อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

'ไอซ์-แบงค์'เคลียร์ดราม่าเกาะพ่อ'ค่อม'กิน ใช้เส้นสายเปลี่ยนรพ.

ไอซ์ ณพัชรินทร์ ควงสามี แบงค์ แบล็กวานิลลา ออกมาเคลียร์ทุกประเด็นร้อนทั้งเรื่องก่อนสูญเสียพ่อ ค่อม ชวนชื่น และดราม่าต่างๆที่เจอแบบชัดๆ จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 18.54 น.


ตัดสินใจออกมาเปิดใจครั้งแรกแล้วสำหรับสาว ไอซ์-ณพัชรินทร์ และ แบงค์-อธิกิตติ์ ลูกสาวและลูกเขยของ น้าค่อม ชวนชื่น นักแสดงตลกคนดังผู้ล่วงลับที่ขอเผยความรู้สึกวินาทีที่สูญเสียคุณพ่อด้วย โควิด-19 และขอเคลียร์ประเด็นดราม่าทุกประเด็นผ่านรายการคุยแซ่บ SHOW ให้ฟังกันแบบชัดๆ

ไอซ์ เผยว่า "พ่อจากไปเดือนกว่าแล้วตอนนี้คุณแม่ยังมีทุกข์อยู่ แต่เราเห็นว่าคุณแม่พยายามทำตัวเองให้เข้มแข็ง ส่วนไอซ์เองก็พยายามทำตัวให้เข้มแข็ง เพราะแม่ต้องพึ่งเรา ถ้าเราอ่อนแอ แม่ก็จะอ่อนแอตามเราไปด้วยคือเรามีทั้งลูกทั้งน้อง บ้านเราจะสนิทกันเวลาเราจะต้องดูแลความรู้สึกเราก็ต้องดูแลทั้งหมด จริงๆตอนพ่อติดโควิดตอนนั้นด้วยความที่ไอซ์จะอยู่คนละบ้านกับคุณพ่อ วันนั้นก็จะมีคุณแม่ถ้าได้เห็นคลิปก็จะเป็นคุณแม่ถ่าย น้องถ่าย ก่อนที่คุณพ่อจะเข้าโรงพยาบาล วันที่ 13 เม.ย. ก็ส่งคุณพ่อกัน ซึ่งในถุงก็จะมีอาหารที่คุณพ่อชอบทาน เขาก็ยังดูปกติ คุยกันปกติสนุกสนาน พอหลังเข้าโรงพยาบาลเราก็จะไม่ได้ติดต่อกัน เพราะปกติคุณพ่อจะไม่เล่นโซเชียล เขาไม่มีไลน์ ไม่มีช่องทางโซเชียลเลย แต่เราได้สอนให้เขาเล่นเฟซไทม์ ไอซ์ก็เลยได้เฟซไทม์หาเขาตอนที่เขาถึงโรงพยาบาล ซึ่งเขาก็ยังคุยกับเราสบายดี ว่าได้ห้องแล้ว ห้องโอเคไม่ต้องห่วง ดูแม่ไป ดูน้องไป ตอนนั้นเราก็ห่วงเขามากเพราะเขามีโรคประจำตัว เราไม่คิดเลยว่าผลจะร้ายแรง เพราะเราจะคุยกันทั้งวัน ซึ่งคุณพ่อจะบอกว่า พ่อไม่เป็นอะไร แต่เราจะกังวลเรื่องปอดของเขา แต่คุณพ่อไอซ์เป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เราก็เลยคิดตื้นๆ ว่าปอดเขาไม่น่าจะเป็นปัญหา เราก็ยังหวังว่าเดี๋ยวพ่อก็หาย แต่มันเกิดเหตุการณ์ว่าปอดของคุณพ่อมีปัญหา เราก็ทำอะไรไม่ถูก"



