อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2564

เจาะลึกตัวตน6สาวCGM48 กับมุมมองชีวิตของพวกเธอ

พูดคุยแบบเปิดตัวตนเจาะลึกของ 6 สาว "CGM48" กับมุมมองการใช้ชีวิต และเรื่องราวหลังจากนี้ของพวกเธอในอนาคต.. อาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2563 เวลา 09.00 น.


เปิดตัวกับไปที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับซิงเกิ้ล 2 ใหม่ล่าสุด Melon Juice ที่มาดับเบิ้ลเซ็นเตอร์คือ สิตาและคนิ้ง จาก "CGM48" วงน้องสาวของเกิร์ลไอดอลแห่งชาติ "BNK48" ที่ล่าสุดพวกเธอๆได้เดินทางมาพูดคุยกับ "เดลินิวส์ออนไลน์" งานนี้เราก็ไม่พลาด ขอพาทุกคนมาคุยกับ "ออม-สิตา-คนิ้ง-ฟอร์จูน-แองเจิ้ล และมิลค์" แบบเอ็กซ์คลูซีฟถึงมุมมองชีวติของพวกเธอในตอนนี้ รวมไปถึงเส้นทางในอนาคตของพวกเธอกันดีกว่าค่ะ

ตอนนี้ทุกคนอยู่กับ CGM48 มาปีกว่าๆแล้ว ชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
มิลค์ : หนูสูงขึ้นค่ะ!
ฟอร์จูน สิตา คนิ้ง แองเจิ้ล : ผ่านมาหลายอย่าง เราโตกันในรถค่ะ
ออม : พวกเราเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ อยู่เชียงใหม่ เวลามีงานก็ต้องนั่งรถซึ่งพี่ๆทีมงานจะสอนว่าแบบนี้ก็ถือว่าเราโตในรถ


สิตา และ คนิ้ง ดับเบิ้ลเซ็นเตอร์ เพลง Melon Juice

อย่างน้องออม ตอนนี้ต้องเป็นกัปตัน ท้าทายไหม?
ออม : ท้าทายค่ะ เอาจริงๆ มันยาก เพราะตอนแรกเป็นเมมเบอร์ใน BNK48 ให้ทำอะไรเราก็ทำ แต่พอมาอยู่ CGM48 เราต้องเป็นกัปตัน ต้องมีหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น ความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น เป็นเมมเบอร์เราอาจจะเหมือนเด็กอายุ 14 แต่พอเป็นกัปตันก็โตอีกปีเป็นอายุ 15 ปี (หัวเราะ).. เอาจริงก็ยากค่ะ เพราะหนูก็ไม่ได้เป็นคนที่เข้าถึงคนง่ายขนาดนั้น เราก็ไม่รู้ว่าจะไปสนิทกับน้องๆยังไงดี อายุห่างกันมากๆและความคิดค่อนข้างต่างกัน ก็ใช้เวลาหนึ่งปีก็ทำให้เราสนิทกันมากขึ้น อย่างกับ "น้องมิลล์" อายุก็จะห่างกันมากแต่ก็คุยกันเป็นเพื่อนเล่นไปเลย (หัวเราะ) ก็เข้าใจกันมากขึ้น น้องๆไม่ดื้อไม่ซนก็ทำงานด้วยกันง่ายค่ะ


ออม-ปุณยวีร์ จึงเจริญ

คนอื่นๆ 1 ปีที่ผ่านมาเผ็นอย่างไรบ้าง?
มิลค์ : ก็..เปลี่ยนไปเยอะมากๆ ทัศนคติก็เปลี่ยนไปเยอะมาก เปิดโลกมากขึ้น ตอนแรกหนูก็ชอบดนตรีก็จะอยู่กับแค่ดนตรี พออยู่ตรงนี้แล้วก็ได้เห็นความสามารถอะไรที่เรายังไม่ได้เห็นค่ะ
แองเจิ้ล : หนึ่งปีของหนู ได้โตขึ้นมองมุมมองที่แตกต่างกันไป เพราะตอนอยู่ที่บ้านเราก็ไม่ต้องทำอะไรเองแต่พอมาอยู่ที่หอก็ต้องรู้จักจัดการตัวเองมากขึ้น อย่างของหนูก็ล้างห้องน้ำเอง ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ถ้าเกิดอยู่ที่บ้านเราไม่ยอมทำแน่นอน เหมือนกับเด็กอายุเท่าเราคงไม่ได้มาเจออะไรแบบนี้ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้หนูโตขึ้น และเปิดโลกกว้างอีก 10 ปีข้างหน้าก็จะข้ามผ่านมันได้
ฟอร์จูน : หนูว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา หนูได้มิตรภาพที่ดีมากๆ มองว่าเราสนิทกันกับทุกคนเลย เหมือนเวลาที่ใครมีปัญหาทุกคนจะช่วยซัพพอร์ต ก็เลยรู้สึกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมามันทำให้ "CGM48" แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ


