อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2564

ค้นพบความหมายที่แท้จริงของวัน "คริสต์มาส" ผ่านบทเพลงดัง

สกู๊ปพิเศษ : ค้นพบความหมายที่แท้จริงของวัน “คริสต์มาส” ผ่านลิสต์บทเพลงดัง ในช่วงเทศกาลแห่งความสุข ศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2563 เวลา 08.30 น.



ปลายปีนับเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง หนึ่งในนั้นคือวัน “คริสต์มาส” ที่หลายคนอาจนึกถึงงานเลี้ยงสังสรรค์ ซานตาคลอส กล่องของขวัญ หรือต้นคริสต์มาส รวมไปถึงเสียงเพลงที่เต็มไปด้วยความรื่นเริง อย่าง “ซานตาคลอส อิส คัมมิ่ง ทู ทาวน์ (Santa Claus Is Coming To Town)” และ “จิงเกิล เบลส์ (Jingle Bells)” ซึ่งนอกเหนือความสนุกเหล่านั้น เบื้องหลังที่แท้จริงของวัน “คริสมาสต์” นี้ ถือเป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่งของชาวคริสต์ เนื่องจากเป็นวันเฉลิมฉลองที่พระเจ้าทรงสำแดงความรักต่อโลก และมอบของขวัญที่วิเศษที่สุด นั่นคือการส่ง “พระเยซูคริสต์” พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาบังเกิดบนโลก เพื่อช่วยมนุษย์ให้พ้นบาป เต็มไปด้วยความหวัง และพบสันติสุข ซึ่งข่าวประเสริฐนี้ได้ถูกบอกเล่าผ่านหลากหลายบทเพลงไพเราะ หรือบทเพลง “แครอล (Carol )” มาอย่างยาวนาน โดยมีศิลปินชื่อดังมากมายมาร่วมขับขาน เพื่อให้เข้ากับช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ “บันเทิงเดลินิวส์” ขอพาแฟน ๆ ไปรู้จักความเป็นมาของบทเพลงไพเราะเหล่านี้ ที่เล่าถึงเรื่องราวการประสูติของพระคริสต์กันแบบจัดเต็ม

 

Mariah Carey : อัลบั้ม Merry Christmas

หากพูดถึงเพลงในช่วงเทศกาลคริสต์มาส หลายคนต้องคิดถึงราชินีเพลงคริสตร์มาส อย่าง มารายห์ แครีย์ (Mariah Carey) ศิลปินสาวระดับโลก ที่ตอนนี้กำลังมีรายการพิเศษ “มารายห์ แครีย์ เมจิคัล คริสต์มาส สเปเชียล (Mariah Carey’s Magical Christmas Special)” บน Apple TV+ ซึ่งเธอเป็นเจ้าของเพลงคริสต์มาสสุดฮิตตลอดกาล และขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ “ออล ไอ ว้อนท์ ฟอร์ คริสต์มาส อีส ยู (All I Want for Christmast Is You)” ซึ่งเพลงนี้อยู่ในอัลบั้มคริสมาสต์แรกของเธอ ที่ชื่อว่า “เมอร์รี่ คริสต์มาส (Merry Christmas)” ออกวางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 1994 โดยมีทั้งเพลงแต่งใหม่และเพลงคัฟเวอร์ ซึ่งนอกจากเพลงฮิตดังกล่าวแล้ว ในอัลบั้มยังบรรจุเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวความสำคัญของ “วันคริสต์มาส” ที่แท้จริง ซึ่งเกี่ยวข้อง พระเยซู หลากหลายเพลง

 
Mariah Carey
 

นำโดยเพลงชื่อดัง “โอ โฮลี่ ไนท์ (O Holy Night)” หรือ “เป็นเวลาที่พระคริสต์ได้ประสูติ”  ที่เรื่องราวของบทเพลงนี้เริ่มต้นในปี 1847 เมื่อ Placide Cappeau นักกวีและพ่อค้าไวน์ ในเมืองเล็ก ๆ ของฝรั่งเศส ได้รับการติดต่อจากบาทหลวงในเมือง ให้เขาช่วยเขียนบทกวีสำหรับคริสต์มาส

