อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2562

กำแพงภาษีอินเดียต่อสหรัฐมีผลบังคับใช้

กำแพงภาษีของอินเดียตอบโต้ที่ถูกสหรัฐตัดสิทธิออกจากสิทธิพิเศษทางการค้า ( จีเอสพี ) มีผลบังคับใช้แล้ว โดยสินค้าที่ต้องเสียภาษีเพิ่มในอัตราที่อาจสูงถึง 70% มีเกือบ 30 รายการ รวมถึงสินค้าเกษตรสำคัญอย่างวอลนัต จันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562 เวลา 06.55 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ว่ากำแพงภาษีของอินเดียต่อสินค้าของสหรัฐ 28 รายการมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันอาทิตย์ โดยสินค้าบางรายการอาจเผชิญกับอัตราภาษีสูงถึง 70% ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรที่รวมถึงแอปเปิ้ล วอลนัตซึ่งอินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และอัลมอนด์ เพื่อตอบโต้การที่รัฐบาลวอชิงตันถอนอินเดียออกจากรายชื่อประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากประเทศพัฒนาแล้ว ( จีเอสพี ) ซึ่งรัฐบาลนิวเดลีได้รับผลประโยชน์จากจีเอสพีของสหรัฐอย่างมาก โดยไม่ต้องเสียภาษีมากถึง 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( 174,406.4 ล้านบาท ) นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งเมื่อปลายเดือนม.ค. 2560
 


อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ยกเลิกมาตรการผ่อนผันดังกล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ “สร้างความผิดหวังอย่างหนัก” ให้แก่อินเดีย และมีรายงานด้วยว่าอินเดียเตรียมขึ้นภาษีต่อสหรัฐอีก ก่อนนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี จะพบหารือกับทรัมป์ นอกรอบการประชุมสดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ “จี20” ที่เมืองโอซาก้าของญี่ปุ่น ช่วงปลายเดือนนี้ อนึ่ง เดิมทีสินค้าของสหรัฐที่รัฐบาลนิวเดลีต้องการขึ้นภาษีอยู่ที่ 29 รายการ ก่อนมีการถอนชื่อไรน้ำเค็มออกในนาทีสุดท้าย

ขณะที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศยังไม่แสดงท่าทีอย่างเป็นทางการต่อเรื่องนี้ แต่ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว กระทรวงพาณิชย์อินเดียออกแถลงการณ์เรื่องการตั้งกำแพงภาษีสินค้าของสหรัฐ 29 รายการ โดยตั้งกำแพงภาษีวอลนัตแบบทั้งเปลือกเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 100% อัตราภาษีสำหรับถั่วลูกไก่เพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 70% และอัตราภาษีสำหรับถั่วเลนทิลจะเพิ่มขึ้นเป็น 40% จาก 30% ตอบโต้ที่รัฐบาลนิวเดลีไม่ได้รับการยกเว้นกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากสหรัฐ แต่เลื่อนมาหลายครั้งเนื่องจากมีการเจรจาของสหรัฐ โดยมูลค่าการค้าระหว่างทั้งสองประเทศอยู่ที่ 142,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4.42 ล้านล้านบาท ) เมื่อปีที่แล้ว.

เครดิตภาพ : Getty Images


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 34