อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน 2564

รัฐบาลสิงคโปร์จัดการสื่อเต้าข่าว "โควิด-19"

กระทรวงสื่อสารของสิงคโปร์สั่งให้เพจข่าวของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลขึ้นแถบคำเตือน "เคยเผยแพร่เฟคนิวส์" ฐานบิดเบือนข่าวเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” แล้วหลายครั้ง และยังมีประวัตินำเสนอข่าว "อย่างไม่รับผิดชอบ" ก่อนหน้านั้นด้วย เสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 15.30 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ว่ากระทรวงการสื่อสารและข้อมูลของสิงคโปร์ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ เรื่องการอาศัยอำนาจตามความในกฎหมายต่อต้านข่าวสารและข้อมูลเท็จ หรือ “เฟคนิวส์” ประกาศให้เพจบนเฟซบุ๊กของ "เดอะ สเตทส์ ไทม์ส รีวิว” ( เอสทีอาร์ ) ซึ่งเป็นสำนักข่าวฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล คือเพจที่ “มีสถานะออนไลน์ต้องเปิดเผย” หรือ “ดีโอแอล” ( Declared Online Location : DOL ) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.นี้เป็นต้นไป
 

อนึ่ง กฎหมายต่อต้านเฟคนิวส์ของสิงคโปร์ระบุว่า การที่สื่อมวลชนแห่งใดต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดีโอแอล หมายความว่าช่องทางเผยแพร่ข้อมูลและข่าวสารออนไลน์ของสื่อสำนักนั้นต้องขึ้นแถบคำเตือนให้เห็นชัดเจนว่า “มีประวัติเผยแพร่ข้อมูลและข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง” เพื่อให้ประชาชนเพิ่มความตระหนักรู้กับข้อมูลและข่าวสารจากสื่อแห่งนั้น และเพิ่มวิจารณญาณในการประเมินสารที่ได้รับก่อนแบ่งปันด้วย นอกจากนี้ การมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ "ทุกรูปแบบ" รวมถึงการสนับสนุนด้านการเงินให้แก่เอสทีอาร์ถือว่า "ผิดกฎหมาย" 
 
ทั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์วิจารณ์เอสทีอาร์อย่างหนัก ว่าเผยแพร่ข้อมูลและข่าวสารที่ทั้งไม่เป็นจริงและบิดเบือนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งมีการสั่งให้แก้ไขแล้วหลายครั้ง จนกระทั่งมาถึงเรื่องล่าสุดคือการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” ว่ารัฐบาลไม่สามารถแกะรอยผู้ติดเชื้อได้แม้แต่คนเดียว การที่ผู้ถือหนังสือเดินทางจีนที่มีใบอนุญาตทำงานในสิงคโปร์มากกว่า 30,000 คนยังไม่ได้กลับเข้าประเทศ นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และรัฐบาลสิงคโปร์สั่งห้ามประชาชนสวมหน้ากากอนามัย
 

 
ข่าวดังกล่าวของเอสทีอาร์สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้แก่นายกัง กิม หยง รมว.กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ ซึ่งออกมาแถลงตอบโต้เมื่อวันศุกร์ ว่าเจ้าหน้าที่สามารถยืนยัน “เส้นทางโรค” ของผู้ป่วยได้แล้วอย่างน้อย 51 คน ขณะเดียวกัน รัฐบาลไม่เคยห้ามประชาชนสวมหน้ากากอนามัย เพียงแต่เผยแพร่แนวทางปฏิบัติขององค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) ที่เน้นเรื่องการล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ และบุคคลที่ “มีสุขภาพแข็งแรง” ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย แต่หากมีโรคประจำตัวโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจควรสวมไว้เพื่อลดความเสี่ยงทั้งการรับและแพร่เชื้อ
 
ส่วนประเด็นแรงงานชาวจีนที่ทำงานในสิงคโปร์นั้น หมายถึงการต้องกักบริเวณตัวเองเมื่อเดินทางกลับมาเพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรค และในกรณีนายจ้างสั่งให้หยุดงาน 14 วันเพื่อการนี้ ลูกจ้างชาวจีนจะไม่ได้รับเงินสนับสนุนรายวันจากภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่วันละ 100 ดอลลาร์สิงคโปร์ ( ราว 2,242.5 บาท )

สำหรับกฎหมายต่อต้านเฟคนิวส์ของสิงคโปร์มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว มีบทลงโทษสูงสุดคือการรับโทษจำคุกนาน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ( ราว 22.4 ล้านบาท ).

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES
               
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น