองเห็นเรามากขึ้นค่ะ”

ในที่สุดก็มาถึงวันที่ได้มาเป็นเซ็นเตอร์แล้ว?
“หนูไม่เคยมีความคิดว่าจะได้เป็นเซ็นเตอร์มาก่อนเลยค่ะ เพราะตำแหน่งนี้ทุกคนจะคาดหวังอยู่แล้ว แฟนคลับหลายคนจับมือเรา บอกเราว่าเป็นเซ็นเตอร์ให้ได้นะ เราก็รับปากไปว่าจะพยายาม แต่เราไม่รู้ว่าจะได้เป็นตอนไหน ในเพลงวันแรก เขาประกาศชื่อมิวสิกก่อน เราก็ดีใจไปกับน้องด้วย เพราะเขาสมควรได้อยู่แล้ว หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพลงนี้มีเซ็นเตอร์ 2 คน พอเขาบอกว่ามีอีกคนหนึ่งนะ พอประกาศว่าเป็นเราปุ๊บ ตอนนั้นทุกอย่างมันวูบไปเลย เพราะมันตกใจ เขาให้เราพูดถึงความรู้สึก ตอนนั้นหนูคิดคำไม่ออกเลยจริง ๆ เพราะไม่ได้เตรียมมา เหมือนทุกอย่างมันชัตดาวน์เลยค่ะ”

ตอนนี้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง?
“ยังค่ะ หนูว่ามันแค่ก้าวเล็ก ๆ เอง จากที่หนูไม่มีคนสนใจ ตอนนี้เริ่มมีคนเห็นหนูมากขึ้น มันคงเป็นผลมาจากการที่เราพยายามมาตลอด มันเริ่มส่งผล เหมือนเราเพิ่งได้โอกาสจากผู้ใหญ่ให้ก้าวขึ้นมาตรงจุดนี้ คือถ้าเราคิดว่าเราดีแล้ว เราอาจจะไม่พัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นมันแค่เริ่มต้นเอง ยังมีอีกหลายอย่างให้หนูได้พัฒนาไปมากกว่านี้”



ตอนนี้ความขี้อายหายไปแล้วใช่ไหม?
“หายไปเยอะแล้วค่ะ อย่างไปตู้ปลาแรก ๆ แค่ถ่ายรูปก็เขินอายแล้ว ยิ่งคนมองหรือคนรุมเยอะ ๆ จะไม่ค่อยกล้าพูด จะเกร็งมาก ช่วงแรก ๆ ที่สอบร้องเพลงก็มือสั่น เพราะเรารู้ว่ามีคนจับจ้องอยู่ เราจะเริ่มปิดตัวเอง แต่พอมีโอกาสได้เดินสายโปรโมตหลายงานเข้า หนูรู้สึกว่าความกล้ามันมีมากขึ้น ตอนนี้ไปตู้ปลาเหมือนเราเปิดตัวเองมากขึ้นแล้ว กล้าคุย หรืออย่างเวลาไปออกสื่อ แต่ก่อนถ้าไม่ใช่คำถามที่เจาะจงว่าเป็นหนู หนูก็จะไม่พูดเลย พอมาซิงเกิ้ลนี้ต้องโปรโมตต้องพูดเยอะ มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำแล้วนะ ก็เปิดตัวเองออกมา”

รู้สึกกดดันไหมที่ต้องมีการแข่งขันภายในวง?
“กดดันค่ะ แต่เราไม่ได้คิดว่าเราจะต้องแข่งกับคนนี้ หรือต้องดีกว่าคนนั้น อย่างน้อยเราต้องพัฒนา ต้องก้าวขึ้นมาให้ไกลกว่าเดิม ทางผู้ใหญ่เขาไม่ได้มองว่าเราจะดีกว่าคนนั้นคนนี้ไหม แต่เขามองว่าเราพัฒนาขึ้นแค่ไหน ก็เลยกดดันที่ต้องทำให้ตัวเองพัฒนาขึ้น ไม่ได้กดดันว่าต้องแข่งกับเพื่อน”

