อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2564

'ก่อน BNK48'สาวใจร้อน 'หนูเย็นลงได้เพราะเสียงเพลง'

ทำเอา ก่อน-วฑูศิริ ภูวปัญญาสิริ แห่งวง BNK 48 ถึงกับบอกกับตัวเองว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเองเด็ดขาด เพราะการได้เป็นหนึ่งในสมาชิกวง BNK 48 นั้น ทำให้เธอได้ทำในสิ่งที่รัก และเดินตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จ วันนี้ อาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2561 เวลา 07.00 น.


จากเด็กอันเดอร์เกิร์ลรั้งท้าย แต่พัฒนาตัวเองก้าวเข้าสู่การเป็นเซ็มบัตสึในซิงเกิ้ล “วันแรก” (Shonichi) ได้สำเร็จ ทำเอา ก่อน-วฑูศิริ ภูวปัญญาสิริ แห่งวง BNK 48 ถึงกับบอกกับตัวเองว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเองเด็ดขาด เพราะการได้เป็นหนึ่งในสมาชิกวง BNK 48 นั้น ทำให้เธอได้ทำในสิ่งที่รัก และเดินตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จ วันนี้ “ดาวต่างมุม” ได้นั่งสัมภาษณ์เธออย่างใกล้ชิด ได้เห็นแววตาแห่งความมุ่งมั่นของเธออย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ

 มาเป็นสมาชิกของ BNK48 ได้อย่างไร? 
“ก่อนเป็นคนที่ชอบและติดตามศิลปินเกาหลีมากค่ะ เขาได้มอบความสุขให้แก่แฟนคลับ ก่อนเลยอยากเป็นแบบนั้นบ้าง แต่เราเป็นคนที่ขี้อายก็เลยยังไม่เคยไปแคสงานที่ไหนเลย แต่กับ BNK มันมีอะไรดลใจก็ไม่รู้ หรือฟ้าอาจจะลิขิตก็ได้ค่ะ (หัวเราะ) ก็เลยสมัครดู เพราะแค่ส่งโปรไฟล์ไปให้ดูก่อน ยังไม่ต้องเจอตัว เลยกล้าที่จะลองทำสักครั้งหนึ่ง แต่พอเขาประกาศคนที่เข้ารอบ 300 คน เราก็ตกใจว่ามีชื่อเราด้วยเหรอ เลยบอกคุณแม่ว่าเราติด แล้วก็ให้คุณแม่พาไป ก่อนแสดงความสามารถพิเศษด้วยการเล่นไวโอลิน ของก่อนร้องเพลงอย่างเดียวค่ะ ไม่ได้เต้นเพราะเล่นไวโอลินไปแล้ว ก่อนชอบร้องเพลงมากค่ะ เป็นคนที่ชอบฟังเพลงอยู่แล้ว ก่อนเป็นคนใจร้อน เวลาใจร้อนก็เลยมาฟังเพลง ฮัมเพลงตาม แรก ๆ ยังไม่กล้าออกเสียง ตอนหลังก็เริ่มร้องมากขึ้น เสียงเพลงมันทำให้เราใจเย็นลง”



ดูบุคลิกไม่น่าเป็นคนใจร้อนนะ
?
“เมื่อก่อนใจร้อนมากเลยค่ะ โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย แต่เพราะเพลงทำให้เราเย็นลง ช่วงวัยที่โตขึ้นและประสบการณ์ต่าง ๆ ทำให้เราเรียนรู้ว่าเราไม่ควรใจร้อน”

แล้วพอเข้ามาอยู่ในวง BNK ความใจร้อนลดลงไหม?
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก่อนจะใจร้อนกับคนอื่น แต่พอมาอยู่ในวง BNK ก่อนหงุดหงิดกับตัวเองตลอดเวลา ช่วงแรกทำไมเราทำไม่ได้สักที ตอนนั้นไม่ชอบตัวเอง มีร้องไห้เยอะมาก แต่มันก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ตอนนี้ร้องไห้น้อยลงแล้ว แต่ก็ยังมีบ้าง ในบางครั้งที่เราฝึกมาตั้งนานแต่ทำไม่ได้สักที เรื่องใจร้อนมันลดลงเป็นเพราะ การเรียนรู้ที่มากขึ้นด้วย รู้ว่าเราควรจะทำยังไง แล้วเราก็โตขึ้นด้วยค่ะ”

