อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2564

เปิดใจ "เจมส์ เออร์สคีน" ผู้ถ่ายทอดทุกโมเมนต์สำคัญใน The End of The Storm

มูฟวี่ โซน : เปิดใจ “เจมส์ เออร์สคีน” ผู้ถ่ายทอดทุกโมเมนต์สำคัญของ “ลิเวอร์พูล” กับเส้นทางก้าวสู่ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ ใน “ดิ เอนด์ ออฟ เดอะ สตอร์ม (The End of The Storm)” จันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 เวลา 12.00 น.


ถือเป็นอีกผลงานที่สาวกทีมสโมสรฟุตบอลระดับโลก “ลิเวอร์พูล (Liverpool)”  เจ้าของฉายา “หงส์แดง” ต้องไม่พลาด สำหรับภาพยนตร์สารคดี  “ดิ เอนด์ ออฟ เดอะ สตอร์ม (The End of The Storm)”  ที่มาพร้อมบรรยากาศเต็มอิ่มไปด้วยรอยยิ้ม และคราบน้ำตา กับการก้าวสู่ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ ที่เหล่า “เดอะ ค็อป”  รอคอยมาตลอด 30 ปี ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤกาล 2019/20 ซึ่งหนทางกว่าจะถึงเส้นชัยนั้น กลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลไปทั่วโลก อย่างวิกฤติการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19  ที่ถือเป็นมรสุมลูกยักษ์ทำให้วงการกีฬาทั่วโลกหยุดชะงัก แต่ความฝัน ความทุ่มเท จิตใจอันเข้มแข็ง และความเป็นหนึ่งเดียวกันของทีม “ลิเวอร์พูล” ที่ไม่หมดหวัง จึงกลับมาขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
 
 
งานนี้ได้ เจมส์ เออร์สคีน ผู้กำกับฝีมือดี ที่เคยทำสารคดีเรื่องดังมาแล้วหลายเรื่อง ซึ่งเขาทุ่มเทล้วงลึก “หัวใจ” ของผู้คนมากมาย  งานของเขาคือการฉายเบื้องหน้าแห่งความสำเร็จ ไปพร้อมกับเจาะลึกเบื้องหลังของ “ชีวิต” ที่ไม่เคยมีใครรู้ และครั้งนี้ เจมส์ เออร์สคีน จะมาถ่ายทอดทุกโมเม้นต์สำคัญและจิตวิญญาณของ “ลิเวอร์พูล” ลงจอภาพยนตร์ให้แฟน ๆ ได้ดู วันนี้ “มูฟวี่โซน” ไม่พลาดนำเรื่องราวสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ รวมถึงบทสัมภาษณ์ของ เจมส์ เออร์สคีน มาฝากแฟน ๆ กัน

 

สำหรับภาพยนตร์ “The End of The Storm” บอกเล่าทุกเหตุการณ์สำคัญ ทั้งเสียงยินดีจากความสำเร็จ ช่วงเวลาฝ่ามรสุมจนคว้าแชมป์ สัมผัสความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของทีม และที่พิเศษสุดคือภาพเบื้องหลังของสโมสร “ลิเวอร์พูล” ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน! ไม่ว่าจะเป็นฟุตเทจพิเศษ ที่ “ลิเวอร์พูล” ไม่เคยอนุญาตให้ใครถ่ายทำ พร้อมสัมภาษณ์แบบเจาะลึกทั้ง ผู้จัดการทีม เจอร์เกน คลอปป์ ผู้เป็นมันสมอง จอมอัจฉริยะด้านการวางแผน และการคุมทีมในฤดูกาลสุดโหด และ เคนนี่ ดัลกลิช ตำนานสโมสร
  





 

รวมทั้งเปิดใจนักเตะดาวดังชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ซาดิโอ มาเน, โรแบร์โต ฟีร์มิโน, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ อลิสซอน เบ็คเกอร์ เป็นต้น ที่จะมาเล่าถึงความฝัน ความมุ่งมั่น พร้อมพาทีมที่รัก ผ่านเหตุการณ์ที่ย่ำแย่ เพื่อลุกขึ้นใหม่และแข็งแกร่งกว่าเดิม รวมทั้งทำความฝันของแฟน ๆ ให้สมหวัง แม้ต้องฝ่ามรสุมมากมาย และยังพูดถึงความรู้สึกที่มีต่อพลังสนับสนุนจากเหล่าแฟน “ลิเวอร์พูล” ที่เป็นแรงขับเคลื่อนด้วย
 


