อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 กันยายน 2563

ผอ.ควบคุมโรคสหรัฐแย้งทรัมป์เรื่องวัคซีน-แมสก์

ประธานาธิบดีโดนัดล์ ทรัมป์ ยืนยันชาวอเมริกันจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 "ภายในสิ้นเดือนต.ค. นี้" และการสวมหน้ากากอนามัย "ไม่ได้ช่วยมาก" เท่ากับการฉีดวัคซีน ในขณะที่ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคยังคงกล่าวตรงข้ามกับผู้นำสหรัฐ พฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2563 เวลา 11.34 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ว่านพ.โรเบิร์ต เรดฟิลด์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐ ( ซีดีซี ) เข้าพบคณะกรรมาธิการย่อยด้านการจัดสรรของวุฒิสภา เมื่อวันพุธ เกี่ยวกับมาตรการตอบสนองของซีดีซีต่อวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 โดยนพ.เรดฟิลด์กล่าวในตอนหนึ่งว่า "เสียใจเป็นอย่างยิ่ง" เมื่อข้อมูลที่เขาและทีมงานร่วมกันวิเคราะห์และเผยแพร่ "ตามสัตยธรรมทางวิทยาศาสตร์" กลับไม่เคยได้รับการยอมรับ
 

 
ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังนายไมเคิล คาปูโต ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐด้านกิจการสาธารณะ วิจารณ์ซีดีซีเป็นองค์กรที่ทำงาน "เพื่อต่อต้าน" รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกัน นพ.เรดฟิลด์ยืนยัน "ความสำคัญและประสิทธิภาพ" ของการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า การหมั่นล้างมือให้สะอาด และการรักษาระยะห่างทางสังคม สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ "โดยเป็นเครื่องป้องกันดีที่สุด ณ เวลานี้"  ซึ่งยังไม่มีวัคซีน
 

เมื่อคณะกรรมาธิการซักถามเกี่ยวกับกรอบระยะเวลาที่จะมีวัคซีนออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ นพ.เรดฟิลด์กล่าวว่า โดยส่วนตัวเขาคาดการณ์ไว้ที่ช่วงไตรมาสที่สอง หรือไตรมาสที่สามของปี 2564 แต่เตือนว่าแทบทุกรัฐในประเทศยังไม่พร้อมบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ซึ่งต้องฉีด 2 โดส ห่างกันประมาณ 21 ถึง 28 วัน และวัคซีนทั้งสองโดสต้องเป็นยี่ห้อเดียวกัน บุคลากรการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด่านหน้าต้องได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรก ตามด้วยกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ อาทิ ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไปเป็นกลุ่มสุดท้าย
 
ต่อมาทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐจะเริ่มแจกจ่ายวัคซีนได้ภายในเดือนต.ค. นี้ หรือต้องก่อนถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดี 3 พ.ย.นี้ และเขาเชื่อว่าวัคซีน "มีประสิทธิภาพมากกว่า" การสวมหน้ากากอนามัย.

เครดิตภาพ : AP

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 10