อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

"เอิน" ยึดทำละครสร้างสรรค์ รับสะท้อนปัญหาสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย !

บทสัมภาษณ์พิเศษ : “เอิน - นิธิภัทร” ยึดแนวทำละครสร้างสรรค์ อย่างต่อเนื่อง รับสะท้อนปัญหาสังคม ดึงดูดคนดู.. ไม่ใช่เรื่องง่าย พร้อมเผยแพลนมีทายาทกับภรรยาสาว “จ๊ะ-จิตตาภา” ด้วย เสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2563 เวลา 20.04 น.



ปัญหาสังคมมักจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  “ละครโทรทัศน์” ถือเป็นช่องทางการสื่อสาร ที่สอดแทรกสาระและความบันเทิง ที่สะท้อนให้เห็นเรื่องราวต่างๆได้ง่าย และเข้าถึงประชาชนคนดูทุกเพศทุกวัย หนึ่งในผู้จัดละครคนรุ่นใหม่ อย่าง “เอิน-นิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุล” แห่งค่ายมาสเตอร์วัน จึงมุ่งมั่นและยึดแนวละครสร้างสรรค์สังคม มาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมามีผลงานละครน้ำดี สะท้อนสังคมออกมาให้แฟน ๆ ได้รับชม ไม่ว่าจะเป็น “วัยแสบสาแหรกขาด , คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หัวในฟรุ้งฟริ้ง, วัยแสบสาแหรกขาดโครงการ 2” และล่าสุดที่เพิ่งลาจอไปกับละคร“ ดวงแบบนี้ไม่มีจู๋”ทางช่อง 3  วันนี้ บันเทิงเดลินิวส์ มีโอกาสได้นั่งคุยสบาย ๆ กับ “หนุ่มเอิน” เลยให้เจ้าตัวเล่าถึงการทำงานในฐานะผู้จัดละคร และแพลนมีทายาทกับภรรยาสาว “จ๊ะ-จิตตาภา แจ่มปฐม” ด้วย

 

 

Q : เห็นกำลังเตรียมงานละครเรื่องใหม่ ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ?
“กำลังเตรียมบทครับ แต่ยังบอกไม่ได้ เพราะทุกอย่างยังไม่นิ่ง ครั้งนี้กลับมาทำละครแนวครอบครัวเหมือนเดิมแล้ว พอดีเป็นช่วงเวลากับที่เราได้พล็อตเรื่องเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวเยอะมาก เลยไปหยิบเรื่องที่ดูแล้วสนุก เข้มข้นมาทำ และอาจเป็นแนวที่เราคุ้นเคย เนื่องด้วยเราเข้าใจปัญหาสังคม เข้าใจปัญหาครอบครัว ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าไม่มีละครสะท้อนออกมาเลย ทุกอย่างก็จะเงียบหายหมด ก็ต้องทำการบ้านหนัก โชคดีอาจมีที่ปรึกษาที่คอยสนับสนุนอยู่แล้ว เลยมีข้อมูลพอสมควร แต่ก็เป็นความกดดันอีกแบบนึง(ยิ้ม) ในส่วนของละครเรื่องใหม่ ก็น่าจะเป็นรูปเป็นร่างไม่เกินเดือนพฤศจิกายนนี้”

Q : ความท้าทายของการทำละครแนวสร้างสรรค์สังคม คืออะไร ?
“ความท้าทาย คือ เราจะทำยังไงให้คนดูสนใจ ยอมรับว่าบางทีละครที่เป็นละครสร้างสรรค์สังคม คนไม่ค่อยดูหรอก แต่โจทย์ของเรา คือ ทำยังไงให้ดึงดูดคนมาดู ซึ่งทางช่องก็อยากให้มีละครแบบนี้ และไว้ใจให้เราทำพอสมควร ในส่วนของการคัดเลือกพล็อตแต่ละเรื่อง ผมเลือกจากที่เราอ่านแล้วรู้สึกสนุก อ่านแล้วน่าติดตาม ผมมองว่าละครแนวนี้ยังไม่ถึงทางตัน เพราะปัญหาครอบครัว ปัญหาใหม่ ๆ ในสังคมเกิดขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราจะนำเสนอยังไงให้น่าติดตาม ซึ่งพอเราไปคลุกคลีกับเรื่องแบบนี้เยอะก็เครียดนะครับ แต่ถ้าเราเห็นปัญหาแล้วปล่อยผ่านไป สิ่งเหล่านั้นก็จะหนักกว่าเดิม ถ้าวันนึงเกิดขึ้นกับครอบครัวเรา เกิดขึ้นกับลูกเรา ฉะนั้นเราทำอะไรที่รู้สึกว่า ทำแล้วให้คำแนะนำเขาได้ ก็เป็นสิ่งที่เราอยากทำครับ”