เจมส์  เออร์สคีน PHOTO : Tim Cragg
 
โดย เจมส์ เออร์สคีน ได้ให้เปิดใจผ่าน Irishnews.comถึงการมาทำสารคดีครั้งนี้ โดยเริ่มจากความสำเร็จของ “ดิส อิส ฟุตบอล (This Is Football)”  ซึ่งเป็นภาพยนตร์สารคดี 6 ตอน ที่ เจมส์ เป็นผู้กำกับ ซึ่งเขาได้เจาะลึกลงไปถึงพลังแห่งอารมณ์ของกีฬา เขาเล่าว่าเราติดตามแฟนบอลของทีมลิเวอร์พูล  3 คน ในเมืองคิกาลี ประเทศรวันดา และใช้พวกเขาในการสำรวจว่าฟุตบอลนั้นเป็นยังไง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเชื่อมโยงพวกเขากับสโมสรฟุตบอลหนึ่ง ปล่อยให้พวกเขาได้สร้างชีวิตและครอบครัวขึ้นมาใหม่ หลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งนั่นทำให้เรื่องนี้ชนะหลายรางวัล และยังกระทบกระเทือนอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึงยังได้เห็นลำดับชั้นของสโมสรด้วย และเมื่อผู้จัดการทีม เจอร์เกน คลอปป์ ได้มาดูเรื่องนี้ เขาก็ตื้นตันใจมาก ดังนั้นเราจึงได้รับเชิญให้เข้ามาและดูว่า มีภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ที่เราอยากทำเกี่ยวกับทีมลิเวอร์พูลอีกบ้างมั้ย”
 

การสำรวจตรวจค้นพลังขับเคลื่อนที่เป็นเอกลักษณ์ ระหว่างฝ่ายบริหารจัดการและผู้เล่น  มักถูกจัดให้เป็นส่วนแก่นเรื่องของเรื่องราวสโมสรเสมอ ซึ่งชื่อเสียงด้านทัศนคติในแบบพูดตรง ๆ ของผู้จัดการทีม อย่าง เจอร์เกน  คลอปป์ นั้นสามารถสร้างบรรยากาศได้ทั้งในและนอกห้องแต่งตัว เจมส์ เออร์สคีน บอกว่า “ผมคิดว่าเจอร์เกนมักพูดเสมอว่ามันเป็นความรับผิดชอบของผู้เล่น แต่ผมคิดว่ามันเห็นได้ชัดเลยว่าคลอปป์นั้นต้องใช้เครดิตอย่างมหาศาลเลย กว่า 5 ปีที่เขาสร้างทีมขึ้นมาในแบบที่เขาต้องการให้เล่น ด้านเทคนิคของเขานั้นชัดเจนมาก และผมก็คิดว่าเขายังสามารถใช้จิตวิทยาในการสนับสนุนนักเตะของเขาอีกด้วย อาจเป็นไปได้ว่าเขาไม่เหมือนโค้ชคนอื่น ๆ ผมคิดว่าเขาสามารถเข้าไปในหัวเหล่านี้ผู้เล่นได้”




PHOTO :  www.thisisanfield.com

นอกจากนี้ เจมส์ เออร์สคีน ยังพูดถึงสิ่งที่น่าสนใจในภาพยนตร์เรื่องนี้อีกคือ การใช้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เล่าเรื่องราวค่อนข้างมาก เฮนเดอร์สัน มีช่วงเวลาที่ตกต่ำมาก ๆ ทั้งที่เขามีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม และเมื่อคุณเข้าใจภาพยนตร์ถึงวิธีที่ เจอร์เกน ได้จัดการดึงเอาศักยภาพสูงสุดจาก จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ทั้งในฐานะผู้เล่นและตัวบุคคลออกมาได้ โดยการยอมรับในแบบที่เป็นตัวนักเตะเอง นั่นคุณจะเริ่มเข้าใจถึงความทรงพลัง
 
