อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 สิงหาคม 2562

บิ๊กโซเชียลมีเดียไล่ลบคลิปฆ่าหมู่ที่มัสยิดไครสต์เชิร์ช

บริษัทด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์รายใหญ่ของโลกรวมถึงเฟซบุ๊ก ยูทูบ และอินสตาแกรม ไล่ปิดกั้นการเข้าถึงคลิปการถ่ายทอดสดของมือปืน ซึ่งก่อเหตุกราดยิงที่มัสยิด 2 แห่งในนิวซีแลนด์ มีผู้เสียชีวิตรวมกันอย่างน้อย 49 คน เสาร์ที่ 16 มีนาคม 2562 เวลา 09.16 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ว่าเฟซบุ๊กรวมถึงบริษัทในเครือคืออินสตาแกรมและวอตซ์แอปป์ ยูทูบ ทวิตเตอร์ และเรดดิต ออกแถลงการณ์ในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อวันศุกร์ เรื่องการลบและปิดกั้นการเข้าถึงคลิปที่นายเบรนตัน ทาร์แรนต์ ชาวออสเตรเลีย วัย 28 ปี ผู้ต้องหาคนสำคัญเพียงคนเดียวในการก่อการร้าย ด้วยการกราดยิงที่มัสยิด 2 แห่งในเมืองไครสต์เชิร์ช บนเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ เมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้เสียชีวิตรวมกัน 49 คน และยังมีผู้ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 48 คน รวมถึงเด็กเล็ก




ตำรวจที่นครนิวยอร์กยกระดับการรักษาความปลอดภัยที่มัสยิดแห่งหนึ่งในพื้นที่ เพื่อป้องกันการเลียนแบบ



โดยเฉพาะเฟซบุ๊กซึ่งเป็นสื่อหลักที่ทาร์แรนต์ใช้ถ่ายทอดสดการก่อเหตุของตัวเองนั้น ยืนยันว่าได้ปิดบัญชีผู้ใช้งานของทาร์แรนต์ทั้งบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ตลอดจนการมีทีมงานคอยตรวจสอบว่ายังมีการเผยแพร่หรือแบ่งปันคลิปเหตุการณ์ครั้งนี้อีกหรือไม่ ซึ่งทางบริษัทจะลบทิ้งทันที  ขณะที่ยูทูบและทวิตเตอร์ยืนยันการลบคลิปทั้งหมด และมีทีมงานเฉพาะกิจคอยตรวจสอบไม่ให้มีการเผยแพร่คลิปนี้อีกเช่นกัน

นายเบรนตัน ทาร์แรนต์ ปรากฏตัวในคอกผู้ต้องหา ที่ศาลในเมืองไครสต์เชิร์ช



ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติของนิวซีแลนด์ออกแถลงการณ์ว่า ผู้ต้องหาในตอนนี้เหลือเพียงทาร์เแรนต์ ส่วนผู้ต้องสงสัยอีก 3 คนได้รับการปล่อยตัวแล้ว โดยมีรายงานด้วยว่าหนึ่งในนั้นจะยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากทางการด้วย ฐานทำให้เสียชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าข้อมูลข่าวกรอง "ณ เวลานี้" ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่การก่อเหตุร้ายครั้งใหม่ แต่ขอให้ประชาชนตื่นตัวและติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งยกย่องเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและหน่วยกู้ภัยซึ่งเสี่ยงอันตราย "เข้าไปเป็นกลุ่มแรก" เพื่อช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย.

เครดิตภาพ : REUTERS,AP

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    86%
  • ไม่เห็นด้วย
    14%

บอกต่อ : 89