มิลค์-ชยานันท์ เจ็ดพี่น้องร่วมใจ

สิตา : หนูซักผ้าหอม รีดผ้าเป็น มีแรงมากขึ้น เพราะแรกๆที่เข้ามาแรงน้อยมาก เป็นคนที่แข็งแรงขึ้น
คนิ้ง : เหมือนเป็นการเปิดโลกสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ขนาดเป็นเด็กเชียงใหม่ยังไม่เคยไปที่บางที่เลย อย่างพวกพี่ๆไปเที่ยวก็จะ ที่เชียงใหม่มีด้วยหรอ แล้วก็พอได้ทำงานก็ได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก มีหลายๆอย่างที่เป็นครั้งแรก ได้กินอะไรที่ไม่เคยกินมาก่อน มันเหมือนการเปิดโลกมากๆและก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ


คนิ้ง-วิทิตา สระศรีสม​​​​​​​

เรื่องที่ดีใจที่สุดที่ร่วมงานกับ CGM 48
แองเจิ้ล : หนูๆ เพิ่งผ่านไปได้ไลฟ์สดกับคามิโอชิ (คนที่ชื่นชอบที่สุด) ของหนูคือ "ทาชิมะ เมรุ" รุ่นพี่จากวง HKT48 เขาเป็นรุ่นพี่ ไม่คิดว่าจะมีโอกาสที่จะได้คุยกับเขาเร็วขนาดนี้ แล้วเขาก็บอกโอชิ (ชอบ) หนูด้วย ซึ่งคอมพลีทมาก มันฟินเวลาชอบใครมากๆแล้วได้คุยกับเขาแบบนี้ค่ะ
สิตา : ได้ไปญี่ปุ่นค่ะ มันฟินมากซึ่งไม่ได้ไปเฉยๆเราได้ไปเจอวงรุ่นพี่ด้วย มันฟินมากและก็ตื่นตาตื่นใจอยากให้ CGM ทุกคนได้ไป มันดีมากจริงๆ ดีที่สุดในชีวิตหนูเลยค่ะ


สิตา​​​​​​​-สิตา ธีรเดชสกุล​​​​​​​

มิลค์ : ของหนูที่ดีใจที่สุดก็คือ ได้เป็นหัวหน้าทีมสีเขียวในงานกีฬาสี48 เพราะว่าหนูไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่ แต่พอได้รับโอกาสก็ดีใจค่ะ
ฟอร์จูน : เป็นการที่ได้รู้จักับพี่อร (อรBNK48) หนูจำได้ว่าวันที่เขาพูดถึงหนูผ่านไลฟ์ครั้งแรก หนูลงไปดิ้นอยู่ที่พื้น เราดีใจเพราะชอบเขามาก เป็นวงน้องสาวของ BNK48 ด้วย ถึงแม้ว่าตัวเราจะไกลกันแต่ใจก็อยู่กับพี่เขาค่ะ
คนิ้ง : ดีใจที่สุดก็คือเรื่องราวที่ผ่านเอ็กซ์ตรีม ตอนที่พี่บอกจะเจอตอนเข้าค่ายแต่ที่นี้จะเจอทุกวันเลย เหมือนเป็นการรับน้องต้องรอติดตามค่ะ
ออม : ของหนูที่ดีใจที่สุดก็คงจะเป็นการที่กลับมาบ้านเกิดของตัวเอง ก็คือ จ.เชียงใหม่ ได้สร้างวงน้องสาวที่จังหวัดที่ตัวเองเกิด ทำให้เชียงใหม่เป็นที่รู้จักมากขึ้น ดีใจมากๆ หนูอยู่เชียงใหม่ตั้งแต่เด็กไม่คิดว่าวันนึงจะมีวงไอดอลน่ารักๆ มาอยู่แล้วใช้ชีวิตจริงๆ เลยรู้สึกดีใจค่ะ