 

PHOTO : galaxymusicnotes.com
 

Placide Cappeau ใช้ พระธรรมลูกา จากคัมภีร์ไบเบิล เป็นแนวทางในการเขียน โดยคิดถึงการเป็นพยานการประสูติของ พระเยซู ที่เมืองเบธเลเฮม และเมื่อเขาเดินทางถึงปารีส เขาก็แต่งบทกวีแครอล ชื่อ “Minuit Chretiens” เสร็จสิ้น ก่อนตัดสินใจไม่อยากให้เป็นเพียงแค่กวี แต่เป็นบทเพลงเลย เขาจึงได้ให้ อะโดลฟี่ อดัม (Adolphe Adam) นักประพันธ์ดนตรีชาวฝรั่งเศส  มาช่วยทำบทกวีนี้เป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า ที่ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเพลงคริสต์มาส ที่นิยมสุดอีกเพลงหนึ่งทีเดียว


สำหรับบทเพลง “O Holy Night”  นี้ยังมีเรื่องเล่าที่น่าประทับใจ ซึ่งช่วงสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (ฝรั่งเศส-เยอรมัน ) ราวปี ค.ศ. 1870 ในคืนคริสต์มาสอีฟ ขณะที่ฝ่ายเยอรมันยกทัพมาตั้งประจัญหน้ากับกองทัพของฝรั่งเศส ทันใดนั้นเองทหารฝรั่งเศส ได้กระโดดออกมาจากแนวตั้งรับ เปิดเผยตัวเองต่อหน้าศัตรู พร้อมเปล่งเสียงร้องเพลง “O Holy Night” นี้ เป็นภาษาอังกฤษ ท่ามกลางความนิ่งเงียบของทหารทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างที่ทหารฝรั่งเศสผู้นี้ขับร้องบทเพลงเกี่ยวกับการมาบังเกิดของเมสสิยาห์ และเมื่อท่อนสุดท้ายของบทเพลงจางหายไปในราตรี ทหารเยอรมันจึงได้ออกจากที่ซ่อน และเริ่มขับร้องเพลง “ฟรอม เฮฟเว่น อะโบฟ ทู เอิร์ธ ไอ คัม (From Heaven Above to Earth I Come)” ซึ่งเป็นเพลงคริสต์มาสแครอล ที่นิยมมากในเยอรมัน ตอบโต้กลับมาแทนลูกกระสุน และทั้งสองฝ่ายจึงได้ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าด้วยกัน และการต่อสู้ก็ยุติลง  
 


Celine Dion / PHOTO : Getty Images


Josh Groban / PHOTO : IrelandAMVMTV


จองกุก 
PHOTO :  Naver x Dispatch


ซึ่งนอกจาก มารายห์ แครีย์ ยังมีศิลปินคนอื่นที่ขับขานเพลงเพลงนี้เช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ เซลีน ดิออน (Celine Dion) ศิลปินสาวเจ้าของเพลงดัง “มาย ฮาร์ต วิล โก ออน (My Heart Will Go On)” ที่ได้มาถ่ายทอดเพลงนี้พร้อมท่วงทำนองสุดปราณีต เข้ากับน้ำเสียงหวานซึ้งได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีในเวอร์ชั่นของ จอช โกรแบน (Josh Groban) ศิลปินและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน ที่มาด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและทรงพลัง ในแนวเสียงบาริโทน รวมถึงไอดอลเกาหลี จองกุก แห่งบอยแบนด์ระดับโลกวง “บีทีเอส (BTS)” ก็เคยคัฟเวอร์เพลงนี้ ด้วยเสียงสุดละมุน ลงตัวกับเสียงเปียโนเช่นกัน
 


Joseph Mohr PHOTO Via. :  www.hintersee.at 


มาต่อที่เพลงคลาสสิคที่มีอายุกว่า 200 ปี อย่าง “ไซเลนท์ ไนท์ (Silent Night)” บทเพลงแห่งสันติสุข ที่เล่าเรื่องการบังเกิดของ พระเยซู ซึ่งเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน และถูกแปลไปมากกว่า 300 ภาษาทั่วโลก โดยต้นฉบับดั้งเดิมเพลงนี้เป็นภาษาเยอรมัน ชื่อ “Stille Nacht” ประพันธ์เป็นบทกวีโดย โยเซฟ มอหร์ (Joseph Mohr) บาทหลวงชาวออสเตรีย แห่งเมืองโอเบิร์นดอร์ฟ
 
