อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563

"มาร์ช" เปิดมุมมองความหมาย "เพลย์บอย"

INTERVIEW : สัมภาษณ์หนุ่มหน้าใส มาร์ช - จุฑาวุฒิ เปิดมุมมองความหมายคำว่า “เพลย์บอย” รีวิว 8 ปีในวงการเลือกแข่งกับตัวเอง พัฒนาฝีมือในทุกวัน พุธที่ 23 กันยายน 2563 เวลา 21.48 น.


ถือเป็นอีกบทที่ท้าทาย สำหรับนักแสดงหน้าใส มาร์ช - จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล ที่มาแจมในซิทคอมสุดฮิต “เป็นต่อ” อันเซ็นเซอร์ (Uncensored) ตอน “สำมะเล เพลย์บอย” ที่ออนแอร์บน ไลน์ ทีวี ในบทบาทของ “ต้น” หนุ่มเนิร์ด ที่ต้องมาโดนแก๊งค์ “เป็นต่อ” ปลุกความเป็นเสือ เพื่อสืบทอดอาณาจักรเพลย์บอย ล่าสุด บันเทิงเดลินิวส์” ได้มีโอกาสพูดคุยกับหนุ่มมาร์ช ถึงบทบาทดังกล่าว พร้อมนิยามคำว่า “เพลย์บอย” ในแบบของมาร์ช รวมไปถึงมุมมองในวงการและอัพเดทเรื่องหัวใจกันด้วย
 

Q : ถามถึงการตัดสินใจมาร่วมซิทคอม  “เป็นต่อ”  ครั้งนี้?
“การตัดสินใจไม่ยากเลยครับ เพราะผมเติบโตช่วงวัยรุ่น คือเราเป็นเด็กโรงเรียนชายล้วนที่เติบโตมากับซิทคอม “เป็นต่อ” เลย ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เล่น พอโอกาสมันเข้ามา ก็ต้องคว้าเอาไว้อยู่แล้ว บทน่าสนใจด้วย และซีรี่ส์เป็นแนวที่เราชอบและถนัดด้วยครับ”

Q : เตรียมตัวมารับบท “ต้น” ใน “เป็นต่อ” ครั้งนี้ ยังไงบ้าง?
“จริง ๆ “ต้น” เป็นเด็กที่อยู่ในกรอบ และโตมากับคุณลุง ที่เป็นเจ้าของเพลย์บอย แต่เขาไม่ต้องการมีไลฟ์ สไตล์แบบลุงของเขา เลยไม่อยากสืบทอดอาณาจักเพลย์บอยต่อ เขาเลยอยู่กับสิ่งที่เขาสนใจ คือการถ่ายภาพ ไม่ชอบปาร์ตี้ ไม่ชอบสาว ๆ ไม่ชอบดื่มเหล้า แต่ลุงอยากให้เขามาสืบทอดต่อ เพราะมันไม่มีใครสืบทอดต่อแล้ว เลยดึงแก๊ง “เป็นต่อ” มาเพื่อเปลียนความคิดของต้น ให้มาสืบทอดเพลย์บอยต่อครับ”
 
 
 

 
Q :  คาแรกเตอร์ “ต้น” มีความเหมือนหรือต่างจาก “มาร์ช” มากน้อยแค่ไหน ต้องทำการบ้านตรงไหนเป็นพิเศษมั้ย?
“ผมว่าช่วงเปลี่ยนมันชัด ด้วยความที่มันเป็นซีรี่ส์ มันเหมือนดีดนิ้ว มีคอนฟลิกต์ (จุดขัดแย้ง) นึง ที่ทำให้ “ต้น” เปลี่ยนจากคนหงิม ๆ กลายเป็นเสือเลย เราต้องทำให้จุดเปลี่ยนมันชัดเหมือนกัน ก็ได้พี่นก-จิรศักดิ์ ผู้กำกับ ช่วยและได้ร่วมงานกับพี่ ๆ ที่เป็นมืออาชีพอยู่แล้ว ก็ช่วยเราครับ”