ตอนนี้อะไรที่ยังคงเป็นปัญหาสำหรับเรา?
“ก่อนเป็นคนที่คิดมากค่ะ เมื่อคิดมาก เวลาพูดออกไปจะตะกุกตะกัก ถ้าเราไม่คิดมากน่าจะพูดลื่นไหลได้ดีกว่านี้ เราก็อยากจะแก้ตรง จุดนี้ค่ะ ที่นี่ให้เราฝึกเองโดยให้ไปที่ดิจิตอลไลฟ์สตูดิโอหรือตู้ปลา ช่วงแรกที่ก่อนไปไลฟ์ ก่อนแทบไม่ได้พูดเลย เราไม่กล้าพูด จนเริ่มเรียนรู้ที่จะพูดมากขึ้น มันเป็นการฝึกได้อย่างดีเลย จนตอนนี้มีเธียเตอร์แล้ว เราต้องเอนเตอร์เทนคนมากขึ้น มันจึงทำให้เราได้พัฒนาตัวเอง ตอนนี้พูดเก่งขึ้นแล้วค่ะ ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน มันเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากคนรอบข้าง แฟนคลับที่บอกเรา แล้วเราก็สังเกตตัวเองด้วย”



ได้ติดเซ็มบัตสึเพลงวันแรกเป็นครั้งแรกด้วย
?
“ย้อนกลับไปงานแฟนมีตเมื่อปลายปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาประกาศเซ็มเพลงนี้ก็ไม่มีเรา ก็เสียใจนิดหน่อย แต่บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ให้สู้ต่อไป หลังจากนั้นผู้บริหารมาบอกว่าเราต้องมาแทนพี่แจน แน่นอนว่าคนติดเซ็มครั้งแรกต้องดีใจ แต่ในเวลาต่อมามันมีความกดดันเข้ามาเรื่อย ๆ เหมือนเรามาทำหน้าที่แทนเขา กลัวแฟนคลับพี่แจนมาคาดหวังในตัวเราด้วยว่าจะทำได้ดีเท่าหรือเปล่า เรากดดันมาก เลยคิดว่าต้องทำให้ดี ถ้าเต้นยังไม่ดี ต้องทำให้ดี จนวันที่เปิดตัวครั้งแรกตอนช้างศึกทีมชาติไทย เราร้องไห้เลย มันเป็นความตื้นตันใจของเด็กอันเดอร์เกิร์ล เป็นอันเดอร์ของอันเดอร์อีก แต่ก็ขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ เราใฝ่ฝันเสมอว่าอยากมีเสียงของเราอยู่ในเพลงสักครั้งหนึ่ง เพราะเราเป็นคนชอบฟังเพลง ถ้าได้ฟังเสียงตัวเองในเพลง มันคงเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะ”

ตอนที่เป็นอันเดอร์เกิร์ล ความรู้สึกตอนนั้นมันท้อแท้บ้างไหม?
“ตอนแรกมันเคว้ง ๆ ค่ะ มันหงุดหงิดตัวเองที่ทำไม่ได้สักที คนอื่นยังทำได้เลย ทั้ง ๆ ที่เริ่มมาพร้อมกัน ทำไมเรายังอยู่กับที่ เราเลยต้องกลับไปฝึกซ้อมที่บ้านเยอะ ๆ เมื่อก่อนไม่ชอบออกเสียงเลย เสียงเราเล็กมาก ๆ ครูเขาให้ส่งการบ้าน เราก็พยายามส่งไปบ้าง เพื่อเป็นการพัฒนาตัวเอง ส่วนการเต้นตอนแรกติดลบเลย ก็พยายามที่จะเก็บเกี่ยวที่ครูสอนให้มากที่สุด”

จากวันนั้นจนมาถึงวันนี้ที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง รู้สึกอย่างไรบ้าง?
“มันมีหลายความรู้สึกค่ะ ต้องบอกว่าบางคนเขามีความสามารถมากกว่าเรา ส่วนเราอยากจะมีแบบนั้นบ้าง บอกตัวเองเสมอว่าเราต้องพัฒนา เมื่อไรที่หยุด เราก็หยุดเมื่อนั้นค่ะ”