 








 
Q : เรียกว่าเป็นแนวที่เราถนัด ?
“ผมยอมรับเลยว่าชอบดราม่า อะไรที่เส้นเรื่องครอบครัว ถ้าอยากทำจริง ๆ เลย คือ ชอบหนังแนวสืบสวนสอบสวน ลึกลับ หรือไม่ก็กึ่ง ๆ สารคดีไปเลย จะเป็นสิ่งที่อยากทำ ผมชอบงานที่เราจับต้องได้ เราดูสารคดีฝรั่งที่เขาเอาเรื่องราวชีวิตคนคนนึงมาเล่นได้น่าติดตาม เจอความซับซ้อน มีอะไรให้เล่นมากกว่า แพทเทิร์นละครเยอะเลย ซึ่งถ้าเป็นหนังต่างประเทศคนไทยยอมรับ แต่ถ้าเป็นหนังที่คนไทยทำ จะไม่ค่อยเปิดใจเท่าไหร่ อาจจะด้วยมาตรฐานการทำที่ยังไม่เท่าเขา บางทีคนมองละครไทยก็อีกเลเวลนึง ซีรีส์ต่างประเทศเลเวลนึง ซีรีส์เกาหลีอีกเลเวลนึง ถ้าเราดูเกาหลีอาจจะรับได้แบบที่เขาทำ แต่ถ้าเอาละครเกาหลีมาทำเป็นละครไทย เราอาจจะรับไม่ได้ก็ได้ ด้วยวัฒนธรรมความแตกต่าง ก็มีหลายปัจจัยครับ”

Q : ทำละครยากแล้ว การแคสนักแสดงให้เข้ากับบทก็คงไม่ง่าย ?
“การแคสนักแสดงเป็นสิ่งที่ยากเหมือนกัน เพราะว่าเด็กบางคนก็โตแล้ว อย่างน้อง ชาร์เลท-วาศิตา ที่เคยร่วมงานกันในละคร ‘วัยแสบสาแหรกขาด’ เรื่องนั้นน้องต้องมาเล่นเป็นเด็กเก็บกด ทั้งที่ตัวจริงน้องเป็นเด็กที่ใสมาก แต่เราก็ต้องหาความสามารถเขา ทำยังไงให้เขาเข้าใจ ก็เป็นอะไรที่ท้าทายเหมือนกัน รวมทั้งนักแสดงรุ่นโตด้วย แล้วละครส่วนใหญ่ นักแสดงเราจะเป็นเด็กวัยประถม ซึ่งเราก็เปิดรับเด็กใหม่ ๆ อยู่ตลอด แต่ถ้าเป็นเด็กที่เคยผ่านผลงานละครมาบ้างแล้ว อาจจะมารับบทที่ท้าทายมากขึ้น เพราะเขามีประสบการณ์มากกว่า ส่วนบทพระเอก-นางเอก พอเป็นละครแนวครอบครัว เราต้องมีบทก่อน และดูคนที่เหมาะจริง ๆ เพื่อให้เขามารับบทละครของเรา บางทีเป็นบทครอบครัว ต้องมาเล่นเป็นพ่อเป็นแม่แล้ว แต่พระเอก-นางเอกบางคนยังไม่มีลูก ก็ต้องมารับบทที่ไม่ใกล้กับตัวเอง ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถเหมือนกัน ยอมรับว่าข้อจำกัดการเลือกพระเอก-นางเอก ของเราก็เยอะเหมือนกัน นักแสดงในระดับบ้านเรา ถ้าเป็นรุ่นโตไปก็จะไม่ดึงดูด แต่ถ้าเป็นนักแสดงต่างประเทศ บางคนอายุ 30-40 เขายังเป็นนักแสดงรุ่นที่ฝีมืออยู่
เลย”
 

 