Q :  ร่วมงานกับเหล่าการได้นักแสดงแสดงมืออาชีพรุ่นใหม่ เป็นยังไงบ้าง ได้เรียนรู้อะไรจากพี่ ๆ บ้าง?
“ด้วยความที่พี่ ๆ เขาอยู่วงการมาสิบกว่าปี ตัวละครมันคือตัวพี่ ๆ เขาหมดแล้ว ที่ผมดูนะ มันง่ายมากสำหรับพี่เขา และเราก็ได้ดูเทคนิค วิธีการทำงาน โดยเฉพาะเขาจะมีทางของแต่ละคน เราก็ได้เรียนรู้ข้อดีของแต่ละคน อย่างเรื่องการเล่นมุขสด พี่ ๆ เขาก็เล่นอยู่อยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ใช่ทางถนัดของเรา บางทีหลายมุขที่เขาเล่นออกมา มันเกิดจากที่เขาเพิ่มหน้าเซ็ท ผมว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้คือการได้ซึมซับการทำงานของพวกพี่ ๆ ในอีกแบบมากกว่า ปกติเราได้ร่วมงานกับวัยเดียวกัน หรือวัยผู้ใหญ่แต่เราไม่ได้มาคลุกคลี แต่เรื่องนี้เหมือนเรามาออกกอง เราได้คลุกคลีกับพี่ ๆ เขาครับ”
 





Q :  คิดว่าเคมีของ “มาร์ช” เข้ากับพี่ ๆ “เป็นต่อ” มั้ย พอใจกับการแสดงของตัวเองในครั้งนี้รึยัง?
“ก็พอใจนะครับ ในการแสดงเรื่องคาแรกเตอร์มันก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไปตามเสต็ปอยู่แล้ว ในชีวิตจริงของเราก็ค่อย ๆ สนิทกับพี่ ๆ เขาไปเรื่อย ๆ หลัง ๆ เหมือนแบบมีไปกินข้าวกันนอกรอบ เหมือนอยู่เป็นครอบครัวครับ”

Q : นอกจากเสียงหัวเราะและความสนุก คาดหวังให้แฟน ๆ ได้ข้อคิดหรือความประทับใจ อะไรจากซีรี่ส์เรื่องนี้?
“นอกจากความสนุก ที่ “เป็นต่อ” มีอยู่แล้ว ความเซ็กซี่ ก็ไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะเป็นภาคอันเซ็นเซอร์ ก็จะมากกว่าปกติ แต่เนื้อหาหลัก ๆ ของ “สำมะเล เพลย์บอย” มันเป็นเรื่องราวของคน ๆ นึงที่แบบกำลังทำความรู้จักความรัก มันจะมีความสมหวัง ผิดหวังเกิดขึ้น และเล่าถึงความรักในมุมมองของคน ๆ นี้ ในแง่คนเราต้องมีผิดหวัง แล้วเราจะจัดการมันยังไง และเราต้องทำแบบไหนถึงจะสมหวัง รวมถึงแก่นของเรื่องคือคำว่า “เพลย์บอย” ซึ่งมันมีความหมายจริง ๆ ของมันอยู่ ไม่ใช่เพลย์บอยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ก่อนหน้านี้ผมก็จะเข้าใจเพลย์บอยอีกความหมายนึง แต่พอมาเล่นเรื่องนี้ก็จะทำให้ผมรู้จักเพลย์บอยในอีกแบบนึง ที่มันถูกต้อง แบบที่เจ้าของเพลย์บอยเขาได้วางไว้ว่า คำว่า “เพลย์บอย” ของมันคือแบบนี้”