แองเจิ้ล​​​​​​​-นภัสนันท์ ธรรมบัวชา

แล้วเรื่องที่ภูมิใจที่สุดล่ะ
ออม : ก็คงจะเป็นการได้รับตำแหน่งหน้าที่เป็นกัปตัน เพราะว่าตอนอยู่ BNK48 เราก็เป็นแค่เมมเบอร์ แต่ที่นี้เหมือนกับเราได้โอกาสจากผู้ใหญ่ด้วย แล้วก็เหมือนกับทุกคนเห็นความสามารถของเราที่จะทำตรงนี้ได้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีไหมแต่เป็นโอกาสที่ท้าทาย หนึ่งปีที่ทำมาก็ทำให้รู้สึกมีความสุขค่ะ
สิตา : หนูว่าหนูภูมิใจที่สุดตอนที่ติดเป็นเมมเบอร์ มันเป็นความรู้สึกที่ ว้าว! คือหนูไม่ทำกิจกรรมโรงเรียน เรียนอย่างเดียว อยู่ๆก็มาติดเป็นไอดอล ก็จะเฮ้ย..อะไรกันเนี่ย ก็เลยรู้สึกภูมิใจว่าเราก็ไม่ใช่เล่นๆเหมือนกันนะเนี่ยค่ะ (หัวเราะ)
มิลค์ : ที่ภูมิใจก็คือสอบ เพราะเห็นพัฒนาการของตัวเอง แล้วก็ทึ่งว่าเราทำได้ด้วยหรออะไรประมาณนี้ค่ะ
ฟอร์จูน : ก็จะเป็นติดออดิชั่น CGM เพราะว่าก็ทำออดิชั่นอะไรแบบนี้มานานมาก ก็ไม่เคยติดที่ไหน แล้วพอวันนี้ติดก็รู้สึกวันนี้มันเป็นวันของเราแล้ว รู้สึกดีใจค่ะ


ฟอร์จูน​​​​​​​-ปัณฑิตา คูณทวี

แองเจิ้ล : ตอนที่ติด เซ็มบัตสึ ปกติหนูก็อยู่เป็นแฟนคลับแบบมอง หนูก็มีความฝันที่อยากจะมาเป็นตรงนี้เหมือนกัน พอเราได้ติดในวงและยังเป็นเซ็มบัตสึด้วย ก็เลยเป็นความรู้สึกที่ว่าภูมิใจมากๆ ได้เป็นหนึ่งในนั้นและจะตั้งใจเพอร์ฟอร์แมนซ์ให้ดีที่สุดค่ะ
คนิ้ง : ส่วนของหนูก็จะเป็นความรู้สึกว่าเราได้มีประสบการณ์มากที่สุดในรุ่น คือคนที่อายุเท่าหนูอะไรแบบนี้ หนูได้ทำงานก่อน งานมันไม่ได้ง่ายๆเหมือนตอนเรียนแล้วนะ ได้เรียนรู้ถึงการทำงานเป็นยังไง ซึ่งเราได้รู้ก่อนแล้ว ทำให้รู้สึกภูมิใจค่ะ



ด้วยความที่ยังเป็นวัยเรียน อยากให้บอกถึงประสบการณ์นิดนึง
ออม : ต้องย้อนไปไกลมาก.. ซึ่งตอนที่ยังเรียนอยู่ยังเป็นสมาชิกวง BNK48 ก็ค่อนข้างที่จะหนักมากๆจริง ตอนมหาวิทยาลัยเราก็ต้องรู้จักเข้าหาอาจารย์ เราต้องเข้าไปบอกเขาว่าเรามีงานนะ ต้องทำหน้าที่และต้องรับผิดชอบอะไรบ้างแต่หนูก็ไม่อยากทิ้งการเรียน ให้อาจารย์เข้าใจเรา ถึงแม้เราจะหายไปบ้างก็จะกลับมาตามส่ง เอาจริงๆหนูรอดมาได้เพราะเพื่อนๆที่มหา'ลัย พวกเขาเป็นห่วงเรามากและยังเก็บงาน ตามงานให้เราตลอด ต้องขอบพระคุณเพื่อนๆด้วยจริงๆ
คนิ้ง : ตอน ม.3 ก็ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่พอขึ้น ม.4 มันหนักหน่วงมาก ยิ่งหนูเรียนสายวิทย์ด้วยก็ต้องพยายามปรับตัว



แองเจิ้ล : หนูเข้ามาในวงตอน ม.6 เทอม 2 ก็คือหนูย้ายจากโรงเรียนที่ กทม.ไปอยู่เชียงใหม่ แต่ว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด อย่างคะแนนที่ต้องใช้ยื่นที่เชียงใหม่ มันไม่เหมือนกับที่ กทม. ก็ต้องจัดการใหม่หมดทุกอย่าง แต่พอเข้ามหา'ลัยก็จะหนักยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาค่ะ
ฟอร์จูน : ในส่วนของหนูก็ต้องโอนย้ายจากมหา'ลัยเก่าไปยังมหา'ลัยที่เชียงใหม่ มันค่อนข้างจะหักดิบมากเลย หน่วยที่โอนไปก็จะน้อยกว่าที่ต้องเรียนก็ต้องลบทิ้งหมดเลย ถ้าพูดตามที่เรียนที่ กทม. ก็คือปีนี้ต้องจบแล้ว แต่ว่าตอนนี้ที่เชียงใหม่ก็อยู่ปี 2 เรียนเกือบเท่าหมอ 7 ปี ก็ต้องสู้ต่อไปค่ะ
มิลค์ : ของหนูคือช่วงแรกๆก็คือยากมากๆ โรงเรียนเก่าเรียนมาแบบดนตรีอย่างเดียว พอมาเป็นเชียงใหม่ก็เรียนคนละแบบกันเลย เพราะมันไม่มีสายก็จะยากขึ้น ก็ใกล้ขึ้น ม .4 แล้วก็น่าจะง่ายขึ้นค่ะ



