อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563

ซาอุดีอาระเบียยืนยันร่วมมือกับประชาคมโลก

สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานตรัสต่อที่ประชุมใหญ่ยูเอ็น เกี่ยวกับบทบาทของซาอุดีอาระเบียบนเวทีโลกในปีนี้ โดยเฉพาะการตอบสนองต่อวิกฤติโรคระบาด และทรงประณาม "ปรปักษ์ตลอดกาล" คืออิหร่าน พฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2563 เวลา 08.12 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ว่าสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย พระราชทานกระแสพระราชดำรัสต่อสมัชชาสหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) เมื่อวันพุธ โดยเป็นคลิปที่บันทึกไว้ล่วงหน้าเช่นเดียวกับผู้นำของทุกประเทศ เนื่องจากวิกฤติโรคระบาดโควิด-19

ทั้งนี้ พระองค์ทรงเป็นประมุขแห่งราชวงศ์ซาอุดพระองค์ที่ 2 ในประวัติศาสตร์เท่านั้น ซึ่งทรงมีพระราชดำรัสต่อยูเอ็นจีเอ นอกเหนือจากพระเชษฐา คือกษัตริย์ซาอุด เมื่อปี 2500 ขณะที่พระราชดำรัสบางส่วนของกษัตริย์ซัลมานมีเนื้อหาไม่ต่างจากของพระเชษฐา คือการเน้น "บทบาทอันศักดิ์สิทธิ์" ของสถาบันศาสนา ที่มีต่อสังคมซาอุดีอาระเบีย และการทำนุบำรุงศาสนา ถือเป็นภารกิจสำคัญของทุกภาคส่วนในประเทศตั้งแต่โบราณกาล


United Nations

ขณะเดียวกัน กษัตริย์ซัลมานตรัสเกี่ยวกับบทบาทของซาอุดีอาระเบียบนเวทีโลกตลอดปีนี้ รวมถึงการทำหน้าที่ประธานหมุเวียนของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ "จี20" โดยในฐานะประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอาหรับ ซาอุดีอาระเบียไม่เพียงแต่เป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ยังมีส่วนร่วมกับประชาคมโลกในการต่อสู้กับวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 รวมถึงการบริจาคเงิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 15,795 ล้านบาท ) ให้แก่องค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ )
 
ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กษัตริย์ซัลมานตรัสว่าซาอุดีอาระเบียแสวงหาความร่วมมือฉันมิตรกับทุกประเทศ และให้ความร่วมมือกับยูเอ็นในทุกด้าน ยกเว้นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน เมื่อเดือนก.ย. ปีที่แล้ว พระองค์ทรงประณามว่าเป็นการสั่นคลอนสันติภาพและความมั่นคง ตลอดจนกลไกเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึงอิหร่าน ที่แทรกแซงกิจการภายในของเยเมน ด้วยการสนับสนุนกลุ่มกบฏฮูตี    
 
ส่วนสถานการณ์ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ พระองค์ทรงยืนยันว่า แผนริเริ่มสันติภาพอาหรับ" ฉบับปี 2545 เท่านั้น คือกลไกพื้นฐานของการสร้างสันติภาพะหว่างทั้งสองฝ่าย โดยเงื่อนไขหลักของข้อตกลงดังกล่าว คือกลุ่มประเทศอาหรับจะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล บนเงื่อนไขที่ว่ารัฐบาลเทลอาวีฟต้องปฏิบัติตาม "หลักการสองรัฐ"  โดยรวมถึงการยอมรับ "สถานะ" ของปาเลสไตน์ และการที่อิสราเอลต้องยุติการยึดครอง "ดินแดนทั้งหมด" ที่ยึดมาหลังสงครามหกวัน
 
อนึ่ง กษัตริย์ซาอุดีอาระเบียไม่ตรัสเกี่ยวกับการที่อิสราเอลสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( ยูเออี ) และบาห์เรน ซึ่งมีการลงนามร่วมกันอย่างเป็นทางการที่สหรัฐ เมื่อกลางเดือนนี้.

เครดิตภาพ : AP

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 31