Q : นิยามคำว่า “เพลย์บอย” ในมุมมองของ “มาร์ช” ที่ได้เรียนรู้ให้ฟังหน่อย?
“ณ วันนี้ผมเข้าใจมันถูกแล้ว และรู้จักมันมากขึ้นมากกว่า ผมว่าเพลย์บอยมันก็เป็นผู้ชายที่ชอบความสนุกสนาน เฮฮา ไม่ได้ซีเรียสกับชีวิต แต่สุดท้ายมันอยู่บนพื้นฐานที่ว่ามันต้องให้เกียรติคนรอบข้าง เพศตรงข้าม เพศเดียวกัน รวมทั้งเพื่อน ๆ เราก็ต้องให้เกียรติ สนุกได้แต่ว่าต้องไม่เดือดร้อนคนอื่น สำหรับผมคิดว่ามันไม่จำเป็นต้องเจ้าชู้ ถึงจะเรียกว่าเพลย์บอยนะ เขาอาจเป็นแค่คนที่ชอบสนุก สังสรรค์ ชอบเจอคนโน่นคนนี้ ชอบแลกเปลี่ยน ซึ่งจริง ๆ ผมว่ามันต้องมีคนแบบนี้อยู่เยอะแหละ มันก็มีประโยชน์ในแง่ของการได้คอนเนคชั่นที่ ได้รู้จักคนโน้นคนนี้ คือเพลย์บอยไม่จำเป็นต้องกินเหล้า ปาร์ตี้ ผู้หญิง เพียงอย่างเดียวครับ”
 
"...ผมว่า "เพลย์บอย" มันก็เป็นผู้ชายที่ชอบความสนุกสนาน เฮฮา ไม่ได้ซีเรียสกับชีวิต แต่สุดท้ายมันอยู่บนพื้นฐานที่ว่ามันต้องให้เกียรติคนรอบข้าง เพศตรงข้าม เพศเดียวกัน รวมทั้งเพื่อน ๆ เราก็ต้องให้เกียรติ สนุกได้แต่ว่าต้องไม่เดือดร้อนคนอื่น..."
 






 
Q : เล่นซีรี่ส์มากกว่า 20 เรื่องแล้ว คิดว่าเสน่ห์ของซีรี่ส์ คืออะไร?
“สำหรับผมซีรี่ส์จะมีความใกล้หนังมากกว่าละคร และคาแรกเตอร์จะชัดและหลากหลายมากกว่า วิธีการเล่าเรื่องด้วย ก็มีหลายจุด แต่สุดท้ายบทที่ได้มาสำคัญสุด หมายถึงไม่ว่าจะเป็นละคร ซีรีส์ หรือหนัง ก็ต้องเป็นตัวละครนั้นครับ”

Q : ต่อจากนี้มีผลงานอะไรอีกบ้าง?
“เดี๋ยวจะมีละครอีก 2 เรื่องที่กำลังจะเปิดกล้องพร้อม ๆ กันเลย น่าจะได้เห็นกันปีหน้า”

Q :  เห็นว่า ณ ตอนนี้ “มาร์ช” เองก็เป็นฟรีแลนซ์แล้ว มีวิธีในการรับงานยังไง ในยุคที่แพลตฟอร์มสื่อต่าง ๆ ก็มีเยอะขึ้น?
 “ผมก็ทำงานในตรงนี้มาประมาณนึง รู้จักวงการประมาณนึง แต่ไม่ได้บอกว่ารู้จักดีนะ ตัวผมเองก็รู้จักตัวเราเองด้วยว่าเราอยากทำงานอะไร ทำแบบไหนแล้วมีความสุข เราก็อยู่กับมันมามากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องรับงานแบบทำทุกอย่างเหมือนตอนเมื่อก่อน ตอนนี้เรามีโอกาสได้ตัดสินใจเอง เลือกในสิ่งที่เราอยากทำและทำมันได้ดี อันไหนที่แบบรู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเรา เราไม่น่าจะทำมันได้ดี เราก็ไม่อยากทำ”

Q :   ในแง่บทบาทในละคร ด้วยความที่เราก็โตขึ้น ทำให้ตอนนี้ “มาร์ช” เลือกบทเยอะขึ้นมั้ย?
“มันไม่ได้เลือกเยอะขึ้น เอาจริง ๆ เราไม่ชอบบทแบบเดิม ทำนองซีรี่ส์หน้าใส เรารู้สึกว่าถ้าเราเล่นเหมือนเดิม มันก็ไม่ต่าง บางที่เขาก็ติดต่อมา เพราะเห็นเราเป็นแนวนั้น ซึ่งผมก็ดีใจที่เขารู้สึกว่าเห็นเราเหมาะกับบทบาทนี้ แบบที่เขาเคยดูเราเล่นมาแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้วสำหรับตัวผมเองจะสนุกและตื่นเต้นกับบทบาทที่มันต่างไปจากเดิมมากว่าครับ”