Q : “จ๊ะ-จิตตาภา” ภรรยาสุดเลิฟ มีส่วนช่วยงานยังไงบ้าง ?
“ จริง ๆ เขาเป็นที่ปรึกษาอยู่แล้ว เขาเป็นคนเก่ง จะเข้าใจนักแสดง เข้าใจบท อย่างตอนที่เขาเล่นละคร แล้วเป็นนักจิตวิทยา เขาทำการบ้าน ก็จะมีความเข้าใจนักจิตวิทยาพอสมควร” แบ่งเวลาให้กับการเตรียมความพร้อมที่จะมีเจ้าตัวเล็กยังไง ? “ตอนนี้อยู่ในช่วงเตรียมตัวให้พร้อม จ๊ะเขาก็กลับมาฟื้นฟูร่างกายใหม่ หลังจากที่เราเกิดเหตุการณ์สูญเสียน้องไป ทำให้จ๊ะต้องขูดมดลูก เลยต้องกลับมาบำรุงให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม เราก็ยังมีหวังว่าจะลองมีกันอีกสักครั้งนึงตอนนี้เราก็ปรึกษาคุณหมอไปด้วย แต่ก็พยายามทำให้เขาไม่เครียด เพราะปัจจัยสำคัญ คือ ความเครียด พอเครียดแล้วก็ส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งคุณหมอก็บอกว่าน่าจะอีกประมาณ 2-3 เดือน รอให้ผนังมดลูกกลับมาแข็งแรงก่อน แล้วค่อยลองมีวิธีธรรมชาติครับ”
 

 

Q : ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าจะไม่มีทายาท อะไรทำให้ความคิดนี้เปลี่ยนไป ?
“จริง ๆ คนที่อยากจะมี คือเอิน (หัวเราะ) แต่เราก็ไม่ได้กดดันเขา พอเขาเห็นเอินอยากมี เขาก็อยากทำให้เอินมีความสุข ถามว่าอยากมีกี่คน จริง ๆ ตอนนี้คนเดียวก็ให้มีก่อน แต่ถ้ามีได้ก็อยากให้เขามีพี่น้อง ก็รอลุ้นกันไปเรื่อย ๆ ครับ(ยิ้ม) อีกใจนึงก็คิดว่ามีหรือไม่มีก็ได้ บางทีถ้าไม่ได้ไปถึงจุดนั้น เราก็ต้องพยายามเปลี่ยนความคิดของเราให้เป็นอีกแบบนึงให้ได้ สำหรับวิธีวิทยาศาสตร์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ว่าก็ไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เราจะเห็นบางเคส ต่อให้ทำหลายทีก็ไม่สำเร็จ ตอนนี้ศึกษาทุกอย่างมองถึงขั้นว่าเรารับอุปการะเด็กมาเลี้ยงมั๊ย จะปล่อยธรรมชาติไปเรื่อย ๆ ตอนนี้เราก็อายุเยอะขึ้น โอกาสที่จะมีก็น้อยลง ใจก็อยากให้เป็นแบบถ้าเขาจะมาก็มา แต่ถ้าเกิดว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ เราก็มองภาพอนาคตอีกแบบ คือ ก็เตรียมพร้อมไว้หลาย ๆ แบบ ใครแนะนำอะไรเราก็ลองหมด ทำใจให้สบาย สุดท้ายอยู่ที่ตัวเราเอง บางทีเราทำงานกลับมา หรือนั่งอ่านข่าวดูหนัง ก็มีอะไรมากระทบจิตใจเราได้ง่ายมาก ซึ่งการเที่ยวก็ช่วยได้เยอะ ช่วยเยียวยา แต่จริง ๆ อยู่ที่สภาพจิตใจ อยู่เฉย ๆ บางทีเราอาจจะคิดอะไรไม่ออก บางทีอาจต้องหาคนคุยหาที่ปรึกษา ก็ทำให้เราไม่เครียด”

Q : “จ๊ะ” เคยแท้งลูกมาแล้ว เขากลัวที่จะต้องเริ่มต้นใหม่ เพื่อจะให้มีลูกอีกครั้งหรือป่าว?
“จริง ๆ เรียกว่ากลัว เพราะไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกดีกว่า เราเคยเจออะไรมาแล้วก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นซ้ำอีก แต่เรื่องตรงนี้เราก็ควบคุมไม่ได้ บางทีเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ เราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ก็เลยต้องค่อย ๆ เรียนรู้และพยายามอยู่กับมันไปครับ”ใจเย็นๆนะจ๊ะ เชื่อว่าถึงเวลาเขาก็มาเอง

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 17