"วันสุดท้ายที่ไอซ์เจอคุณพ่อคือวันที่เราไปตรวจโควิดกัน วันที่ 11 เม.ย. 12 เม.ย. ผลออก 13 เม.ย. รถโรงพยาบาลมารับคือวันที่ 11 เรายังมีถ่ายคลิปร่วมกันอยู่เลยว่าเราไปตรวจโควิดกัน แล้วหลังจากนั้นเราก็ยังเฟสไทม์คุยกับเขา เราได้คุย เราได้อยู่ อาการคุณพ่อปกติเลย ดูไม่มีอาการอะไรเลย คือคุณพ่อจะเป็นโรคเบาหวาน เป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ และเป็นความดัน ซึ่งคุณหมอก็เป็นคุณหมอที่ดูแลเขา เขาก็เลยรู้สึกโล่งใจที่อยู่ใกล้หมอที่ดูแลเขาตลอด  ส่วนที่ต้องย้ายโรงพยาบาล เพราะที่โรงพยาบาลแรกคุณพ่อเกิดอาการฝ้าที่ปอดหนา ช่วงที่คุณพ่องอแง วันสองวันแรกก็จะเป็นช่วงที่เรายังคุยกับท่านได้อยู่ ซึ่งเป็นช่วงที่ประจวบเหมาะกับที่ครบ 7 วันที่เราไปตรวจโควิดอีกรอบ ผลโควิดออกมาคือคุณแม่ติด เราก็พาคุณแม่เข้าโรงพยาบาลเดียวกับคุณพ่อ เราก็บอกว่าคุณพ่ออย่าดื้อนะ ให้กินยานะ เพราะแม่อยู่ที่เดียวกับพ่อ ตอนที่พ่อทราบพ่อนิ่งไปเลย คือเวลามีอะไรไม่โอเคคุณพ่อจะนิ่งเราก็รู้เลยว่าท่านคงตกใจเหมือนกัน แล้ววิธีที่ดีที่สุดของเราก็คือให้คุณพ่อ คุณแม่คุยกันเอง"

ไอซ์ เล่าต่อว่า "จริงๆทุกอย่างมันเกิดขึ้นไวมาก คุณหมอพยายามมากแล้วแต่ร่างกายแกคงไม่ไหว คือปกติไอซ์จะให้แบงค์คุยกับท่านเพราะผู้ชายก็จะเข้มแข็งกว่า และเราก็ไม่อยากไปร้องไห้ให้ท่านเห็น พอวันที่เขาพูดว่าพ่อไม่ไหวแล้ว ไอซ์ลุกเข้าไปร้องไห้ในห้องน้ำแป๊บเดียว แล้วกลับมาบอกพ่อว่า พ่อสู้ๆ สิเพราะทุกคนรอพ่ออยู่ คือเราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราพูดมันช่วยท่านได้แค่ไหนแต่เราก็พยายามเชียร์ให้ท่านสู้ต่อ กับ ดราม่าดาราใช้เส้นสายเปลี่ยนโรงพยาบาล ไอซ์ทำตามระเบียบการรีเฟอร์คุณพ่อทุกขั้นตอน ก่อนหน้านี้ ขออีกโรงพยาบาลหนึ่งไป ขอไปหลายวันก็ไม่ได้ ไอซ์ก็เลยมาอัดคลิปขอความช่วยเหลือ ก็มีคนส่งข้อมูลมาให้เราเยอะมาก ไอซ์ก็ขอบคุณ แต่มันก็ไม่ได้เหมือนเดิม ซึ่งไอซ์ก็ต้องรอให้โรงพยาบาลอื่นตอบรับกลับมา"