 
Q : มีบทที่อยากลองท้าทายฝีมืออีกบ้างมั้ย เช่น โรคจิตหรือฆาตกร อยากลองรึเปล่า?
“อันนี้ก็ชอบนะ อยากเล่น ซึ่งหลายคนไม่คิดว่าผมอยากเล่นอะไรแบบนี้ เพราะหน้าอาจดูใจดี แต่จริง ๆ ผมชอบเล่นอะไรที่มันแตกต่าง คือไม่จำเป็นต้องพระเอกหรือคนดีก็ได้นะครับ มันพูดยาก บทมันกว้างมาก แล้วแต่ทีมเขียนบทเขาจะคิดขึ้นมา แล้วถ้าวันนึงบทส่งมาถึงเราแล้วรู้สึกว่าบทนี้ใช่ อยากเล่น ผมก็ตกลง มันขึ้นอยู่กับว่าเราอ่านแล้วมันคลิกมั้ย บทแบบนี้ตื่นเต้น ท้าทาย ก็อยากลอง มันต้องอ่านบทก่อน มันจะมีความรู้สึกแบบอยากรับขึ้นมาตอนนั้นเลย ให้พูดตอนนี้ก็ยากครับ”

Q : ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งเกิดโรคระบาด กระแสของวงการบันเทิงที่ดูเหมือนมีคู่แข่งมากขึ้น ทั้งนักแสดง และคนอื่นที่สามารถขึ้นมามีอิทธิพล มีพื้นที่สื่อ ตรงนี้ “มาร์ช” มีมุมมองการแข่งขันหรือปรับตัวในการทำงานยังไง?
“ผมไม่ได้แข่งเลย ชีวิตผมเหนื่อยแล้ว เพราะผมชอบแข่งกับตัวเอง หมายถึงว่าถ้าเราไปแข่งกับคนอื่นก็ไม่ไหว (ยิ้ม) แต่ว่าผมเป็นคนที่ชอบเอาชนะตัวเอง ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เราเล่นเกมส์ แข่งฟุตบอล เราชอบเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ซึ่งเราอยู่ตรงนี้เราแฮปปี้แล้วครับ เราไม่หยุดนิ่ง แต่สุดท้ายสิ่งที่ต้องทำก็คือรักษามาตรฐานในแบบของเรา ที่เรารู้สึกว่าเราดีแล้ว เราจะสบายใจ ไม่ใช่เราทำงานนี้ออกไป แล้วสุดท้ายเรามานั่งดูตัวเองแล้วแบบ “กูอะไรลงไปวะเนี่ย กูทำอะไรอยู่วะเนี่ย” ก็ไม่ใช่ครับ พยายามทำในสิ่งที่ทำแล้วไม่เสียใจทีหลัง ก็ง่าย ๆ อย่าไปแข่งกับคนอื่นก็แข่งกับตัวเองไป”
 
"...ผมไม่ได้แข่งเลย ชีวิตผมเหนื่อยแล้ว เพราะผมชอบแข่งกับตัวเอง หมายถึงว่าถ้าเราไปแข่งกับคนอื่นก็ไม่ไหว (ยิ้ม) แต่ว่าผมเป็นคนที่ชอบเอาชนะตัวเอง ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เราเล่นเกมส์ แข่งฟุตบอล เราชอบเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ซึ่งเราอยู่ตรงนี้เราแฮปปี้แล้วครับ เราไม่หยุดนิ่ง แต่สุดท้ายสิ่งที่ต้องทำก็คือรักษามาตรฐานในแบบของเรา..."
 