สุดท้ายแล้ว..วางแผนกับตัวเองยังไงบ้าง 5 ปีข้างหน้า
ออม : ตอนนั้นก็จะอายุ 30 ปีแล้ว น่าจะต้องเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งขึ้นคนนึง เพราะว่าเราได้เจออะไรมาเยอะมากจากประสบการณ์ตรงนี้ ถ้าออกไปทำอาชีพอื่นในอนาคตก็คงมีภูมิต้านทาน จริงๆรักการอยู่ที่นี่มากๆ ถ้าได้ต่อยอดก็คงดีค่ะ
สิตา : อีก 5 ปีก็จะอายุ 22 ปี ถ้าในแง่ของการเปลี่ยนไปแค่ตัวเอง อยากเป็นผู้ใหญ่ที่อ่อนโยน อันนี้เป็นสิ่งที่ตั้งใจจริงๆ เพราะตอนที่เข้ามาเป็นเด็กที่แข็งกร้าวมาก และรู้สึกว่ายิ่งอยู่ก็เห็นอกเห็นใจคนอื่น รับฟังคนอื่นมากขึ้น ก็เลยอยากเป็นผู้ใหญ่ที่อ่อนโยนและรับฟังทุกๆคน แต่ถ้าในแง่ทำงานอยากทำภาพยนตร์มาก เพราะชอบดูภาพยนตร์ มีหลายๆสิ่งอยู่ในหัวหนูตลอดเวลาค่ะ อยากจะทำหนังสักเรื่องค่ะ ทำตัวชิลชิลแต่ขอหาเงินก่อนค่ะ
มิลค์ : ตอนนั้นก็จะอายุ 18-19 ปี ตอนนี้ก็คิดเยอะมากๆ แต่ทางที่ชอบที่สุดก็คือดนตรี แต่ก็น่าจะทำตรงนี้ต่อ แต่หนูเคยคิดแบบว่าจะไปอยู่เกาหลี ก็น่าจะไปเรียนต่อด้านดนตรีค่ะ



ฟอร์จูน : ตอนนั้นอายุก็จะราว 26 ปีแล้ว อยากทำงานในวงการบันเทิงต่อ คืออยากทำทุกอย่างเลยในวงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็กแล้ว อยากมีแบรนด์ อยากเป็นศิลปิน อยากทำหลายอย่างมาก แล้วก็อยากเลี้ยงแมว อยากเก็บแมวจรมาเลี้ยง จะเป็นนักดนตรีที่มีแมวเยอะที่สุดค่ะ
แองเจิ้ล : แต่จริงๆก็อยากทำงานสายนี้ต่อ แต่ก็อยากไปอยู่ญี่ปุ่น คือจะบอกว่าเมื่อวานคุยกันว่าอยากไปอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่ขึ้นเครื่องยันลงเครื่อง หนูมีความรู้สึกอยากไปอยู่ญี่ปุ่นมากๆ ตอนนั้นก็จะอายุ 23 ปี ก็เรียนจบจากที่ไทยแล้ว หรือจะไปต่อปริญญาโทที่ญี่ปุ่น หรือไม่ได้จริงๆก็จะไปเที่ยวรอบโลก ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆค่ะ
คนิ้ง : ตอนนั้นหนูก็เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ก็จะอายุประมาณ 21 ปี ก็จะเรียนต่อไป ยังไม่ค่อยมีความฝันที่แน่นอนว่าจะไปทางด้านไหน ตอนนี้ต้องค้นหาตัวเองต่อไปดูอนาคตว่าอยากไปต่อสายไหนค่ะ



ถือได้ว่าการพูดคุยในครั้งนี้ของ "เดลินิวส์ออนไลน์" และ "CGM48" คงจะทำให้เหล่าโอตะได้ใกล้ชิดถึงมุมมองการใช้ชีวิต เรื่องราวความคิด ความฝันในอนาคต รวมไปถึงตัวตนที่สดใสแต่มุ่งมั่นของพวกเธอกันไม่น้อย.. แฟนคลับทุกๆคนก็อย่าลืมส่งกำลังใจ แรงเชียร์ สนับสนุนให้พวกเธอได้ทำตามความฝันบนเส้นทางสายไอดอลกันต่อไปในอนาคตกันนะคะ....



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    96%
  • ไม่เห็นด้วย
    4%

ความคิดเห็น