อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563

จีนแบนชาวต่างชาติชั่วคราว เพื่อป้องกันโควิด-19

รัฐบาลปักกิ่งระงับการตรวจลงตราให้กับพลเมืองต่างชาติ ตั้งแต่สุดสัปดาห์นี้เป็นต้นไป เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดจากต่างประเทศของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หลังกลุ่มผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2563 เวลา 09.27 น.


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ว่ากระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ว่า นับตั้งแต่เที่ยงคืนเข้าสู่วันเสาร์ที่ 28 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น "จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง" เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลปักกิ่งในทุกช่องทางจะระงับการตรวจลงตราให้กับพลเมืองต่างชาติ รวมถึงผู้มีวีซ่าอาศัยระยะยาวหรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรในจีน
 

 
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยกเว้นเจ้าหน้าที่การทูต และสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากพลเมืองต่างชาติมีความจำเป็นยิ่งยวดที่ต้องเดินทางมายังจีนในระยะนี้ ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือภารกิจที่เกี่ยวกับมนุษยธรรม ขอให้ยื่นคำร้องต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลจีนในประเทศของตัวเองเพื่อพิจารณาขอรับวีซ่าเป็นรายกรณี


 
ขณะเดียวกัน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งชาติของจีน ( ซีเอเอซี ) ยังมีคำสั่งให้สายการบินสัญชาติจีนทุกแห่งลดบริการเที่ยวบินระหว่างประเทศเหลือเพียงประเทศละ 1 ครั้งต่อสัปดาห์  ให้มีผลตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 29 มี.ค.เป็นต้นไป "จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง" เช่นเดียวกัน สายการบินจากต่างประเทศให้ลดเที่ยวบินสู่จีนเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้งด้วย อย่างไรก็ตาม สายการบินหลายแห่งลดจำนวนเที่ยวบินหรือระงับบินสู่จีนมานานระยะหนึ่งแล้ว
 

 
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดของรัฐบาลปักกิ่งเป็นผลจากการที่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ "โควิด-19" ที่เป็นการเดินทางมาจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือนนี้ โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติ เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ ระบุว่าในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่จุดผ่านแดนระหว่างประเทศ  54 คน และผู้ป่วยจากการติดเชื้อภายในประเทศอีก 1 คน เพิ่มสถิติผู้ป่วยสะสมจากโรคโควิด-19 ในจีนเป็นอย่างน้อย 81,340 คน นับตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ส่วนผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 5 คน เป็นอย่างน้อย 3,292 คน.

เครดิตภาพ : REUTERS

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 24