แล้วถ้าซิงเกิ้ลหน้าไม่ติดเซ็มบัตสึจะรู้สึกอย่างไร?
“คงเฟลมาก ๆ อาจจะวูบไปเลย เพราะหนูติดมาตลอด ซึ่งพอมันหล่นปุ๊บ มันจะเจ็บมาก อาจจะเฟลไปสักพักใหญ่ ๆ เลย แต่สุดท้ายก็คงต้องพยายามต่อไป ซิงเกิ้ลมันออกตลอด ประมาณ 3 เดือนออกที ถ้าเรามัวแต่เฟล โอกาสที่จะขึ้นมาอีก มันก็ยาก เราไปทำดีให้เขาเห็นดีกว่า เพราะซิงเกิ้ลหน้ามันก็ยังมีโอกาสอีกค่ะ”



แสดงว่าต้องมีการเผื่อใจไว้ทุกครั้ง
?
“ใช่ค่ะ ทางผู้ใหญ่เขามองหลาย ๆ อย่าง ไม่ได้มองจากความพยายามอย่างเดียว เพราะทุกคนในวงก็พยายามหมด มันคงมีหลายปัจจัย อย่างบางซิงเกิ้ลอาจไม่เหมาะกับเรา ก็ต้องเผื่อใจไว้ เพราะไม่รู้เขามองมุมไหน”

พอมาเป็นเนย BNK48 ใช้ชีวิตยากขึ้นหรือเปล่า?
“ไม่นะคะ เหมือนเดิมเลย การใช้ชีวิตปกติมาก พูดคุยกับเพื่อนตามปกติ แต่สิ่งที่เปลี่ยนน่าจะเป็นการวางตัวของเรามากกว่า เพราะมีคนจับจ้องเรามากขึ้น เราต้องวางตัวให้ดีค่ะ”

มีเป้าหมายในวงการบันเทิงอย่างไรบ้าง?
“เป้าหมายในตอนนี้คืออยากทำให้ BNK แข็งแรงกว่านี้ค่ะ แม้หนูเป็นแค่ส่วนน้อย ๆ ในวง หลายคนมองว่า BNK มันเป็นแค่กระแสจากเพลงคุกกี้ เพลงอื่น ๆ คนจะรู้จักเราน้อยมาก แล้วคนจะมองว่าเราเป็นอะไรที่แปลกใหม่ มีกฎระเบียบแปลก ๆ เช่น ห้ามถ่ายรูป มันเลยทำให้คนสนใจเรา สื่อหลายสื่ออยากสัมภาษณ์เพราะเห็นว่ามันแปลกใหม่ หนูจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ BNK แข็งแรง ไม่ว่าจะออกเพลงอะไรมา จะอยู่นานเท่าไร BNK ก็จะยังคงมาตรฐานอยู่แบบนี้ค่ะ”



กฎระเบียบของวงทำให้เราลำบากบ้างไหม
?
“น่าจะลำบากในช่วงแรกที่เรายังไม่ชินมากกว่า ด้วยความที่หนูไม่เคยติดตาม AKB ไม่รู้ว่ามีกฎแบบนี้ หนูมองว่าดาราเบอร์ใหญ่ ๆ เขาก็ถ่ายรูป จับมือแฟน ๆ ได้ แล้วเราเป็นแค่เบอร์เล็ก ๆ แต่มีกฎห้ามถ่ายห้ามจับมือนะ ตอนนั้นเรากลัวว่าคนจะมองว่าเราหยิ่งหรือเปล่า กับเพื่อนก็ห้ามถ่ายรูปนะ เพื่อนจะมองเรายังไง เข้ามาวงนี้แล้วหยิ่งเหรอ ตอนนั้นเราหนักใจมาก ก็ต้องบอกไปว่ามันเป็นกฎ เราต้องทำตามจริง ๆ พอเดินสายโปรโมต หลายสื่อโปรโมตให้เราว่านี่มันเป็นกฎนะ หลายคนเริ่มเข้าใจมากขึ้น ตอนนี้หนูเลยคิดว่ามันเป็นกิมมิคของวงเรามากกว่า เพราะมันสร้างความแตกต่างจากวงอื่นค่ะ”