 
 

 
Q :  เห็น “มาร์ช” เคยสัมภาษณ์ว่าไม่ได้อยากเป็น “นักแสดง” มาแต่แรก พอมาวันนี้ที่ได้ใช้ชีวิตในฐานะ “นักแสดง” เต็มตัว คิดว่า “นักแสดง” มีความหมายยังไงกับเรา?
“เพิ่งพูดได้เต็มปากไม่กี่ปีว่าเราก็รักการแสดง เพราะว่าเอาจริง ๆ ตอนเด็ก ๆ ที่เราทำใหม่ ๆ เราก็เหมือนเล่นไป แต่ไม่ได้มีแบบรู้สึกมีแพสชั่น เราอยากเล่นบทใหม่ ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ เล่นแล้วมีความสุข สุดท้ายพอเราโตมา อยู่กับมันมาพักนึง เราไม่เคยเบื่อมันเลย จุดนี้แหละที่บอกเราว่าเรารักแสดงแล้ว สุดท้ายเราก็มีการอยากเอาชนะตัวเอง พัฒนาตัวเองในด้านนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็เป็นอีกคำยืนยันนึงว่าการแสดงมันเหมาะกับเรา แต่ว่างานแสดงของเราไม่ได้ตั้งเป้าไปถึงจุดไหน ถ้ามีบทเข้ามาแล้วเรายังตื่นเต้นกับอยู่ ก็แค่รับบทนั้น ก็ทำออกมาให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดว่าตัวเองต้องแสดงไปถึงอายุ 50-60 ไม่ได้มองไกลขนาดนั้น เราแค่ทำบท ๆ นี้ให้ดีที่สุดก่อนครับ”

Q :  แล้วงานเบื้องหลัง มีคิดอยากลองทำบ้างมั้ย?
“มี ๆ ทุกวันนี้พอเราทำช่องยูทูป เราก็เริ่มจริงจังมากขึ้น มันเป็นอีกพาร์ทนึงของวงการ ที่เราได้เรียนรู้ในแง่เบื้องหลังว่าจริง ๆ แล้วมันต่างจากเบื้องหน้าโดยสิ้นเชิง และเราก็เป็นคนที่เวลาไปทำงานที่กองถ่าย เราก็จะผูกพันกับทีมที่อยู่เบื้องหลัง เรารู้สึกว่างาน ๆ นึงมันออกมาได้ มันไม่ได้สำเร็จเพราะคนเบื้องหน้าเดียว ส่วนใหญ่คนที่ออกมาจะเป็นเบื้องหน้า แต่เบื้องหลังจริง ๆ มีส่วนสำคัญมากสำหรับซีรี่ส์ ละคร แล้วพอเราไปอยู่ตรงนั้น มันก็มีอะไรที่มากกว่าที่เราคิดอีกเยอะ เหมือนที่เขาบอกว่าน้ำในโลกใบนี้ ยังมีอีกเยอะมากที่เรายังไม่ได้เรียนรู้ ทั้งในมหาสมุทร  นี่แหละมันคืองานเบื้องหลัง เมื่อก่อนเราอยู่บนแผ่นดิน เราเรียนรู้งานเบื้องหน้ามา แต่งานเบื้องหลังมันมีอีกเยอะมากให้เราต้องเรียนรู้ หรือสำรวจออกไปให้ครบ ก็เป็นอะไรที่ยังสนุกไปอีกทางที่เราได้เรียนรู้งานเบื้องหลังครับ”

Q :  ตลอด 8 ปีที่ได้อยู่ในวงการ “มาร์ช” เองก็เป็นอีกคนที่ตอบคำถามเรื่องดราม่าต่าง ๆ ไม่น้อย ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
“โห! เยอะมาก ยิ่งตอนเด็ก ๆ เยอะมากอ่ะ ใหม่ ๆ มันปรับตัวไม่ได้ พอหลัง ๆ เราอยู่กับอะไรสักอย่างนาน ๆ เราก็จะเริ่มเข้าใจระบบ เข้าใจความเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรม ในทุกด้านเลยนะ ทั้งในแง่สังคมคนดู หรือกองถ่าย ทีมงาน เราแทบเข้าใจมันหลายจุด มันก็ชิน สุดท้ายแล้วสำหรับผมตรงนี้สำคัญที่สุดก็คือเราเป็นนักแสดง เราก็ทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด อย่าไปคิดเยอะมาก อย่าไปคิดเกินตำแหน่งตัวเอง ไม่ใช่เรามัวไปพะวงข่าว โน่นนี่นั่น แต่เราลืมหน้าที่และตัวตนของเราอยู่ตรงนี้ไปครับ”

