อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

ทำอะไรก็มีแต่เจ๊ง "เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม" เจอมรสุมหนักโดนยึดบ้าน-รถ

ชีวิตจริงที่ไม่ตลก "เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม" หลังเจอมรสุมโควิดทำธุรกิจอะไรก็เจ๊งหมด จนถูกยึดบ้านและต้องขายรถ เตรียมย้ายครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ อังคารที่ 22 มิถุนายน 2564 เวลา 17.02 น.


จัดเป็นอีกหนึ่งนักแสดงตลกคนดังที่หลายคนชื่นชอบสำหรับ เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม ที่ล่าสุดมาเยือนรายการต้มยำอมรินทร์ และได้เล่าว่าจริงๆ แล้วชีวิตจริงไม่ได้ตลกเลย แถมยังมีแต่น้ำตาเพราะการลงทุนกับธุรกิจที่คิดว่าดี คิดว่าใช่จะพาให้ครอบครัวสบาย ทำเงินได้ดี แต่สุดท้ายกลับล้มไม่เป็นท่า จนอยากย้ายครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ

เห็ดเผาะ เผยว่า "ที่เราตลกๆ ทำตาเหล่ๆ นั่นเป็นคาแรกเตอร์ค่ะ ที่เกิดจากซิทคอมเรื่องหนึ่งที่ไปแสดงแล้วนักแสดงในบทที่เราได้รับต้องมีลักษณะประมาณนั้น จริงๆ เรื่องงานพอมีโควิดเข้ามามันก็หยุดทุกอย่างเลยค่ะ ชีวิตของเราพอเจอคนร่วมงาน หรือญาติ หรือคนรู้จักเขาก็จะถามเราว่า เห็ดเผาะ เป็นยังไงบ้างเราไม่รู้ว่าจะตอบยังไงเลย เราก็ตอบว่าเป็นเหมือนพี่นั่นแหละ แต่บังเอิญคือ เราไปดวงไม่ดีด้วยมันเลยเพิ่มความซวยขึ้นไปอีก เกี่ยวกับการทำธุรกิจของเราด้วยซึ่งเราเริ่มทำเลยคือ เปิดมินิมาร์ทที่สวนผัก ตอนนั้นมันเป็นอพาร์ตเมนต์ของคนที่เรารู้จักเรา ไปดูทำเลแล้วรู้สึกว่าโอเค เราเลยถามเขาว่าเราเปิดได้ไหมค่าเช่าประมาณเดือนละ 6,000 บาท ช่วงแรกๆ ที่เปิดเราไปขายเองเลยขายดีเลยนะคะ ช่วงเช้าขายดีมากที่สุด กลางวันจะนิ่งๆ หน่อย ส่วนเสาร์ อาทิตย์ คือเคยขายได้เป็นหลักหมื่น แต่มันก็เป็นดวงพอเราข่ายของตรงนี้ก็จะมีงานเข้ามาให้ไปทำเพราะตอนนั้นคาเฟ่ยังเปิดอยู่ เราก็ให้ลูกดูบ้าง หลานดูบ้าง จากที่เราขายได้วันละ 6-7 พันบาท กลับมาขายได้วันละ 300 บาท เพราะว่าเด็กไม่ได้ใส่ใจก็เจ๊งไป"



"แล้วพอหลังจากนั้นเราก็มีความรู้สึกว่าอยากเปิดร้านขายสเต๊ก พอเราได้เงินมาก็เปิดเราก็ตั้งชื่อร้านว่า สเต๊กเห็ดเผาะ คนไม่เข้าร้านเลยเพราะว่าคนเขาเข้าใจผิดว่าสเต๊กใส่อะไร ถึงขนาดที่บางคนเข้ามาถามว่าเห็ดมันสามารถมาทำสเต๊กได้เหรอ แล้วพ่อถั่วแระ เขาก็มาทักเราว่าทำไมเราไม่เอารูปตัวเองขึ้นโชว์ที่ร้านเราก็ไปทำตามก็มีคนรู้จักก็เข้ามาทานที่ร้าน แล้วแฟนเราก็เป็นคนทำแล้วก็มีอันต้องไปทำงานอีกเราก็ให้พี่ป้าน้าอามาอยู่ที่ร้านช่วยก็เละอีก พอเรากลับมาจากทำงานมาที่ร้านลูกค้าก็มาบอกเราว่ารสชาติที่เขาเคยกินไม่ใช่แบบนี้ แล้วก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย เราทำมาทุกอย่างเลยค่ะ มินิมาร์ท ร้านสเต๊ก ปลาเผา ร้านนวด เจ๊งหมดเลย เพราะเราไม่ได้คุมเองด้วย และโควิดเข้ามาด้วย ซึ่งการทำธุรกิจของเราพอทำไปทำมากลายเป็นหนี้เลย"