กลัวไหมถ้าซิงเกิ้ลหน้าเราจะไม่ติดเซ็มแล้ว
?
“ไม่กลัวนะคะ เราอาจจะมีภูมิต้านทานที่เคยอยู่จุดนั้นมาแล้ว ก่อนกลัวตัวเองมากกว่า กลัวตัวเองจะหยุดพัฒนา ไม่ได้กลัวว่าจะไม่ติดเซ็ม เราต้องก้าวให้ทันคนอื่น เพราะเราเป็นคนเชื่องช้า จะพยายามไม่กดดันตัวเอง เพราะเวลากดดัน เราจะทำไม่ได้ เลยพยายามปล่อยวาง ไม่เครียดกับมันค่ะ ถึงในวงต้องมีการแข่งขันกัน ก่อนเน้นการพัฒนาตัวเองมากกว่าค่ะ เพราะเราเป็นคนที่ไม่มีอะไรมาก่อน ก่อนไม่ได้คิดว่าเราจะต้องเท่ากับคนอื่นหรือเต้นสวยเท่ากับคนอื่นนะ ขอแค่เราดีขึ้นและดีขึ้นก็พอ”

ก่อนถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน?
“เราถูกประคบประหงมมาก (หัวเราะ) เป็นลูกน้อยไข่ในหิน พ่อแม่และคุณยายเลี้ยงเรามา ปกป้องเราทุกอย่าง เขาบอกว่าตั้งแต่เกิด ก่อนเป็นเด็กที่ขี้กลัวอยู่แล้ว เขาพยายามให้เราออกไปเผชิญกับโลกใบใหญ่นี้ แต่เราก็ปิดกั้นตัวเองตลอดเวลา เลยอาจติดนิสัยมาถึงตอนโต”

แสดงว่า BNK ทลายความกลัวของก่อนได้เลย?
“ใช่ค่ะ ครูยังบอกว่าตอนแรกพวกเธอมีกำแพง บาง ๆ ที่ครูไม่สามารถเข้าไปได้ ครูพยายามทุบมันอยู่ จนตอนนี้กำแพงได้พังทลายลงไปแล้ว ทำให้พวกหนูได้เปิดโลกกว้าง”

เรื่องการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน?
“ก่อนใช้ชีวิตปกตินะ แต่ความเปลี่ยนแปลงมันก็มีบ้าง เช่น ออกไปข้างนอกก็มีคนจำเราได้ เราต้องคอยยิ้ม จริง ๆ เราเป็นคนหน้าดุ คนอื่นมองแล้วคงคิดว่าเราไม่สนใจหรือเปล่า ขอบอกว่าก่อนสนใจทุกคนนะ เพียงแต่ถ้าเราไม่ยิ้ม หน้ามันจะดูบึ้ง ๆ ก็เลยต้องฝึกยิ้มไปด้วยค่ะ บางคนอาจมองว่ากฎของ BNK พวกเราทำกันได้ยังไง แต่สำหรับก่อนคิดว่ากฎที่โรงเรียนยังยากกว่าของ BNK อีกค่ะ (หัวเราะ) จะให้ถุงเท้ายาวตลอดเวลายังยากกว่านะ จริง ๆ แล้วกฎของ BNK เป็นสิ่งที่ป้องกันตัวพวกเรามากกว่า เช่น ห้ามเซลฟี่กับบุคคลภายนอกนะ จะได้ไม่มีการจับตัวกันหรือคนที่ไม่ดีเขาอาจจะมาทำร้ายเราได้ เราใช้วิธีบอกปฏิเสธไปว่าเรามีกฎแบบนี้นะ เพื่อความปลอดภัยของศิลปิน”