Franz Xaver Gruber PHOTO : Stille Nacht Gesellschaft  Via. :  dw.com 


Joseph Mohr  บนหน้าต่างโบสถ์ / PHOTO :  PICTUREDESK.COM

สำหรับ “Silent Night” ถูกขับร้องเป็นครั้งแรกในค่ำคืนวันที่ 24 ธ.ค. ปี 1818 โดย คุณพ่อโจเซฟ ที่รู้ข่าวว่าออร์แกนที่โบสถ์เสีย ทำให้วงไม่สามารถร้องเพลงฉลองวันคริสมาสต์ได้ คุณพ่อโจเซฟ จึงได้แต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ และนำไปให้ ฟรันซ์ ซาเวอร์ กรูเบอร์ (Franz Xaver Gruber ) คุณครูและนักออร์แกน มาประพันธ์ทำนองให้ โดยใช้กีตาร์เล่นประกอบการร้องในค่ำคืนนั้น ท่ามกลางเมืองเล็ก ๆ ของออสเตรีย ก่อนที่เพลงนี้จะเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลก โดยมีพิพิธภัณฑ์ Silent Night อยู่ที่เมืองวาไกรน์ ประเทศออสเตรีย ซึ่งได้เก็บรักษากีต้าร์ตัวจริง ที่บรรเลงฉลองในค่ำคืนอันพิเศษนั้นไว้ด้วย



Justin Bieber


Celtic Woman
 
ซึ่งนอกจาก มารายห์ แครีย์  แล้ว ก็ยังมี จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ที่ร้องเพลงนี้ “Silent Night ” ไว้ในอัลบั้มคริสต์มาสแรกของเขา อย่าง “อันเดอร์ เดอะ มิสเซิลโท (Under The Mistletoe)” ที่ปล่อยออกมาในปี ค.ศ. 2011 รวมถึง “เซลติก วูแมน (Celtic Woman)” กลุ่มศิลปินหญิงชาวไอริช ที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ทางดนตรี ก็ร้องไว้ได้อย่างเพราะจับใจเช่นกัน

 

Isaac Watts PHOTO Via. : originalsacredharp.com

ต่อด้วยเพลงคริสต์มาสอมตะ “จอย ทู เดอะ เวิล์ด (Joy to the World)” ที่ทั่วโลกคุ้นเคยและได้รับความนิยมที่สุดเพลงหนึ่งในช่วงคริสต์มาส ซึ่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษถูกเขียนโดย ไอแซค วัตต์ (Isaac Watts) ที่อ้างอิงจาก พระธรรมสดุดี บทที่ 98 ข้อที่ 4 ในพระคัมภีร์ไบเบิล โดยได้บอกว่า “แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเอ๋ย จงโห่ร้องด้วยความชื่นบานถวายแด่พระยาห์เวห์ จงโห่ร้องด้วยความยินดีและร้องเพลงสดุดี” ก่อนตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1719  ซึ่งเนื้อหาพระธรรมสดุดีของดาวิดในส่วนนี้ สื่อเรื่องราวถึงพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ และถูกนำไปใช้ในการนมัสการของชาวคริสเตียน
 

PHOTO Via. : everysquareinch.net
 

โดย ไอแซค วัตต์ เขียนคำพูดไว้ว่า “Joy to the World”  เป็นเพลงนมัสการพระเกียรติและชัยชนะของพระคริสต์ และเพื่อรับเสด็จการกลับมาอีกครั้งของพระองค์ในวันพิพากษาโลก ซึ่งเพลงนี้ได้รับการขนานนามจากชาวอิสราเอลว่า เป็นเพลงที่แสดงถึงความชื่นชมยินดี ที่พระคริสต์ได้นำหนทางที่จะได้คืนดีกับพระเจ้ามาให้



