อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 13 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 13 พฤศจิกายน 2562

ผู้นำอินโดฯวอน'ตร.' อย่ารุนแรงเกินเหตุกับม็อบนักศึกษา

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเรียกร้องตำรวจอดกลั้นต่อกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา รวมตัวต่อต้านการแก้ไขร่างกฎหมายหลายฉบับ ที่รวมถึงการปรับโครงสร้างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และให้คำมั่นจะสอบสวน "อย่างเป็นธรรม" ต่อการเสียชีวิตของผู้ประท้วงนักศึกษาอย่างน้อย 2 คน เสาร์ที่ 28 กันยายน 2562 เวลา 11.55 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ว่าประธานาธิบดีโจโค วิโดโด แถลงเมื่อวันศุกร์  เกี่ยวกับการชุมนุมและเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ของสหพันธ์นักศึกษาในเขตใจกลางกรุงจาการ์ตา ตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้ เพื่อคัดค้านต่อการที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือร่างกฎหมาย "ปฏิรูป" โครงสร้างการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( เคพีเค ) ที่สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายว่า การระบุให้มี "คนนอก" เข้าร่วมอยู่ในคณะผู้บริหาร อาจเป็นการ "ลดทอน" ประสิทธิภาพการทำงานของเคพีเค ที่ดำเนินคดีกับนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาแล้วหลายร้อยคน นับตั้งแต่มีการก่อตั้งเมื่อปี 2545 ว่าขอให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้สถานการณ์ "บานปลายมากไปกว่านี้"


 




อย่างไรก็ตาม มีรายงานผู้ประท้วงที่เป็นนักศึกษาเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 คน ซึ่งวิโดโดยืนยันว่าจะมีการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด และจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ขณะที่สถานการณ์ชุมนุมประท้วงของบรรดานักศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงจาการ์ตา แต่ยังเกิดขึ้นตามเมืองใหญ่อีกหลายแห่งในประเทศ และเจ้าหน้าที่ใช้ "มาตรการขั้นเด็ดขาด" ทั้งการยิงแก๊สน้ำตา ฉีดน้ำแรงดันสูง และการใช้กระสุนยาง



ทั้งนี้ วิโดโดยังไม่ได้ลงนามรับรองร่างกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขโครงสร้างการบริหารงานของเคพีเค นอกจากนี้ ย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้นำอินโดนีเซียสั่งให้สภาชะลอการลงมติร่างประมวลกฎหมายกำหนดให้การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส และการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน "เป็นความผิดทางอาญาร้ายแรง" โดยขอให้สมาชิกสภาร่วมกันอภิปรายเพื่อ "ทบทวน" เนื้อหาทั้งหมดในร่างประมวลกฎหมายฉบับนี้ซึ่งมี 14 มาตรา ที่ยังรวมถึงการรื้อฟื้นบทลงต่อบุคคลซึ่ง "หมิ่นประมาท" ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ตลอดจนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ และบทลงโทษจำคุก 4 ปีสำหรับ "การลักลอบทำแท้ง" ที่ไม่ใช่การทำแท้งอันเนื่องจากการถูกข่มขืน หรือความจำเป็นต้องทำแท้งเพื่อรักษาชีวิตของมารดาด้วย.

เครดิตภาพ : AP, REUTERS

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 35