การเรียนล่ะ ตอนนี้เรียนอะไรอยู่
?
“ตอนนี้เรียนคณะอินโนเวทีฟมีเดียโปรดักชั่นค่ะ เป็นคณะเปิดใหม่ กำลังจะเข้าเรียน ก่อนเป็นคนที่ชอบความคิดสร้างสรรค์ ครีเอทีฟ ตัดต่อ ทำคลิปวิดีโออยู่แล้ว จริง ๆ แล้วก่อนเป็นเด็กซิ่วมาจากอีกคณะหนึ่ง ตอนนั้นค่อนข้างลำบากเหมือนกัน เพราะต้องทำทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน แต่ที่ซิ่วมาคณะใหม่นี้อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ชอบในสิ่งนั้นหรือคณะนั้นจริง ๆ ตอนนั้นก็เลยมาทุ่มกับ BNK ยิ่งเราได้เป็นเซ็มบัตสึด้วย ก็ยิ่งทุ่มแบบสุดตัวเลย แต่เดี๋ยวก็จะเปิดเทอมแล้ว ก็จะกลับมาให้เสมอภาคกันทั้งสองอย่าง ไม่อยากทิ้งไป แน่นอนว่างานของ BNK มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหา ในห้องเรียนได้ ก่อนก็อยากจะเน้น การทำงาน แล้วคณะใหม่มันเกี่ยวกับนิเทศ ก็น่าจะเข้ากันได้ค่ะ”

ครอบครัวกำชับอะไรเป็นพิเศษไหมเมื่อมาอยู่ในวงการบันเทิง?
“ไม่ได้กำชับอะไรมากเลยค่ะ เหมือนเราเข้าใจซึ่ง กันและกัน ไม่ใช่แบบต้อง ทำอย่างนั้นอย่างนี้นะ เวลามีปัญหาอะไรก็คอยมาปรับจูนมาแก้ไขกันมากกว่าค่ะ แน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนไม่อยากให้ลูกทิ้งการเรียน แต่ก็อยากให้ทำงานไปด้วยถ้ามีโอกาส การทำงานใน BNK มันหาที่ไหนไม่ได้แล้วค่ะ เขาก็ไม่อยากให้ก่อนทิ้งตรงนี้ เขาเลยบอกว่าจะเรียนกี่ปีก็ได้ แต่ขอให้จบเท่านั้นพอ (หัวเราะ) แต่หนูก็อยาก 4 ปีจบนะคะเพื่อให้ป๊าม้าได้เห็น”

สุดท้ายนี้ฝากอะไรถึงแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานและคอยไปงานจับมือ?
“อยากจะขอบคุณทุกคน ที่สนับสนุนก่อนและ BNK48 อยู่เสมอ ก็อยากให้สนับสนุนต่อไป เพราะพวกเรายังคงพัฒนาตัวเอง และพยายามอยู่เสมอ จะไม่หยุดอยู่กับที่บางคนอาจจะเห็นว่าพวกเรา ดังแล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ มันไม่ใช่ พวกเราพยายามพัฒนาตัวเองและ ให้ทุกคนเห็นว่ามันไม่ได้มาง่าย ๆ นะ อยากเชิญชวนทุกคนให้มาที่เธียเตอร์แคมปัสของเราที่เดอะมอลล์ บางกะปิด้วยค่ะ ที่นี่จะแสดงทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ในแต่ละรอบมีสิ่งที่พิเศษทั้งนั้น อยากให้ทุกคนมาดูกัน ในงาน จับมือนี้ก็อยากให้ทุกคนมาจับมือพวกเราด้วยนะคะ ไม่ใช่แค่คุณมาให้กำลังใจเรา แต่เราจะให้กำลังใจคุณเหมือนกัน ถ้าใครไม่สามารถมาจับมือ พวกเราได้ คือก่อนได้เข้าไปในอ่านในอินเทอร์เน็ต มีพี่ ๆ ทหารอยู่ที่ชาย แดนภาคใต้ เขาอยากมาจับมือพวกเรามาก แต่มาจับไม่ได้เพราะ ติดภารกิจ ก่อนก็อยากฝากกำลังใจไปให้พวกพี่ ๆ เขา ว่าพวกเรารับรู้ถึงกำลังใจที่พวกพี่ส่งมาให้เรา เราก็อยากส่งกลับไปให้พวกพี่ ๆ เขาเยอะ ๆ ด้วยค่ะ”

เธอให้คำมั่นว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง แฟนคลับทั้งหลายคงต้องส่งกำลังใจให้เธอเยอะ ๆ แล้วแหละ.

....................................
มยุรี วนะสุขสถิตย์  : เรื่อง
สันติ มฤธนนท์ : ภาพ
ขอบคุณสถานที่ สวนน้ำ แฟนตาเซีย ลากูน เดดอะมอลล์ บางกะปิ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    82%
  • ไม่เห็นด้วย
    18%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 1.45K