 
สำหรับ “The End of The Storm” ถ่ายทำให้ช่วงพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019/20 โดยที่ไม่มีอะไรการันตีเลยว่าพวกเขาจะคว้าแชมป์ได้หรือเปล่า มากกว่านั้นมันกลายเป็นปีที่วงการกีฬาทั่วโลกหยุดชะงัก จากการระบาดของไวรัสโควิด-19  และแผนการถ่ายทำต้องรื้อใหม่หมด โดยไม่รู้ว่าจะถ่ายให้จบยังไง มันจึงเต็มไปด้วยภาพเบื้องหลังที่ยากจะคาดเดา ท่ามกลางวิกฤติมีเพียงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ความเชื่อมั่น และความอัจฉริยะด้านการวางแผนของทีม “ลิเวอร์พูล” การรอคอยตลอด 30 ปี ที่แฟน ๆ นั้นได้เห็นทีมรักของพวกเขาชูถ้วยแชมป์ลีกอีกครั้ง มันจึงเหมือนเป็นการบันทึกปรากฏการณ์ความสำเร็จของสโมสรฟุตบอล “ลิเวอร์พูล” เลยก็ว่าได้
 

เจมส์ เออร์สคีน เผยว่า “พลังขับเคลื่อนด้วยอิทธิพลของคลอปป์ในสโมสร และวิธีที่เขาได้สร้างฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นนับแต่ที่เขาเข้ามาที่นี่คือจุดเริ่มต้น ต่อจากนั้นเรื่องของการแพร่ระบาดก็เริ่มเข้ามา และนั่นทำให้เรื่องราวสะท้อนถึงสิ่งเหล่านั้นได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น”  


 
ผลกระทบจากการแพร่ระบาดไม่เคยเป็นปัจจัยของผู้กำกับคนดัง หรือเป็นสิ่งที่ทีมงานของเขาจะคาดเดาเอาไว้ “มันรู้สึกอยู่เสมอ แบบ ‘เรามีความกังวล แม้ว่าเราจะพูดกันว่าเรากำลังสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับพวกเราเองนะ หากเราพูดแบบนั้นเดี๋ยวมันอาจทำให้เป็นโชคร้ายได้ แต่นั่นคือความวิตกกังวลอย่างแท้จริงภายในสโมสร และแน่นอนว่าความจริงก็คือมันเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะไม่ได้ตำแหน่งแชมป์พรีมียร์ชิพ แต่แล้วการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ก็เกิดขึ้น” ผู้กำกับคนดัง เผย
 

 
ผลกระทบของโควิด-19 ที่ไม่อยากให้เกิดเลย ทั้งในพรีเมียร์ลีกและการถ่ายทำนั้นมีเยอะมาก รวมไปถึงการที่นักเตะระดับแถวหน้า พบว่าตัวเองติดไวรัสโควิด “คุณต้องจดจำเอาไว้ว่าพวกเขาเหล่านี้คือนักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์ ที่ต้องพึ่งพาโชคเอามาก ๆ พวกเขาเหมือนอยู่ในฟองสบู่สำหรับพรีเมียร์ลีก และหากนักเตะเหล่านี้ติดโควิดขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงจบซีซั่น นั่นอาจเป็นหายนะทางเศรษฐกิจสำหรับสโมสรได้เลย  มันเป็นเรื่องสากลทั่วไปสำหรับการแพร่ระบาดของไวรัส มันเป็นตัววัดระดับที่ยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นมากยิ่งไปกว่าการแบ่งระหว่างแฟนคลับและนักกีฬาซูเปอร์สตาร์ นั่นคือทุกคนกำลังประสบในสิ่งเดียวกัน หากคุณไม่สามารถไปทำงานได้ หากสมาชิกในครอบครัวของคุณป่วย นั่นเป็นเรื่องที่เป็นสากล และนั่นก็เป็นสิ่งน่าสนใจที่ภาพยนตร์สามารถถ่ายทอดออกมาได้ ท้ายที่สุดแล้วเมื่อคุณลองตัดเรื่องเหลวไหลออกไป จริง ๆ แล้วนักเตะเหล่านี้ ก็เป็นเพียงแฟน ๆ ที่มาพร้อมสุดยอดความสามารถพิเศษ”  เจมส์ เออร์สคีน   เปิดใจ
 