แล้วเรื่องห้ามมีแฟนล่ะ?
“เอาตรง ๆ เลยนะคะ ตอนนี้ไม่มีคนเข้ามาเลยค่ะ (หัวเราะ) ตอนที่ยังไม่เข้ามาในวง เรียนมหาวิทยาลัยก็มีคนเข้ามาคุยบ้าง แล้วพอเราเข้ามาอยู่ในวง หลายคนรู้จักหนูมากขึ้น คนอาจจะมองว่าต้องมีคนมาชอบเยอะแน่เลย แต่กลับกันเลยค่ะ ไม่มีเลย หรือเขาอาจจะรู้กฎแล้วไม่กล้าเข้ามาคุยด้วย หนูเลยไม่มีปัญหาเรื่องแฟน จริง ๆ แล้วหนูยังไม่เคยคบใครเป็นแฟนด้วยซ้ำ เพราะหนูเป็นคนเบื่อง่าย ส่วนมากเราจะคุยกันก่อน แล้วบางคนมาเจ๊าะแจ๊ะกับเรามากขึ้นปุ๊บ ถ้าหนูรู้สึกว่าไม่ใช่ ก็จะถอยออกมา เลยยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนในช่วงก่อนเข้าวง”

ทำงานตรงนี้มีผลกระทบต่อการเรียนหรือเปล่า?
“ด้วยความที่หนูเรียนคณะวิทยาศาสตร์ มันยากมากค่ะ แน่นอนว่ามีผลกระทบอยู่แล้ว มันไม่มีทางที่เราจะทำมันได้ดีทั้ง 2 อย่าง คณะวิทย์ต้องเข้าแล็บเยอะมาก หนูอยู่ปี 3 แล้ว ตารางเรียนคือวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์เลย ถ้าเรียนเต็มเวลา หนูจะไม่สามารถมาทำตรงนี้ได้เลยสักวันเดียว ต้องเลือกระหว่าง 2 ทางนี้ พ่อแม่บอกว่าเรื่องเรียนยังไงก็ห้ามทิ้งนะ เราก็ต้องเลือกว่าเราจะไปทางไหนมากกว่า อย่างตอนนี้หนูเป็นเซ็นเตอร์ หนูก็ต้องไปทำหน้าที่โปรโมตเพลง มันเป็นหน้าที่หลักในการทำงาน จะมาบอกว่าเดี๋ยวไปเรียนก่อนนะ มันไม่ได้ งานมันจะเสียหาย เราโตแล้วก็ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของเรา หนูเลยเลือกมาทำตรงนี้ก่อน ส่วนเรื่องเรียนยังไม่ทิ้ง ได้มีการพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่เรื่อย ๆ แต่ช่วงนี้อาจจะไปเรียนไม่ได้ อาจจะขอดร็อปไว้ก่อน แล้วพอซิงเกิ้ลหน้าหรือถ้ามีรุ่น 2 เข้ามา เราคงจะว่างมากขึ้น ก็ค่อยกลับไปเรียนให้เต็มที่ค่ะ ช่วงแรกที่ดร็อป รู้สึกแย่มากว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ตอนนี้คิดว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่เราไม่ได้แก่เกินเรียนนะ งานตรงนี้ที่ทำอยู่ มันเป็นโอกาสจริง ๆ มันเป็นช่วงจังหวะ โอกาสมันไม่ได้มาหาเราตลอด หนูเลยเลือกที่จะเอาโอกาสตรงนี้ก่อน”



สุดท้ายนี้ฝากอะไรถึงน้อง ๆ ในฐานะไอดอลคนหนึ่ง

“อยากจะฝากถึงคนที่อยากก้าวเข้ามาทำตามสิ่งที่ตัวเองรักแต่ยังไม่กล้า หนูมองว่าอยากให้ลองมันสักตั้ง อย่างน้อยเราเกิดมาแล้วทั้งที จะมาปิดกั้นตัวเองแค่คำว่าไม่กล้าคำเดียว มันน่าเสียดายมาก อยากให้ลองตัดสินใจก้าวเข้ามา ให้มองในสิ่งที่เรารักดีกว่า ให้มุ่งไปตรงนั้น แต่ก็ต้องไม่ทิ้งเรื่องการเรียนด้วยนะคะ”

ทุกอย่างที่เนยได้รับในวันนี้เป็นผลแห่งความพยายาม ดั่งเนื้อเพลง “วันแรก” (Shonichi) ที่บอกไว้ว่า “คำว่าพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ” สู้ต่อไป...นะจ๊ะ คุณอ๊บ..





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 11.33K