 

 

Q : ถามเรื่องความรักบ้าง ณ ตอนนี้ เป็นยังไง เพราะรักครั้งนี้ดูเงียบมาก ไม่ค่อยเปิดตัวเท่าไหร่?
“ก็ปกติ เรื่อย ๆ ครับ มันก็มีดีและไม่ดี ถามว่าเราตั้งใจเก็บความรักครั้งนี้ไว้เป็นส่วนตัวรึเปล่า จริง ๆ ผมว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องคนสองคน เวลาใครคบใคร เราตัดสินใจเองทุกฝ่ายไม่ได้ หมายถึงทุกเรื่อง ต่อให้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ด้วยกันสองคนก็ต้องตัดสินใจร่วมกัน ถ้าเขาไม่โอเคที่เราทำแบบนี้ มันก็ทำไม่ได้ เราก็เคารพเขาในแบบที่เขาเลือก เขาก็ขอให้เป็นเรื่องส่วนตัวด้วย”

Q : ด้วยความที่เราเป็นนักแสดง ซึ่งอาจมีเวลาน้อย เจอสาว ๆ เยอะอีก มีวิธีดูแลความรักยังไง?
“ผมว่าเรื่องแบบนี้ต้องอาศัยความเข้าใจกันนะครับ ถ้ามีให้กันมันก็จะผ่านไปได้ แต่ถ้าอะไรมาทดสอบ แล้วผ่านได้ มันก็ผ่านไปได้ ส่วนความคาดหวังเรื่องความรักมันเปลี่ยนไปตามวัย ผมว่าทุกวัยมันก็มีความคาดหวังในแบบของเขา ซึ่งในตอนเด็ก ๆ อายุ 18 อายุ 20 เรามีความรัก ก็มีความคาดหวังในแบบตรงนั้น ผมก็ไม่ได้ดูถูกตัวเองในตอนนั้นนะ และไม่ได้เปรียบเทียบว่าความหวังตอนนี้กับตอนนั้นมันจะต่างกันยังไง มันเป็นช่วงของวัยที่ต้องเรียนรู้ ในวันนึงผมเปลี่ยนไปจากตรงนี้ ความคาดหวังก็อาจเปลี่ยนไปจากวันนี้ก็ได้ เราค่อนข้างเข้าใจในระดับนึง ผมว่ามันไม่สิ้นสุดหรอก ความรักมันเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ วันนึงเราอาจมองว่าปีก่อนทำไมเราคิดแบบนี้ ก็เป็นไปได้เหมือนกัน”
 
"...ความคาดหวังเรื่องความรักมันเปลี่ยนไปตามวัย ผมว่าทุกวัยมันก็มีความคาดหวังในแบบของเขา ซึ่งในตอนเด็ก ๆ อายุ 18 อายุ 20 เรามีความรัก ก็มีความคาดหวังในแบบตรงนั้น ผมก็ไม่ได้ดูถูกตัวเองในตอนนั้นนะ และไม่ได้เปรียบเทียบว่าความหวังตอนนี้กับตอนนั้นมันจะต่างกันยังไง มันเป็นช่วงของวัยที่ต้องเรียนรู้ ในวันนึงผมเปลี่ยนไปจากตรงนี้ ความคาดหวังก็อาจเปลี่ยนไปจากวันนี้ก็ได้ เราค่อนข้างเข้าใจในระดับนึง ผมว่ามันไม่สิ้นสุดหรอก ความรักมันเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ..."
 