"ส่วนดราม่าเกาะพ่อกินคือพ่อเสียแล้วทำไมต้องขยี้กันอีก มาซ้ำกันอีก ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรเพราะเราก็ไม่ได้ตอบ แต่พอมีหนึ่งคนจุดประเด็นมา ว่าพ่อเสียแล้วจะเอาเงินที่ไหนใช้ ให้คุณแม่ใช้เงินระวังๆ นะ ระวังเงินกงสีหมด คือมาว่าเราเรื่องนี้ เราก็เลยรู้สึกว่าทำไมยังคิดว่าเรายังเกาะพ่อเกาะแม่กินอยู่ คือคนที่แต่งงานแล้ว มีลูกมีสามีแล้ว ก็ต้องทำมาหากินได้ในระดับหนึ่งแล้วหรือเปล่า แต่เราก็ไม่ได้ตอบอะไรคืออยากบอกว่าอย่าตัดสินคนด้วยอารมณ์ชั่ววูบ การที่เราโตมาได้ขนาดนี้ เรากล้าที่จะแต่งงานมีคู่ครองขนาดนี้ เราต้องทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้ว คงไม่มีใครเอาสามีตัวเองไปให้พ่อแม่เลี้ยงหรอก คือไอซ์มีร้านอาหารแต่ตอนนี้มีปัญหาเรื่องโควิดอยู่ นอกจากนี้เราก็ยังมีขายเสื้อผ้ามีขายเครื่องประดับกับเพื่อน แล้วก็มีทำช่องยูทูบของตัวเอง คือถ้าไอซ์อยู่บ้านไอซ์ว่างไอซ์ทำหมดเพราะเป็นคนที่ว่างไม่ได้ ถ้าว่างแล้วต้องหาโน่นหานี่ทำตลอด  ส่วนร้านจะกลับมาเปิดเมื่อไหร่ก็ยังบอกไม่ได้ เพราะมีโควิดเข้ามาก็มีเรื่องค่าใช้จ่ายโน่นนี่นั่น ตอนนี้อยู่ระหว่างการตัดสินใจกับหุ้นส่วนทุกๆ คนอยู่ค่ะ"


แบงค์ เผยว่า "เรื่องคุณพ่อทั้งไอซ์และแม่เอ๋เป็นผู้หญิงที่ผมรู้สึกว่าเขาเข้มแข็งมาก อาจจะเป็นเพราะรอบๆ ตัวเขามีลูกหลานอยู่ด้วย และตัวเขาก็เป็นคนเข้มแข็งด้วย คือทุกวันนี้ดูเหมือนปกติ เหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นร้ายแรง แต่ถ้าพูดถึง ไอซ์ก็จะมีเสียงเครือ คือก็มีบางจังหวะ บางทีที่เรายังนึกถึง ในทีวีในโซเชียลต่างๆ ที่เรายังเห็นเรื่องราวของเขาก็ทำให้เราคิดถึงในทุกๆ วัน แม้มันจะผ่านไปเป็นปี ผมก็คิดว่าทุกคนก็ยังคิดถึงอยู่ เรื่องการดูแลผมว่า 2 คนนี้เข้มแข็งอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราต้องไปดูแลอะไรเขา เพราะตัวเขาเองก็ดูแลตังเองดีมากอยู่แล้ว ผมแค่รู้สึกว่าเราไม่ต้องมานั่งปลอบกันเยอะ แค่พูดครั้งเดียวเขาก็เข้มแข็ง ปกติเขาจะไม่ค่อยร้องไห้ให้ใครเห็น ขนาดผมที่เป็นสามีอยู่บ้านเดียวกัน ยังน้อยมากที่จะเห็นเขาร้องไห้ คือผมเห็นเขาร้องไห้ครั้งเดียวคือวันเผาคุณพ่อ แค่ผมพูดว่า อย่าร้องไห้นะ อย่าทำให้พ่อเป็นห่วงนะ หลังจากนั้นเขาก็เข้มแข็งขึ้นมาก ผมไม่เคยเห็นเขาร้องไห้ต่อหน้าผมอีกเลย"



"เรื่องย้ายโรงพยาบาลพ่อคือแต่โรงพยาบาลที่มีเครื่องมือไม่เหมือนกัน อย่างโรงพยาบาลที่เราไปหาอาจจะเป็นโรงพยาบาลขั้นปฐมภูมิ คือเป็นโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือรักษาระดับประมาณหนึ่ง พอเป็นทุติยภูมิก็จะมีเครื่องมือที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งมันจะส่งต่อโรงพยาบาลกันไป คือตอนแรกที่ย้ายโรงพยาบาลเราก็ยังงงกันอยู่ เพราะคุณพ่อดูปกติมากๆ ไม่มีอาการใดๆ แต่พอเข้าโรงพยาบาล 2 ต้องเข้าไอซียูเลยคือโรงพยาบาลแรกเครื่องมืออาจจะน้อย นอนอยู่บนเตียง กินยา ให้น้ำเกลือ แต่พอเข้าโรงพยาบาลสองก็เริ่มมีขั้นตอนใส่สายยาง ใส่ท่อต่างๆ แล้วแกเป็นคนขี้รำคาญ ที่สำคัญที่แกงอแงคือคนปกติถ้าต้องไปนอนโรงพยาบาลเป็น 10 วัน ก็คงนั่งเล่นมือถือดูโซเชียล แต่เนื่องจากคุณพ่อไม่เล่นมือถือ แล้วห้องในโรงพยาบาลไม่มีโทรทัศน์ให้ดู คือผมเข้าใจเลยว่าแกคงเบื่อ"