Lowell Mason PHOTO Via. : Wikipedia 
 
ส่วนทำนองเพลงนี้เกิดตามหลังเนื้อเพลงร้อยกว่าปี โดยทำนองที่เราคุ้นหูกันในปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่นที่ โลเวลล์ เมสัน (Lowell Mason ) นักแต่งเพลงชื่อดัง แต่งขึ้นในปี ค.ศ.1848 ซึ่งเขาได้นำบทกวี “Joy to the World” สุดคลาสิคนี้ มาใส่ท่วงทำนองที่เขาเรียบเรียงค้างเอาไว้ และก็เข้ากันได้อย่างงดงาม  และต่อมาเพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในอเมริกาเหนือ
 

William B. Sandys PHOTO : Royal Institution of Cornwall

นอกจากนี้ยังมีเพลง “ก็อด เรสท์ เย เมอร์รี่ เจนเทิลแมน (God Rest Ye Merry Gentlemen)”  ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงคริสต์มาส แครอลเก่าแก่ดั้งเดิมของอังกฤษ ไม่ปรากฎว่าใครคือผู้ประพันธ์ แต่มีบันทึกว่ามีการเริ่มร้องกันในโบสถ์คริสเตียน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และบทเพลงนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1833 อยู่ในสิ่งพิมพ์ “คริสต์มาส แครอลส์ แอนเชี่ยน แอนด์ โมเดิร์น (Christmas Carols Ancient and Modern)” โดย วิลเลียม บี แซนดี้ส์ (William B. Sandys) ที่ได้รวมเพลงแครอลเอาไว้ ต่อมาในปี 1843 ชาร์ลส์ ดิกคินส์ (Charles Dickens) นักประพันธ์ชาวอังกฤษชื่อดัง ได้นำมารวบรวมไว้เป็นหนึ่งในหนังสือนวนิยาย “อะ คริสต์มาส แครอล (A Christmas Carol)” ซึ่ง มารายห์ แครีย์ นำมาคัฟเวอร์ใหม่ได้อย่างทรงพลัง ส่วนเวอร์ชั่นที่ ปีเตอร์ ฮอลลินส์ (Peter Hollens ) ฟีท. เดอะ ฮาวด์ (The Hound) และ เดอะ ฟ็อซ์ (The Fox) ก็มาในแบบนุ่ม ๆ ฟังสบาย ด้วยกีต้าร์ในช่วงต้น

 
Peter Hollens feat. The Hound + The Fox

 
ส่วน “จีซัส โอ วอท อะ วันเดอร์ฟูล ชิลด์ (Jesus Oh What a Wonderful Child)” นั้นเป็นเพลงคริสต์มาส สไตล์แบล็ค กอสเปล (Black Gospel) ของคนผิวดำ ซึ่งไม่ได้ระบุผู้ประพันธ์เช่นกัน แต่เชื่อกันว่าต้นกำเนิดเป็นเพลงดั้งเดิมของชาวคนแอฟริกันอเมริกัน ซึ่งทำการบันทึกเสียงและขับร้องในช่วงต้นปี 1950 โดยเนื้อร้องของทั้ง 2 เพลงเล่าเรื่องราวการบังเกิดของพระเยซูในค่ำคืนที่เมืองเบธเลเฮม เมื่อ 2 พันปีก่อนและสรรเสริญพระองค์

หนึ่งในเพลงคริสต์มาสที่มีท่วงทำนองหรูหราและสง่างาม ต้องยกให้
“ฮาร์ค! เดอะ เฮรัลด์ แองเจิลส์ ซิง (Hark! The Herald Angels Sing)” หรือ “จงฟังเพลงแห่งทูตสวรรค์”  ปรากฎครั้งแรกในปี 1739 เนื้อร้องมาจากบทประพันธ์ของ ชาร์ลส์ เวสเลย์ (Charles Wesley ) ที่อยู่ในหนังสือเพลงสวดและกวีทางศาสนา “ฮีมน์ แอนด์ เซคเร็ด โพเอ็มส์ (Hymns and Sacred Poems)”
 

