อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 สิงหาคม 2563

อดีตนายพลสหรัฐพร้อมใจอัดทรัมป์ ปมใช้อำนาจทหาร

อดีตทหารชั้นผู้ใหญ่หลายนายในกองทัพสหรัฐ ตบเท้าออกมาวิจารณ์การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการใช้อำนาจทางทหารเพื่อยุติจลาจลสีผิว พฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2563 เวลา 11.57 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ว่าสืบเนื่องจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันจันทร์ ว่าเขาจะใช้อำนาจในฐานะผู้นำสหรัฐ ตามที่ระบุอยู่ในกฎหมายการจลาจล ฉบับปี 2350 โดยให้ทหารจากส่วนกลาง "ควบคุมสถานการณ์" หากรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐใดก็ตามไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ประท้วงและจลาจลสีผิวที่ยืดเยื้อตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว จ
 
ต่อมาเมื่อวันพุธ นายมาร์ค เอสเปอร์ รมว.กระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่าเขาคัดค้านการที่ผู้นำสหรัฐจะใช้อำนาจดังกล่าว เพราะสถานการณ์ไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้น และการให้กองทัพสหรัฐเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงภายในประเทศ "ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย" พร้อมทั้งขอโทษประชาชนที่ใช้คำว่า "พื้นที่ปฏิบัติการ" เรียกแทนสถานที่มีการชุมุนมประท้วง ท่ามกลางกระแสข่าวว่าทรัมป์ "ไม่พอใจอย่างหนัก" ต่อท่าทีของเอสเปอร์ ที่ขัดขวางการใช้อำนาจทางทหารของเขา
 

 
ในเวลาเดียวกัน พล.ร.อ.ไมเคิล มุลเลน อดีตประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐในสมัยอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวว่าแม้ประธานาธิบดีสหรัฐถือเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยตำแหน่ง แต่กองทัพสหรัฐจะปฏิบัติตามเฉพาะ "คำสั่งที่ถูกกฎหมาย" เจ้าหน้าที่ทุกนายไม่เคยมองชาวอเมริกันเป็นศัตรู และไม่มีทางที่ประชาชนจะอยู่ในสถานะนั้น
 
ขณะที่พล.อ.มาร์ติน เดมป์ซีย์ ซึ่งรับตำแหน่งต่อจากพล.ร.อ. มุลเลน กล่าวคล้ายกันว่าแผ่นดินอเมริกาไม่ใช่สนามรบ และประชาชนไม่ใช่ศัตรูของทหาร อย่างไรก็ตาม อดีตทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งวิจารณ์ทรัมป์หนักหน่วงที่สุด คือพล.อ.เจมส์ แมตทิส อดีตผู้บัญชาการกองกำลังนาวิกโยธิน และดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงกลาโหมคนแรกในรัฐบาลทรัมป์ กล่าวว่าทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐคนแรกเท่าที่เขาจำความได้ ว่าไม่เคยคิดสร้างความเป็นเอกภาพในหมู่ชาวอเมริกัน แต่ในทางกลับกันเร่งเดินหน้าสร้างความแตกแยก ระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นแล้วว่า ทรัมป์ไม่มีภาวะผู้นำอย่างแท้จริง.

เครดิตภาพ : AP

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    94%
  • ไม่เห็นด้วย
    6%

บอกต่อ : 34