อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563

สภาล่างสหรัฐผ่านกฎหมายคว่ำบาตรธนาคารจีน

สภาผู้แทนราษฎรในกรุงวอชิงตันเห็นชอบกฎหมายลงโทษธนาคารของแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเจ้าหน้าที่ของจีน "กดขี่" ฮ่องกง หลังรัฐบาลปักกิ่งบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงกับเขตบริหารพิเศษแห่งนี้ พฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.42 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ว่าสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผ่านกฎหมายว่าด้วยการคว่ำบาตรสถาบันการเงินแห่งใดก็ตามของจีน ซึ่งรับทำธุรกรรม หรือมีความร่วมมือทางธุรกิจกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลปักกิ่ง "ซึ่งกดขี่ข่มเหง และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของชาวฮ่องกง"
 

ขณะที่นางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐ กล่าวถึงมติดังกล่าวซึ่งถือเป็นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ที่พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันจะร่วมกันเห็นชอบกฎหมายหนึ่งด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์ ว่าสะท้อน "ความฉุกเฉิน" ในการที่รัฐบาลวอชิงตันต้องตอบสนองต่อ "การกระทำอันขี้ขลาด" ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งบัญญัติกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง โดยกฎหมายมีผลบังคับใช้เพียง 1 ชั่วโมงก่อนเข้าสู่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่เป็นวันซึ่งสหราชอาณาจักรส่งมอบเกาะฮ่องกงกลับคืนสู่จีน หลังครบกำหนดสัญญา 99 ปี และปีนี้ครบรอบ 23 ปี
 
แม้กฎหมายยังต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาเช่นกัน แต่ทุกฝ่ายเชื่อว่าไม่น่ามีอุปสรรค โดยสภาสูงของสหรัฐมีกำหนดลงมติเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวในวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค.นี้ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการของทำเนียบขาวในการบัญญัติกฎหมายให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องมีการลงนามรับรองจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ
 

 
อย่างไรก็ตาม ผ่านมาแล้วนานกว่า 1 วันนับตั้งแต่จีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติต่อฮ่องกง ซึ่งแนวทางปฏิบัติของหลายมาตรา และบทลงโทษต่อผู้ฝ่าฝืน "เข้มงวด" มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้มาก แต่ทรัมป์ยังแทบไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก มีเพียงนายไมค์ ปอมเปโอ รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งกล่าวว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มขั้นตอนเพิกถอนสถานะพิเศษทางการค้า ที่รัฐบาลวอชิงตันได้มอบให้แก่ฮ่องกงมานานหลายทศวรรษแล้ว.

เครดิตภาพ : AP

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    28%
  • ไม่เห็นด้วย
    72%

บอกต่อ : 32