Charles Wesley PHOTO Via. : Wikipedia 
 

โดยเนื้อหานั้นได้อ้างอิงตาม พระธรรมลูกา ในไบเบิล บทที่ 2 ข้อที่ 14 ที่บอกว่า “พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลายที่พระองค์โปรดปรานนั้น”  โดย ชาร์ลส์ เวสเลย์ ได้เขียนบทประพันธ์ต้นฉบับ เพื่อเป็นบทเพลงสรรเสริญในวันคริสต์มาส ขับร้องด้วยดนตรีช้า ๆ และเคร่งขรึม ซึ่งเนื้อร้องดั้งเดิมนั้นขึ้นต้นเพลงด้วยคำโคลงสรรเสริญว่า “Hark! How the welkin rings, Glory to the King of kings” ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนเนื้อร้องอยู่หลายครั้ง ซึ่งเวอร์ชั่นยอดนิยม และเป็นเวอร์ชั่นที่มีเนื้อต้นเพลงแบบฉบับที่ร้องกันในปัจจุบัน เป็นผลงานของ จอร์จ ไวท์ฟิลด์ (George Whitefield)


ต่อมาในปี 1840 เฟลิกซ์ เมนเดลส์โซห์น (Felix Mendelssohn) คีตกวีเอกชาวเยอรมันได้ประพันธ์แคนตาตา หรือบทประพันธ์เพลงร้องบทหนึ่ง เพื่อเป็นที่เฉลิมฉลองระลึกถึง โยฮันน์ กลูเตนเบอร์ก (Johann Glutenburg) ผู้ประดิษฐ์แท่นพิมพ์ และนักออร์แกนชาวอังกฤษ วิลเลียม คัมมิงส์ (William H. Cummings) ก็ได้นำทำนองเพลงดังกล่าวมาปรับให้เข้ากับบทประพันธ์ของ จอร์จ ไวท์ฟิลด์ ในปี 1855 จนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
 

Mariah Carey / PHOTO  : Apple TV+
 
 
นอกจากนั้น มารายห์ แครีย์ และโปรดิวเซอร์คู่ใจ วอลเตอร์ อฟานาเซียฟ ยังร่วมกันแต่งเพลง “จีซัส บอร์น ออน ดีส เดย์ (Jesus Born on This Day)” อีกด้วย

 

รวมไปถึงยังมีบทเพลงอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ทั้งเพลงคริสต์มาสที่มีอายุเก่าแก่ยาวนานเกือบพันปี อย่าง “โอ คัม , โอ คัม อิมมานูเอล (O Come, O Come Emmanuel)” เพลงสรรเสริญพระเจ้าที่มาพร้อมบรรยากาศเต็มไปด้วยมนต์ขลัง ยิ่งเสียงประสานยิ่งทำให้รู้สึกต้องมนต์

 
John Mason Neale / PHOTO Via. : Wikipedia 

สำหรับ “O Come, O Come Emmanuel” แต่เดิมเนื้อร้องถูกเขียนเป็นภาษาลาติน ในชื่อ “Veni, veni, Emmanuel” ในช่วงศตวรรษที่ 12 ซึ่งยังไม่มีระบุว่าใครคือผู้ประพันธ์เนื้อร้องและทำนอง แต่เชื่อกันว่าทำนองเพลงแต่เดิมเป็นของฝรั่งเศส ก่อนมีการเขียนเนื้อร้องลงไปในอีก 100 ปีต่อมา จากนั้นจึงได้มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดย จอห์น เมสัน นีเอล (John Mason Neale) ในปี 1851 ซึ่งเนื้อเพลงนั้นอ้างอิงมาจาก พระคัมภีร์ไบเบิล มัทธิว บทที่ 1 ข้อที่ 23 ที่ว่า “นี่แน่ะ หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่าอิมมานูเอล (อิมมานูเอล แปลว่า พระเจ้าสถิตกับเรา )”