ทั้งนี้ เจมส์ เออร์สคีน ยืนยันว่าภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ไม่ได้ดึงดูดความสนใจเฉพาะกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ของ “ลิเวอร์พูล” เท่านั้น เขาเผยว่า “มันยอดเยี่ยมมากหากว่าคุณเป็นแฟนคลับของทีมลิเวอร์พูล แต่ผมคิดว่าสิ่งได้แสดงให้เห็นผ่านทางทีมลิเวอร์พูลนั้น มีทั้งคุณค่าของกีฬาที่ขยายกว้างมากยิ่งขึ้น ความตื่นเต้น และความหมายที่กีฬาจะสามารถมอบให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เราไม่ได้รับความสุขจากสิ่งอื่น หัวใจของมันคือมันเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อ แต่จริง ๆ แล้วมันยังเกี่ยวกับคุณค่าทางอารมณ์ที่เราสามารถได้จากการดูกีฬา รวมทั้งการดูกับครอบครัวของเรา คุณพ่อกับลูกชาย หรือคุณพ่อกับลูกสาว ทั้งหมดนั้นก็ล้วนสำคัญพอ ๆ กับพิเศษแท้จริงของสโมสรแห่งนี้ครับ”
 

รวมทั้งยังมีมุมมองที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีก คือ เจมส์ เออร์สคีน ไม่มีความเกี่ยวโยงใด ๆ กับ “ลิเวอร์พูล” เลย ผมเชียร์ทีม แมนฯ ซิตี้ครับ ผมโตมาในเมืองแมนเชสเตอร์ แต่บางครั้งหากคุณได้สร้างบางสิ่งขึ้นมาจากภายนอก คุณก็สามารถที่จะถ่ายทอดความเป็นจริงบางอย่างที่จริงมากกว่า หากต้องมาแบกภาระด้วยน้ำหนักของแฟนด้อมตัวคุณเองนะ” ผู้กำกับคนดังเผย

 

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอีกมากมาย ที่ทำให้เห็นว่าไม่ใช่แฟนหงส์ ก็เข้ามาดูเรื่องนี้ได้ ทั้ง “พลังของคำว่าทีม” เพราะในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ไม่ได้มีแค่การสัมภาษณ์ผู้จัดการทีม หรือนักเตะดาวเด่น แต่ยังสัมภาษณ์แฟน ๆ ผู้คลั่งไคล้ทีม “ลิเวอร์พูล” จากทั่วโลก ซึ่งผู้คนมากมายต่างแชร์ความรักที่มีต่อทีม พวกเขารวมตัวกันจนเหมือนเป็นครอบครัว พร้อมทำให้เห็นว่าพลังของความเป็นทีมช่วยเยียวยาบาดแผลในใจ  
 



“แตกต่างจากหนังฟุตบอลทั่วไป” เนื่องจากผู้กำกับตั้งใจทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนหนังฟุตบอลทั่วไป พวกเขาเลยเข้าไปคลุกคลีกับกลุ่มนักเตะ มากกว่าแค่ตั้งกล้องสัมภาษณ์ผิวเผิน เจาะลึกทุกตำแหน่งในทีม ดึงเอาความสำคัญของทุกฟันเฟือง ทุกคนที่มีส่วนทำให้ “ลิเวอร์พูล” คว้าแชมป์ครั้งประวัติศาสตร์นี้  
 

ปิดท้ายที่  “อินไปกับเพลง You’ll Never Walk Alone” ซึ่งเราจะได้ดูสารคดีคุณภาพ ไปพร้อมกับเพลงซึ้ง ๆ ซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นพิเศษ โดยศิลปินดัง ลาน่า เดล เรย์  ซึ่งเธอเป็นแฟนตัวยงทีม “ลิเวอร์พูล” ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่อยากให้ทั้งคนที่รักหนัง และคนที่รักเพลง มาซึบซับบรรยากาศนี้ไปด้วยกันด้วย
 

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปร่วมฉลองชัยชนะแห่งประวัติศาสตร์ของ “ลิเวอร์พูล” อีกครั้ง  ใน “ดิ เอนด์ ออฟ เดอะ สตอร์ม” เข้าฉายวันที่  28 ม.ค นี้ ในโรงภาพยนตร์

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น