อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

สิงคโปร์เพิ่มคุมเข้มประชาชน หลังผู้ป่วยโควิด-19 เกิน1พันคน

รัฐบาลสิงคโปร์ยกระดับมาตรการควบคุมทางสังคม หลังผู้ป่วยสะสมจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในประเทศเพิ่มเป็นมากกว่า 1,000 คน ศุกร์ที่ 3 เมษายน 2563 เวลา 15.55 น.


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ว่านายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ "โควิด-19" ในสิงคโปร์ ว่าในภาพรวมถือว่ารัฐบาลและทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือกับควบคุมสถานการณ์ได้โดยตลอด แต่จนถึงตอนนี้ภาครัฐ "ต้องการเพิ่มมาตรการบางอย่าง" เนื่องจากสถานการณ์บางเรื่อง "มีความเปลี่ยนแปลง"

 

ทั้งนี้ ผู้นำสิงคโปร์เรียกการเพิ่มความเข้มงวดครั้งนี้ว่า "มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์" เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดภายในชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การลดจำนวนของผู้ป่วยใหม่ และรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการบางข้อเป็นลำดับต่อไป เบื้องต้นมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 เดือน เริ่มอย่างเป็นทางการวันอังคารที่ 7 เม.ย.นี้

โดยตลอดช่วงเวลาดังกล่าวให้สถานประกอบการหยุดการดำเนินงานภายในสำนักงาน ยกเว้นซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้ายขายของชำ โรงพยาบาล คลินิก สถาบันการเงิน ระบบขนส่งสาธารณะและกิจการที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภค
 
ขณะที่โรงเรียนและศูนย์รับเลี้ยงเด็กปิดการเรียนการสอน และเริ่มจัดการเรียนการสอนออนไลน์ตั้งแต่วันพุธที่ 8 เม.ย.นี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม สถานศึกษาและเนสเซอรีจะเปิดให้บริการเป็นรายกรณีกับผู้ปกครองซึ่งไม่สามารถหยุดงานเพื่อเลี้ยงดูบุตรหลานได้


 
ด้านการรวมกลุ่มในระยะนี้หมายถึงการอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการไปมาหาสู่กับเครือญาติที่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน การออกจากเคหสถานควรเกิดขึ้นเฉพาะการไปทำงานที่ไม่สามารถจัดการที่บ้านได้ การออกไปซื้ออาหาร สิ่งของจำเป็น การพบแพทย์ และการออกกำลังกายที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน แต่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมอย่างเคร่งครัด
 
นอกจากนี้ ผู้นำสิงคโปร์ยืนยันการมีสิ่งของอุปโภคบริโภคเพียงพอ ประชาชนไม่จำเป็นต้องกักตุน และรัฐบาลจะประกาศมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจชุดใหม่ต้นสัปดาห์หน้า ปัจจุบันสิงคโปร์มีผู้ป่วยสะสมจากโรคโควิด-19 อย่างน้อย 1,049 คน รักษาหายแล้ว 266 คน และเสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน.

เครดิตภาพ : REUTERS
    

   

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 25