Bad Religion / PHOTO : Alice Baxley

โดยศิลปินที่ขับร้องเพลงนี้ได้อย่างโดดเด่น ต้องยกให้ “แบด รีลิเจียน (Bad Religion)” วงดนตรีพังก์ร็อกรุ่นใหญ่สัญชาติอเมริกัน ที่นำเพลงเก่าแก่เกือบพันปีมาคัฟเวอร์ใหม่ เป็นแนวพังค์ร็อค ดุดันและฉีกไปจากต้นฉบับสุด ๆ ถ่ายทอดลงในอัลบั้มคริสต์มาสครั้งแรกของพวกเขา ที่ออกในปี 2013 ซึ่งในอัลบั้มนี้ยังมีอีกหลายเพลง อาทิ “Hark! The Herald Angels Sing” และ “God Rest Ye Merry Gentlemen” เป็นต้น ที่ถูกนำมาทำเป็นเวอร์ชั่นพังก์ร็อคทั้งหมด ถือเป็นสีสันทางดนตรี และพิสูจน์ให้เห็นว่าบทเพลงสรรเสริญพระเจ้านั้น เข้าได้กับดนตรีทุกแนว ทุกยุคสมัยจริง ๆ นอกจากนี้ทางวงยังนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคให้กับองค์กรช่วยเหลือเหยื่อ ผู้ถูกบาทหลวงล่วงละเมิดทางเพศอีกด้วย

เดินทางมาถึงอีกหนึ่งบทเพลงที่มีอายุยาวนานไม่แพ้กัน อย่าง “โอ คัม , ออล เย เฟธฟูล (O Come, all ye faithful)” ซึ่งแต่เดิมเพลงนี้เป็นภาษาลาติน ใช้ชื่อว่า “Adeste Fideles” มีผู้แต่งหลากหลายคน รวมไปถึง จอห์น ฟรานซิส เวด ( John Francis Wade) ใน ค.ศ. 1711 – 1786 และ พระเจ้าฌูเอาที่ 4 แห่งโปรตุเกส ใน ค.ศ.  1604–1656 เป็นต้น
 

ต้นฉบับดั้งเดิมประกอบด้วยกันทั้งหมด 4 บท ต่อมาได้ถูกขยายเป็น 8 บท และถูกแปลออกไปมากมายหลายภาษา โดยในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ใช้ชื่อ O Come, all ye faithfulเขียนโดยบาทหลวงชาวอังกฤษ เฟรเดอริค โอกเคเลย์ ( Frederick Oakeley) ในปี 1841  ส่วนใหญ่แพร่หลายในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษมากที่สุด



William Chatterton Dix ใน The Strand Magazine  (May 1895) / PHOTO Via. : www.hymnologyarchive.com 

อีกเพลงที่เก่าแก่และคลาสสิค ต้องยกให้ “วอท ชิลด์ อีส ดิส? (What Child Is This?)” ประพันธ์เนื้อร้องโดย วิลเลียม แชตเตอร์ตัน ดิกซ์ (William Chatterton Dix) ในปี ค.ศ. 1865
 

ในช่วงเวลาที่แต่งเพลงแครอลนั้น วิลเลียม ทำงานเป็นผู้จัดการบริษัทประกันภัย และกำลังเจ็บป่วยเรื้อรังแสนสาหัส ขณะที่เขากำลังพักรักษาตัว เขาก็ได้รับประสบการณ์ฟื้นฟูจิตวิญญาณขึ้นใหม่ และนำเขาให้มาเขียนบทเพลงสรรเสริญพระเจ้ามากมาย รวมถึงเนื้อเพลงแครอลดังกล่าวนี้ ซึ่งได้อ้างอิงมาจาก พระคัมภีร์ อิสยาห์ บทที่ 9 ข้อที่ 6-7 ที่บอกว่า “ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่บนบ่าของท่าน และเขาจะขนานนามของท่านว่า “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ และองค์สันติราช” การเพิ่มพูนขึ้นของการปกครองและสันติภาพของท่าน จะไม่มีที่สิ้นสุด บนพระที่นั่งของดาวิด และเหนือราชอาณาจักรของพระองค์ เพื่อจะสถาปนาและเชิดชูมันไว้ ด้วยความยุติธรรมและความชอบธรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนนิรันดร์กาล ความกระตือรือร้นของพระยาห์เวห์จอมทัพจะทำการนี้”



August Burns Red


Josh Groban
 

ซึ่งต่อมาเพลงนี้ได้ถูกปรับแต่งเป็นเมโลดี้ของเพลงโฟล์ค “กรีน สลีฟส์ (Greensleeves)” ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านของอังกฤษ โดยศิลปินที่นำเพลงนี้มาคัฟเวอร์ ได้แก่ จอช โกรแบน รวมถึง ออกัสต์ เบิร์นส์ เรด (August Burns Red) วงเมทัลคอร์ ที่ปล่อยเป็นเวอร์ชั่นไม่มีเนื้อร้อง เป็นต้น

 
Boney M.

