อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 ตุลาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 ตุลาคม 2564

50 ปีปฏิวัติวัฒนธรรม "แผลเป็น" ที่จีนไม่อาจลืม

"การปฏิวัติวัฒนธรรม" ตามนโยบายของนายเหมา เจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อ 50 ปีที่แล้ว สร้าง "ความเปลี่ยนแปลง" ในแทบทุกด้าน แม้เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีใครอยากพูดถึงอีก แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าประธานเหมายังเป็น "ส่วนหนึ่ง" ในสังคมจีนจนถึงปัจจุบัน จันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2559 เวลา 01.12 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ว่าย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้วในวันที่ 16 พ.ค. 2509 นายเหมา เจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเวลานั้น ประกาศเริ่มการใช้นโยบาย "ปฏิวัติทางวัฒนธรรม" ที่มีวัตถุประสงค์สำคัญคือการขจัดอุดมการณ์ทุนนิยมและอนุรักษ์นิยมให้หมดไปจากทุกภาคส่วนของสังคม และสถาปนา "ลัทธิเหมา" ให้เป็นพื้นฐานของแนวทางในการดำเนินงานของพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติดังกล่าวส่งผลต่อสังคมจีนในทุกระดับและทุกภาคส่วนอย่างมีนัยยะสำคัญ

การปฏิวัติวัฒนธรรม "คืออะไร" : ในยุคนั้นประธานเหมากำลังสูญเสียเสถียรภาพทางการเมืองและอำนาจภายในพรรคคอมมิวนิสต์ แนวคิดปฏิรูปหลายด้านของประธานเหมาไม่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมพรรค เนื่องจาก "นโยบายก้าวกระโดด" ที่มุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจของจีนโดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมการถลุงเหล็ก กลับกลายเป็น "นโยบายก้าวถอยหลัง" ที่ประสบกับความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ประชาชนนับสิ้บล้านคนต้องเสียชีวิต เนื่องจากการมุ่งเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว ทำให้การปฏิรูปด้านการเกษตรไม่ได้รับการเหลียวแล ทำให้เกิดการขาดแคลนผลผลิตที่ตามด้วยภาวะอดอยาก

อย่างไรก็ตาม ประธานเหมารวบรวมเครือข่ายเคลื่อนไหวเพื่อจัดการศัตรูทางการเมือง ปลุกระดมชนชั้นกรรมาชีพและกลุ่มคนหนุ่มสาวให้มีการจัดระเบียบสังคมขึ้นใหม่ ด้วยการจัดตั้งกองทัพพิทักษ์แดง เพื่อปฏิวัติ "สิ่งเก่า 4 อย่าง" ได้แก่วัฒนธรรมเก่า ความคิดเก่า ธรรมเนียมปฏิบัติเก่าและการแต่งกายแบบเก่า ตลอดจนการปฏิเสธวัฒนธรรมและอิทธิพลจากต่างชาติ ส่งผลให้จีนเข้าสู่ยุคของความกลัวหรือเกลียดชัง "สิ่งที่มาจากต่างถิ่น" อย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวัฒนธรรม : คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศแนวทางปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2509 ภายใต้การนำของประธานเหมา นางเจียง ชิง ซึ่งเป็นภริยาคนที่ 4 และพันธมิตรทางการเมืองอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่กองทัพพิทักษ์แดงมีหน้าที่เผยแพร่แนวคิดเหมาให้ฝังรากลึกลงในสังคมจีน แต่ผลของการปฏิวัติวัฒนธรรมในครั้งนั้น ทำให้สถาปัตยกรรมและผลงานศิลปะจำนวนมากที่สะท้อนวัฒนธรรมจีนแท้แบบโบราณถูกทำลายย่อยยับ ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจกันที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ แม้แต่สมาชิกภายในครอบครัวเดียวกัน เนื่องจากคนใกล้ตัวอาจเป็นผู้รายงานทางการเรื่องการละเมิดกฎก็ได้ เรียกได้ว่าแทบกลายเป็นกลียุค

จุดสิ้นสุดของการปฏิวัติวัฒนธรรม : นายพลหลิน เปียว ทายาทการเมืองของประธานเหมา เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกในมองโกเลีย เมื่อปี 2514 ท่ามกลางกระแสข่าวว่านายพลหลิน เปียว วางแผนล้มอำนาจและคิดลอบสังหารประธานเหมา ขณะที่ก่อนหน้านั้นในปี 2512 กองทัพจีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นหลังมีความกังวลเรื่องการเกิดสงครามกับสหภาพโซเวียต ด้านนางเจียง ชิง แกนนำ "แก๊งสี่คน" กลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายทรงอิทธิพลในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประสบปัญหาในการควบคุมอำนาจ โดยมีความขัดแย้งกับนายโจว เอินไหล และนายเติ้ง เสี่ยวผิง สมาชิกทั้งหมดของแก๊งสี่คนถูกจับกุมในที่สุดเมื่อปี 2519 หลังการถึงแก่อสัญกรรมของประธานเหมา

ท่าทีของพรรคคอมมิวนิสต์จีนยุคปัจจุบันต่อการปฏิวัติวัฒนธรรม : ทัศนคติและมุมมองของทุกฝ่ายที่มีต่อการปฏิวัติวัฒนธรรมแตกต่างกันออกไป ที่ประชุมพรรคประกาศเมื่อปี 2521 ว่าแนวคิดของประธานเหมา "ถูก 70%" และ "ผิด 30%" อย่างไรก็ตาม ทางการจีนไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การปฏิวัติวัฒนธรรมในสมัยประธานเหมาได้สร้างบาดแผลร้าวลึกให้แก่ทุกภาคส่วนในสังคมจนถึงปัจจุบัน

คลิปประกอบ : NorthernControversy



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 520