อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563

'เพนตากอน'ดึงตัวเองออก ไม่ขอเป็น'เครื่องมือหาเสียง'

กระทรวงกลาโหมสหรัฐออกโรงปกป้องเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร หลังทั้งคู่เดินทางตามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากทำเนียบขาวไปยังโบสถ์ที่อยู่ใกล้กัน และในระหว่างนั้นมีการสลายการประท้วงสีผิว พุธที่ 3 มิถุนายน 2563 เวลา 16.29 น.


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.โดยอ้างจากรายงานของสำนักข่าวเอพีซึ่งสัมภาษณ์แหล่งข่าวในทำเนียบขาว ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีท่าทีอ่อนลงบ้างในเรื่องการใช้มาตรการทางทหารต่อกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องความเท่าเทียมทางสีผิว ซึ่งมีชนวนเหตุจากการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีซึ่งถูกตำรวจผิวขาวกดหัวเข่าลงที่คอจนขาดอากาศหาย ระหว่างเข้าทำการจับกุม ที่เมืองมินนีแอโพลิส ในรัฐมินนิโซตา เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา
 
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า ทำเนียบขาว "เจตนา" ใช้มาตรการเข้มข้นสลายการชุมนุมประท้วงที่อยู่ด้านนอก เมื่อช่วงเย็นของวันจันทร์ที่ผ่านมา "เพื่อเป็นตัวอย่าง" ให้กับเมืองอื่น และเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลท้องถิ่นเร่งควบคุมสถานการณ์และฟื้นฟูความสงบโดยเร็วที่สุด
 
ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐจัดทำแผนสำรองในเรื่องการระดมกำลังทหารเข้าสู่เมืองหลวง "ในกรณีจำเป็น" ที่รวมถึงการปกป้องทำเนียบขาวและสถานที่ราชการทุกแห่งในกรุงวอชิงตัน หากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นที่ตรวจท้องถิ่นและกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
 
ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐเป็นหน่วยงานที่พยายามดึงตัวเองให้ออกห่างจากความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมภายในประเทศให้มากที่สุด เนื่องจากไม่ต้องการตกเป็น "เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อและหาเสียง" ของประธานาธิบดีสหรัฐและนักการเมืองคนใด เพนตากอนสามารถ "หาทางออก" ให้ไม่ต้องส่งทหารลงพื้นที่ลาดตระเวนตามแนวชายแดนระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโก และไม่ต้องจัดการสวนสนามทางทหารตามความต้องการของผู้นำสหรัฐ เมื่อวันชาติ 4 ก.ค.ปีที่แล้ว แต่ใช้วิธีนำยานยนต์หุ้มเกราะหลายคันมาจอดเป็นระยะตามหัวมุมถนนในกรุงวอชิงตัน ให้ประชาชนได้ถ่ายภาพร่วมเป็นที่ระลึกแทน โดยมีเจ้าหน้าที่คอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ
 
อย่างไรก็ตาม การที่นายมาร์ค เอสเปอร์ รมว.กระทรวงกลาโหม และพล.มาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ เดินตามทรัมป์ไปยังโบสถ์เซนต์จอห์น เรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย ซึ่งแหล่งข่าวในเพนตากอนเผยว่า หลังประชุมร่วมกันเสร็จ ทรัมป์กล่าวว่าต้องการออกไปทักทายเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิซึ่งตรึงกำลังอยู่ด้านนอก เอสเปอร์และพล.อ.มิลลีย์จึงตามออกไปด้วย โดย "ไม่ทราบล่วงหน้า" ว่ากำลังมีปฏิบัติการ "กระชับพื้นที่" เกิดขึ้น
 

 
เนื่องจากทั้งสองคนไปทำภารกิจที่อื่นมาก่อน แล้วถูกเรียกตัวมายังทำเนียบขาวอย่างปัจจุบันทันด่วน ซึ่งแหล่งข่าวในเพตากอนกล่าวด้วยว่า "จึงเป็นเหตุผล" ว่าเพราะเหตุใดพล.อ.จึงปรากฏตัวในชุดเครื่องแบบหลายพราง ที่เป็นชุดซึ่งพล.อ.มิลลีย์สวมใส่ประจำเมื่ออยู่ในเพนตากอน และมองว่าการถูกเรียกตัวอย่างฉับพลัน จึงไม่ควรเสียเวลากลับไปยังสำนักงานเพื่อเปลี่ยนชุดอีก
 
อย่างไรก็ดี ทั้งคู่ลงพื้นที่พบกับเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิในช่วงค่ำ หลังแยกจากทรัมป์แล้ว เอ็นบีซีรายงานว่าเอสเปอร์กล่าวว่า ตอนนั้นเขาและพล.อ.มิลลีย์เข้าใจตลอดว่าคือการติดตามผู้นำสหรัฐไปสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการสลายการชุมนุม และการสนทนากับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ  แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เขาและพล.อ.มิลลีย์ทำได้คือเดินตามทรัมป์ไปเรื่อยๆ
 


แต่การที่พล.อ.มิลลีย์เป็นคนในเครื่องแบบทำให้ได้รับเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่ายมากกว่า ที่เจ้าตัวไม่ออกมาชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทว่าตอนนี้พล.อ.มิลลีย์และเพนตากอนกำลัง "ตกที่นั่งลำบาก" โดยปริยายเพราะหากสถานการณ์ประท้วงตอนนี้ "จบด้วยดี" เพนตากอนจะได้เครดิตไปด้วย ในทางตรงข้าม หากสถานการณ์ยิ่งยืดเยื้อ ทรัมป์ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันมาที่ฝ่ายทหาร "ให้ทำอะไรสักอย่าง" ต่อให้อีกฝ่ายยืนกรานว่า "ควรเป็นหนทางสุดท้ายเมื่อถึงที่สุดแล้ว" ก็ตาม.

เครดิตภาพ : AP
    
    
   

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    89%
  • ไม่เห็นด้วย
    11%

บอกต่อ : 38