Boney M. / PHOTO Via. : patrickmurfin.blogspot.com 
 

นอกจากนี้ยังมีเพลง “แมรี่ส์ บอย ชิลด์ (Mary's Boy Child)” ที่ประพันธ์โดย เจสเตอร์ แฮริสัน (Jester Hairston) ในปี 1956 ซึ่งหนึ่งในเวอร์ชั่นยอดฮิต คือที่ขับร้องโดย บอนนี เอ็ม. ( Boney M) กลุ่มศิลปินดนตรีดิสโก้ ป๊อป  ที่มีสมาชิกประกอบด้วยนักร้องและนักเต้นเชื้อสายแอฟริกันและแคริบเบียน โดยพวกเขานำเพลงนี้มาคัฟเวอร์และผสมผสานเข้ากับเพลงใหม่ อย่าง “โอ้ มาย ลอร์ด (Oh My Lord)” ที่แต่งโดย เฟร็ด เจย์ (Fred Jay) และ แฟรงค์ ฟาเรียน (Frank Farian) โดยปล่อยออกมาในปี 1978 ซึ่งซิงเกิ้ลนี้กลายเป็นเพลงคริสต์มาส อันดับ 1 ในยูเค ซิงเกิล ชาร์ต ถึง 8 สัปดาห์ทีเดียว

 
David Meece

 
รวมไปถึงยังมีเพลง “วี อาร์ เดอะ รีสัน (We Are the Reason)” ที่แต่งโดยศิลปิน เดวิด มีซ (David Meece) ในอัลบั้ม “โครโนโลจี้ (Chronology)” ที่บอกเล่าถึงเหตุผลที่ พระเยซู ต้องเสด็จลงมาบังเกิดบนโลกโดย เดวิด เผยว่า สิ่งสำคัญในเพลงนี้คือการตระหนักถึงความสำคัญ ที่ว่าพระองค์เสียสละและทรงสิ้นพระชมน์บนไม้กางเขนเพื่อเราทุก ๆ คน

 

Hannah - Paul The McClure / PHOTO  : vacancy-mag

ปิดท้ายด้วยเพลง “คริสต์มาส มอร์นิ่ง (Christmas Morning)” จากอีพีใหม่ล่าสุดของศิลปินคริสเตียน อย่าง พอล (Paul) และ ฮันนาห์ (Hannah) เดอะ แมคคลัวร์ (The McClure) ที่ใช้ชื่ออัลบั้มว่า “Christmas Morning” ซึ่งปล่อยออกมาฉลองในช่วงเทศกาลแห่งความชื่นชมยินดีนี้ โดยเนื้อเพลงเล่าถึงความดีใจในเช้าวันคริสตร์มาส ที่โลกได้รับข่าวสุดแสนประเสิร์ฐ เมื่อ พระเยซูคริสต์ เสด็จทรงมาบังเกิด เพื่อช่วยเราทุกคนให้พ้นบาป โดยมาพร้อมเมโลดี้ที่ติดหู ฟังง่าย สบาย ๆ เข้ากับช่วงเวลาแห่งความสุข

แต่ละเพลงที่นำมาแนะนำกันวันนี้ ล้วนมีเรื่องราวและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาความเชื่อ ความรัก และความหวัง เชื่อว่าในช่วงเทศกาลคริสต์มาสนี้ หลายคนน่าจะได้เพลงดี ๆ ไปเปิดฟังสร้างบรรยากาศแห่งความสุขกันได้มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญนอกจากความไพเราะของเพลงแล้ว ยังเป็นการบอกเล่าถึงความหมายที่แท้จริงของ “วันคริสต์มาส” อีกด้วย

“Merry Christmas And God bless you!”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 34