เห็ดเผาะ เล่าต่อว่า "เรื่องโดนยึดรถยึดบ้าน เราไม่มีเงินผ่อนเลยค่ะ ไม่มีเลย ตอนแรกที่เราทำธุรกิจคือ ไม่ได้มีการกู้เลย แต่หลังๆ มาคือเริ่มที่จะมีการกู้ เพราะอย่างตอนแรกเราทำงานได้เงินมาเอาไปลงทุนแต่พอเรายิ่งลงทุนยิ่งจมลงไปเราก็ยิ่งเอาเงินไปถมที่จมลงเพื่อให้มันอยู่ได้ แล้วก็มีธุรกิจอีกตัวที่ทำคือเราไปรับมาแล้วก็มาปล่อยต่อเพื่อจะเอากำไรแต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มันกลายเป็นดินพอกหางหมู พอสินค้าที่เรารับมาส่งมาไม่ได้เพราะว่ามันมาจากต่างประเทศใช่ไหมคะ พอมาไม่ได้เรากลายเป็นหนี้เลยเราต้องรับผิดชอบจากมีเงินซัพพอร์ตกลับกลายเป็นไม่มีไปเลยเราก็ต้องขายโน้น ขายนี่ยอมให้เขาเอารถไปขายจนหมดแล้วเหลือเงินอยู่หลักหมื่นก็ไปซื้อรถคันหนึ่งมาไว้ใช้ ก็มาถึงจุดพีคมากๆเลยคือ เหลือคันนี้คันเดียวแล้วช่วงที่เรามาอัดรายการคือไปขับรถชนหกล้ออีกแล้วรถคันนี้ที่เราขับไม่มีประกันด้วย กลับต้องไปเสียเงินให้กับคู่กรณีอีก ที่เล่ามาทั้งหมดคือแค่ย่อๆนะคะ แต่รายเอียดคือหลายอย่างมาก"

"อยากย้ายไปอยู่อเมริกา มันเป็นสภาวะที่ไม่ไหวแล้ว คือ ไม่ไหวจริงๆ คือเรามีลูกชาย 2 คน ลูกผู้หญิงหนึ่งคน คือตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย เหมือนครอบครัวมันกระจายไปหมด เหมือนมีแค่เราสองคนพ่อแม่แล้วก็หลานอีกคน แล้วพอดีมีพี่ตาล พี่เขาทักมาจาก เม็กซิโก (น้ำตาไหล) เขาก็บอกว่าเขาเห็นเรามีปัญหาครอบครัวเยอะมากเลย เขาก็บอกเราว่ามาหาพี่ไหม มาพักผ่อนกับพี่อย่างน้อยก็ยังได้พักสติพักสมองอยากทำอะไรก็ทำ เพราะพี่ตาล เขาชวนให้เราไปทำอยู่ที่ร้านไม่ต้องไปเป็นลูกน้องใครให้อยู่กับเขา เลยตัดสินใจว่าจะไปก็มีเรา แฟน แล้วก็ลูกคนเล็กไปด้วยกัน เราจะไปกันคือ สิ้นเดือนนี้ ก็อยากจะบอกค่ะว่าอย่างเดียวเลยที่จะอยู่ได้จะอยู่รอด คือ ต้องไม่ท้อ ต้องมีสติที่จะสู้มัน คือร้องไห้ได้เหนื่อยไม่ไหวอยากร้อง ร้องเลยค่ะ ร้องให้เต็ม เพราะนี่มันคือการลงทุนของเราและเราได้ทำดีที่สุดแล้ว แล้วก็ไปต่อเพราะเมื่อถึงเวลานั้นแล้วเราร้องไห้ขนาดไหนแต่เราไม่ไปต่อ ก็ไม่มีใครสามารถมาดึงมือเราให้เดินต่อได้นอกจากตัวของเราเอง"


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 13