 

Q : ตอนนี้เราเองก็เรียนจบแล้ว อยู่ในวัยทำงาน มีมุมมอง “ความรัก” ยังไง จัดลำดับความสำคัญมันไว้ที่ระดับไหน?
“สำหรับผมก็เป็นตั้งแต่เด็กแล้ว จริง ๆ ป๊าและม๊าเลี้ยงผมแบบใกล้ชิดและให้ความรัก เราสัมผัสสิ่งนี้มาแต่เด็ก รู้สึกว่าความรักมันเป็นแรงขับเคลื่อนของเราในการใช้ชีวิต ในการทำงาน ต่อให้อดีต ปัจจุบัน อนาคต ความรักก็เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต แต่ตอนนี้สำหรับผมมองว่าในวัย 27 มันเป็นวัยสร้างตัว วัยทำงาน เรื่องนี้ก็สำคัญอยู่ และมันยังมีไฟในการทำงานเหมือนกัน เราก็ยังตื่นเต้น ให้ความสำคัญกับงาน มันก็คือความรักในงาน ถ้าเรารักในงานเรา ก็อยากทำให้มันดี มันเป็นองค์ประกอบของทุกอย่าง”

Q : แล้วความรักหนุ่มสาวในตอนนี้สำคัญกับเรามั้ย เพราะเชื่อว่าชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของเรามันก็ต้องบาลานซ์กัน?
“ก็มีส่วนสำคัญครับ แต่ผมว่าตอนนี้เรื่องแม่ก็สำคัญนะ เพราะเอาจริง ๆ วัยผม เท่าที่คุยกับเพื่อนในรุ่น ๆ เดียวกัน สำหรับวัยผมมันคือวัยที่ต้องทดแทนแล้ว เพราะเราเริ่มทำงาน เราเริ่มโตขึ้นมาทำงาน มันเป็นช่วงที่คืนเขา ผมว่าอันนี้ก็สำคัญ จริง ๆ ความรักมันมีหลายอย่างให้โฟกัส มันมีหลายส่วนมาก เราอาจแบ่งเวลาได้ยังไม่ดี แต่ว่าต้องใช้ความเข้าใจอย่างที่บอกครับ”
 

Q :  ท้ายสุดฝากผลงาน และฝากถึงแฟน ๆ ที่เป็นอีกความรัก ที่คอยซัพพอร์ทเราอยู่เสมอหน่อย?
 “จริง ๆ ผมรู้สึกว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ยากลำบากสำหรับผมในแง่แฟนคลับเหมือนกัน เพราะโอกาสเจอกันน้อยลง แล้วยิ่งช่วงโควิด -19 ก่อนหน้านี้ มันก็ยิ่งเจอกันยาก ก่อนหน้านี้มีจะจัดงานมีตติ้งก็ต้องเลื่อนออกไป ก็อยากขอบคุณที่ทุกคนยังส่งกำลังใจ ติดตามผลงานของเรา ผมว่าสถานการณ์ดีขึ้น เราอาจได้เจอกันบ่อยขึ้นและอยากบอกว่าเขาก็ยังเป็นกำลังใจสำหรับผม ตั้งแต่เข้ามาเด็ก ๆ ใหม่ ๆ ในวงการ เราเริ่มมีแฟนคลับขึ้นมา จนถึงวันนี้เขาก็ยังสำคัญกับผมอยู่ดี ต่อให้ผมโตขึ้น เพราะเราเป็นนักแสดง คนที่ดูงานแสดงของเราคือส่วนที่สำคัญที่สุดแล้ว เราอยากรู้ตลอดว่าเขาดูเราแล้วรู้สึกยังไงกับเรา เราเล่นไปไม่มีใครดู ไม่มีฟีดแบ็กก็เท่านั้น ก็ขอบคุณที่คอยติดตามกันและดูผลงานต่อ ๆ ไปของผม รวมถึง  “เป็นต่อ” อันเซ็นเซอร์ ตอน  “สำมะเล เพลย์บอย” อาจเป็นอีกบทบาทนึงที่ไม่เคยเห็นผมในแบบนี้ และเดี๋ยวผมจะมีงานละครอีก 2 เรื่อง ซึ่งเดี๋ยวผมก็คงจะเหนื่อย 6-7 วันเหมือนเดิม แต่ว่าจะตั้งใจทำให้ดีที่สุดแล้วคงได้เห็นผลงานกันปีหน้าครับ”

               เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งหนุ่ม ที่เราได้เห็นการพัฒนาในวงการของเขาอยู่เสมอ และเชื่อว่าเขาจะมีผลงานดี ๆ ออกมาให้ได้ดูอีกแน่นอน


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 21