"ส่วนที่เปลี่ยนโรงพยาบาลมาเป็นโรงพยาบาลที่สาม คือเราคุยกับคุณหมอตลอด อย่างที่ผมอธิบายตอนแรกว่าโรงพยาบาลปฐมภูมิที่เรารักษาเขาไม่มีเครื่องมือตัวนี้เราก็เลยย้ายมาโรงพยายบาลที่สอง พอโรงพยาบาลที่สองไม่มีเครื่องมืออีกตัวหนึ่งเราก็ต้องย้ายโรงพยาบาลซี่งเป็นขั้นตอนปกติ เราก็ได้คุยกับคุณหมอว่า เราสามารถทำทรานสเฟอร์ไปโรงพยาบาลอื่นได้ไหม ณ ตอนนั้นกว่าจะย้ายได้เราทำเรื่องเป็นอาทิตย์เพราะเราทำเรื่องไปหลายโรงพยาบาลมาก แต่ไม่มีที่ไหนมีเตียงเลย ซึ่งเป็นจังหวะที่บีบหัวใจมาก ซี่งคุณหมอบอกว่ามันมีเครื่องอยู่ตัวหนึ่งชื่อเครื่องเอ็กซ์โม่ มันเป็นเครื่องที่จะอยู่ในโรงพยาบาลที่เป็นของรัฐที่ใหญ่ๆ อย่างรามา ศิริราช จุฬา ซึ่งทั้ง 3 โรงพยาบาลเตียงแน่นมากๆ ไม่สามารถจริงๆ จนสุดท้าย เรามาได้โรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่อยู่สมุทรปราการ"



แบงค์ เล่าเสริมว่า "ดราม่าเรื่องดาราใช้เส้นสายสำหรับผมนะ ตอนนั้นพ่อแกอยู่ในภาวะไม่รู้ตัวแล้ว ไม่ใช้ด้วยร่างกายแกเอง แต่เป็นเพราะคุณหมอให้ยาเพื่อให้ร่างกายแกได้พักผ่อน เพื่อที่จะให้ออกซิเจนในเลือดและในปอดฟื้นฟูได้เร็วที่สุด คือเราย้ายเพื่อที่จะได้ใช้เครื่องเอ็กซ์โม่ แต่พอคุณพ่อไปถึงอวัยวะต่างๆ ของท่านก็แย่ไปหลายอวัยวะแล้ว ซึ่งคุณหมอก็ลงความเห็นว่า ถึงใช้เครื่องไปก็ไม่ช่วยแล้ว ต้องบอกก่อนว่าเราไม่เคยยอมแพ้เลยแม้แต่วันเดียว เราไม่เคยนั่งเฉยๆ ไม่เคยนั่งรอให้อาการมันดีขึ้น เราพยายามคุยกับคุณหมอตลอด พยายามหาข้อมูล คือพอย้ายไปโรงพยาบาลที่สามอวัยวะต่างๆ ก็ค่อนข้างแย่ ล้มเหลวไปหลายอวัยวะไม่ว่าจะเป็นปอด ไต ตับ ซึ่งคุณหมอบอกว่า ณ ตอนนั้นเหลือแค่หัวใจอย่างเดียว ซึ่งเราก็ทำใจระดับหนึ่งว่าคุณหมอต้องถามคำถามนี้ จนวันหนึ่งคุณหมอก็ถามเราว่าถ้าถึงจุดที่หัวใจมันไม่ไหวแล้วเราจะปั้มหรือไม่ปั้มหัวใจขึ้นมาไหมคือมีคำตอบหนึ่งที่คุณหมอบอกกับเราว่า คุณหมอไม่การันตีเลยว่า ปั๊มแล้ว คุณพ่อจะฟื้นขึ้นมาอีก ไม่ใช่ปั๊มแล้วหัวใจจะกลับมา"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 11